วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คดีทนายแสบ ขี้โกง ‘น้องบีม’ เจอโทษคุก 6 ปี คุมเข้าเรือนจำ

อุปนายกสภาทนายความเผย “พิสิษฐ์ สัมมาเลิศ” ทนายแสบโกงเงิน 3.4 ล้านบาท เยียวยาอุบัติเหตุให้ “น้องบีม” เด็กพิการ ถูกศาลจังหวัดตลิ่งชันตัดสินผิดตามฟ้อง จำคุก 6 ปี ไม่รอลงอาญา และห้ามประกอบอาชีพทนายความ 5 ปี ส่วนภรรยาและหญิงสาวคนสนิทนายพิสิษฐ์ 2 คน ให้การปฏิเสธ ให้แยกฟ้องพิจารณาคดีปีหน้า จ่อนำคำพิพากษาคดีอาญาไปประกอบสืบพยานในคดีแพ่ง

กรณีนางพรทิพย์ จันทรัตน์ อายุ 44 ปี มารดา ด.ญ.ภัทรดา หรือน้องบีม แก้วผ่อง อายุ 14 ปี เด็กพิการ ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถพ่วง 18 ล้อ ในพื้นที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2548 ทำให้พ่อน้องบีมเสียชีวิต นางพรทิพย์บาดเจ็บสาหัส ส่วนน้องบีมถูกตัดขา 2 ข้าง ต้องนั่งวีลแชร์ตลอดเวลา ถูกนายพิสิษฐ์ หรือต้อง สัมมาเลิศ อายุ 59 ปี ทนายความยักยอกเงิน 3.4 ล้านบาท จากจำนวน 5 ล้านบาท ที่ศาลจังหวัดไชยาสั่งให้คู่กรณีเยียวยาผู้เสียหาย ต่อมานางพรทิพย์ได้พาน้องบีมเข้าแจ้งความตำรวจ สน.บางยี่ขัน และถอนแจ้งความในเวลาต่อมา เนื่องจากนายพิสิษฐ์จะชดใช้เงินให้ แต่ไม่ทำตามข้อตกลง ต่อมาตำรวจ สน.บางยี่ขัน ติดตามจับกุมนายพิสิษฐ์ น.ส.ฐิตาภา หรือภัทรวดี สวัสดี อายุ 39 ปี หญิงใกล้ชิดนายพิสิษฐ์ และอายัดตัว น.ส.พรปวีณ์ ชูแก้ว อายุ 44 ปี ภรรยานายพิสิษฐ์ที่ถูกจำคุกข้อหาฉ้อโกงทรัพย์อยู่ในเรือนจำจังหวัดชุมพร ผู้ร่วมก่อเหตุนำตัวส่งฟ้องศาลจังหวัดตลิ่งชัน กล่าวหานายพิสิษฐ์กับพวกกระทำความผิดฐานร่วมกันปลอมเอกสารและใช้เอกสารปลอมร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์

ความคืบหน้าเกี่ยวกับเรื่องนี้ศาลได้ตัดสินทนายความแสบโกงเงินเด็กพิการแล้ว โดยเมื่อเวลา 13.00 น. วันที่ 5 ต.ค. ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจากว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกสภาทนายความฝ่ายบริหารและประธานกรรมการสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภาว่า เมื่อวันที่ 18 ก.ย.ที่ผ่านมา ศาลจังหวัดตลิ่งชัน มีคำพิพากษาคดีดำที่ 3272/60 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานศาลจังหวัดตลิ่งชันเป็นโจทก์ ฟ้องนายพิสิษฐ์ หรือต้อง สัมมาเลิศ น.ส.พรปวีณ์ ชูแก้ว ภรรยานายพิสิษฐ์ และ น.ส.ฐิตาภา หรือภัทรวดี สวัสดี หญิงใกล้ชิดนายพิสิษฐ์ เป็นจำเลยที่ 1-3 ในฐานความผิดร่วมกันปลอมแปลงเอกสารและใช้เอกสารปลอม ร่วมกันฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ จำเลยที่ 1 หรือนายพิสิษฐ์ให้การรับสารภาพ ศาลจึงให้อัยการแยกฟ้อง ส่วนจำเลยอีกสองคนให้การปฏิเสธ ให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องใหม่เป็นอีก 1 คดี จะพิจารณาคดีต้นปี 2561 โดยศาลพิพากษาจำคุกนายพิสิษฐ์ เป็นเวลา 6 ปี ไม่รอลงอาญา และห้ามประกอบอาชีพทนายความเป็นเวลา 5 ปี นำตัวส่งเข้าเรือนจำพิเศษธนบุรี

อุปนายกสภาทนายความกล่าวอีกว่า เมื่อนายพิสิษฐ์รับสารภาพตามฟ้องและศาลพิพากษามาเช่นนี้ คณะทำงานมีตนและนายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ จะนำผลคำพิพากษาไปวิเคราะห์เตรียมนำไปประกอบการแถลงศาลจังหวัดไชยาในคดีละเมิด ที่ศาลเคยมีคำพิพากษาคดีบริษัทประกอบกิจการขนส่งรถยนต์ป้ายแดงแห่งหนึ่ง ใน จ.นนทบุรี กระทำละเมิดน้องบีมไปแล้ว นายพิสิษฐ์ขณะนั้นเป็นทนายความของน้องบีมได้ยื่นคำแถลงไม่ติดใจบังคับคดีกับบริษัทประกอบกิจการขนส่งรถยนต์ฯ จำเลยเป็นไปโดยไม่ชอบ เพราะทนายความไม่มีอำนาจและทนายความดำเนินคดีไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริง และขอให้ศาลเพิกถอนคำแถลงดังกล่าว

ว่าที่ พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กล่าวต่ออีกว่า หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำแถลงแล้ว คดีละเมิดสามารถบังคับคดีต่อไปได้ แต่มีข้อน่าสังเกตคือยังมีประเด็นเรื่องบริษัทผู้ประกอบกิจการขนส่งรถยนต์ฯ จำเลยในคดีละเมิด สั่งจ่ายเช็คแก่ทนายความแทนที่จะจ่ายให้ผู้เสียหายชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ชอบบริษัทผู้สั่งจ่ายเช็คจะเป็นผู้เสียหายจากการกระทำของนายพิสิษฐ์ด้วย ส่วนคดีแพ่งที่ฟ้องนายพิสิษฐ์เรื่องรับสภาพหนี้ หลังจากถูกแจ้งความกำลังให้ทีมทนายความไปคัดคำพิพากษาไปยื่นประกอบการสืบพยานในคดีแพ่ง ที่ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์เป็นจำเลยต่อศาลแพ่ง ถนนรัชดาภิเษก ในฐานความผิดสัญญาตัวแทนและเรียกทรัพย์คืน เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน ทั้งนี้อาจทำให้คดีที่ศาลแพ่งต้องเลื่อนคดีออกไปก่อน สำหรับน้องบีมขณะนี้มีสุขภาพจิตดีและน่าจะได้เข้าทำงานเป็นเจ้าหน้าที่ประชาสัมพันธ์ของวัดชลประทาน จังหวัดนนทบุรี หลังจากที่อาคารพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อปัญญาฯ เปิดแล้ว