วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โปรยยาหอมดูดนักลงทุนมะกัน"บิ๊กตู่"ฟุ้งสานสัมพันธ์การค้าอเมริกาแน่นแฟ้น

“อภิรดี” เผย “บิ๊กตู่” เยือนอเมริกาประสบผลสำเร็จ เพิ่มความร่วมมือด้านการค้า-ลงทุน พร้อมเชิญชวนนักลงทุนมะกันลงทุนในอีอีซี และขอให้อำนวยความสะดวกนำเข้าสินค้าเกษตรไทยมากขึ้น แต่มีเสียงวิจารณ์ยับ ไทยยอมอ่อนข้ออเมริกามากเกิน หนำซ้ำยังเสนอตัวซื้อถ่านหิน ขณะที่อเมริกาไม่ซื้อสินค้าใดๆ จากไทย และไม่รับปากอำนวยความสะดวกผลไม้ไทย

นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ เปิดเผยว่า การเดินทางเยือนกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. สหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค.2560 ประสบผลสำเร็จด้วยดี โดยเฉพาะการหารือด้านการค้า และการลงทุน และพร้อมที่จะร่วมมือเพื่อสร้างผลประโยชน์ร่วมกัน โดยได้ก้าวข้ามปัญหาการขาดดุลการค้า เน้นการจับมือเป็นพันธมิตรเพิ่มมูลค่าการค้าการลงทุนระหว่างกัน ทั้งนี้ ผู้นำทั้ง 2 เห็นพ้องกันว่า นโยบายอเมริกันมาก่อน (America First) และนโยบายไทยแลนด์ 4.0 สามารถเกื้อกูลกันได้ โดยสินค้าที่ไทยส่งออกไปสหรัฐฯ ส่วนใหญ่เป็นวัตถุดิบผลิตสินค้าสำเร็จรูปในอุตสาหกรรมต่างๆ ขณะที่ไทยนำเข้าสินค้าเทคโนโลยีคุณภาพสูง เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางการค้า ซึ่งจะนำไปสู่การขยายมูลค่าการค้าระหว่างกันในอนาคต โดยในปี 2559 การค้า 2 ฝ่ายมีมูลค่า 36,500 ล้านเหรียญสหรัฐฯ โดยไทย 24,500 ล้านเหรียญฯ และนำเข้า 12,000 ล้านเหรียญฯ

นอกจากนี้ ได้ขอให้สหรัฐฯอำนวยความสะดวกการลงทุนของไทยในสหรัฐฯ เพราะในปีนี้นักธุรกิจไทยมีแผนจะเพิ่มการลงทุนในสหรัฐฯอีก 8,300 ล้านเหรียญสหรัฐฯ สร้างงานเพิ่มกว่า 10,000 ตำแหน่ง จากในปี 2559 ไทยลงทุนในสหรัฐฯ เป็นอันดับ 2 ของอาเซียน รองจากสิงคโปร์ ในสาขาต่างๆ เช่น อาหาร พลังงาน ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น มูลค่า 5,600 ล้านเหรียญฯ เกิดการจ้างงาน 70,000-80,000 ตำแหน่งในปี 2559 และยังมีแผนที่จะลงทุนเพิ่มอีก 8,300 ล้านเหรียญฯ สร้างงานเพิ่มอีกกว่า 10,000 ตำแหน่ง ขณะเดียวกัน ยังได้เชิญชวนให้นักลงทุนสหรัฐฯ พิจารณาการลงทุนในระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (อีอีซี) สำหรับประเด็นการค้าที่ยังเป็นอุปสรรค ได้มอบหมายให้เจ้าหน้าที่หารือกันต่อไป โดยไม่ได้ลงรายละเอียดในการพบกันครั้งนี้

“ไทยได้ขอบคุณสหรัฐฯที่เปิดทบทวนการจัดสถานะการคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของไทยนอกรอบ ซึ่งไทยหวังว่าจะนำไปสู่การถอดไทยจากบัญชีประเทศที่ต้องจับตามองพิเศษ (PWL) โดยเร็ว รวมทั้งขอให้สนับสนุนการส่งออกสินค้าเกษตรของไทยไปสหรัฐฯ เช่น ลดความเข้มข้นของระดับการฉายรังสีที่สหรัฐฯกำหนดในผลไม้ไทย เพื่อไม่ให้กระทบคุณภาพและผิวของผลไม้ เช่น มะม่วง รวมถึงเร่งออกใบอนุญาตด้านสุขอนามัยให้ส้มโอของไทย ซึ่งยื่นคำขอไว้ตั้งแต่ปี 2558”

ขณะเดียวกัน นายกรัฐมนตรีได้นำคณะนักธุรกิจชั้นนำของไทยหารือกับนักธุรกิจสหรัฐฯ โดยเฉพาะนักธุรกิจไทยที่ลงทุนในสหรัฐฯ เช่น กลุ่มอาหาร พลังงาน ยานยนต์และชิ้นส่วน เป็นต้น ซึ่งภาคเอกชนตกลงที่จะจัดทำบันทึกความเข้าใจ (MOU) ระหว่างกัน เพื่อส่งเสริมการค้าการลงทุนและคัดเลือกสาขาธุรกิจที่จะสามารถร่วมมือกันได้ เช่น พลังงาน การค้าบริการ นวัตกรรมและ IT การศึกษา การแพทย์และสุขภาพ ความมั่นคงทางอาหาร เป็นต้น ส่วนการหารือกับสภานักธุรกิจสหรัฐฯ-อาเซียน นายกฯตั้งเป้าหมายผลักดันมูลค่าการค้า 2 ฝ่ายให้เพิ่มเป็น 85,000 ล้านเหรียญฯ นอกจากนี้ บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (PTTGC) ได้ลงนาม MOU กับหน่วยงานด้านการจ้างงานของรัฐโอไฮโอ เรื่องความร่วมมือในการศึกษาและจัดทำโครงการพัฒนายกระดับคุณภาพชีวิตของชุมชนในพื้นที่เขตเบลมอนต์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของโรงงานปิโตรเคมี บริษัท เอสซีจี ได้ลงนาม MOU และสั่งซื้อถ่านหินกับ Smoky Mountain Coal Corporation เพื่อช่วยสร้างงานให้กับชาวอเมริกัน และยังเป็นประโยชน์แก่ไทย เพราะเป็นถ่านหินที่มีคุณภาพดี มลภาวะน้อย และให้ความร้อนสูง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การเดินทางไปเยือนสหรัฐฯในครั้งนี้ เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์ว่า ไทยยอมอ่อนข้อมากเกินไปในประเด็นด้านการค้า ที่ไทยเป็นฝ่ายเสนอซื้อสินค้าหลายชนิดจากสหรัฐฯ ทั้งถ่านหิน อาวุธยุทโธปกรณ์ เพื่อต้องการลดการได้ดุลการค้าที่ไทยได้ดุลสหรัฐฯมาอย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯไม่ได้เสนอซื้อสินค้าใดๆ และไม่รับปากตามที่ไทยร้องขอให้ซื้อผลไม้ อำนวยความสะดวกในด้านการส่งออกผลไม้ รวมถึงเร่งออกใบอนุญาตด้านสุขอนามัยให้ส้มโอของไทย ซึ่งได้ยื่นคำขอไว้ตั้งแต่ปี 2558 ส่วนประเด็นที่สหรัฐฯให้ความสำคัญ และต้องการจากไทยเป็นพิเศษคือ การนำเข้าหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงแรคโตพามีนตกค้างแม้ในครั้งนี้ไม่ได้หารือในรายละเอียด แต่ในแถลงการณ์ร่วม ของทั้ง 2 ฝ่ายระบุให้เจ้าหน้าที่หารือกันในรายละเอียดต่อไป.