วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สานฝันขึ้นเบอร์ 1 อาเซียน "ไทยเบฟ" ปรับกลยุทธ์ "เหล้าขาว" รับภาษีบาป

ไทยเบฟฯ ตอกย้ำเป้าหมาย “เบอร์ 1 อาเซียน” รุกธุรกิจ 360 องศาสานต่อวิสัยทัศน์ 2020 เข็นเหล้าขาวพรีเมียม–ออกแบรนด์เบียร์น้องใหม่รับ “ภาษีน้ำเมา” “ฐาปน”หวังเศรษฐกิจไทยดีช่วยกระตุ้นยอดขาย

นายฐาปน สิริวัฒนภักดี กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน)เปิดเผยว่า เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ผู้นำธุรกิจเครื่องดื่มครบวงจรระดับโลก ภายใต้ Vision 2020และการก้าวต่อไปอย่างมั่นคงและยั่งยืน บริษัทฯจะเดินหน้าโดยใช้ 5 กลยุทธ์หลัก 1.Growth คือ การเติบโตอย่างมีประสิทธิภาพ โดยวางเป้าหมายเป็นบริษัทเครื่องดื่มที่ครบวงจรใหญ่ที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ 2.Diversity หรือความหลากหลายของสินค้า ตั้งเป้าการขยายตัวอย่างต่อเนื่องทุกกลุ่มสินค้า ทั้งเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และไม่มีแอลกอฮอล์ 3.Brand การมีตราสินค้าที่โดนใจ ซึ่งถือเป็นหัวใจหลักของความสำเร็จ มุ่งเน้นในการพัฒนาตราสินค้าให้มีความหลากหลาย และตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคทุกด้านมากขึ้น 4.Reach การกระจายสินค้าที่แข็งแกร่ง ซึ่งไทยเบฟฯยังคงเดินหน้าขยายเครือข่ายการกระจายสินค้าให้ครอบคลุมในประเทศ และต่างประเทศ และ 5.Professionalismหรือความเป็นมืออาชีพ ตามที่กำหนดไว้ใน Vision 2020 หรือแผน 6 ปี ซึ่งเริ่มตั้งแต่ปี 2558 และขณะนี้ได้เดินมาครึ่งทางแล้ว

“โดยกลยุทธ์ทั้ง 5 จะทำให้บริษัทฯ มีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากปี 2560 ที่บริษัทฯ ได้วางแผนเพื่อรุกตลาดแบบ 360 องศา ทั้งธุรกิจเครื่องดื่มและอาหาร ทำให้ 9 เดือนในปีบัญชี2560 (ต.ค.2559-มิ.ย.2560) มียอดรายได้รวมแตะ 142,460 ล้านบาท แม้จะลดลง 6% ซึ่งเป็นผลจากตลาดหดตัวตามภาวะเศรษฐกิจ แต่ยังมีกำไรสุทธิ 21,117 ล้านบาท ขยายตัวเพิ่มขึ้น 3.1%”

อย่างไรก็ตาม สำหรับการดำเนินการตาม วิสัยทัศน์ 2020 ที่ผ่านมาครึ่งทางแล้วนั้น ภาพรวมการเติบโตทางธุรกิจยังเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้ โดยในแง่ของมูลค่าธุรกิจตามราคาตลาด (Market cap) ของบริษัทล่าสุดอยู่ที่ 16,700 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ซึ่งเป็นเบอร์ 2 ของผู้นำตลาด เครื่องดื่มแบบครบวงจรในเอเชีย เป็นรอง “อาซาฮี” ที่มีมาร์เก็ตแคป 17,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ส่วนคิรินมีมาร์เก็ตแคป 15,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ

นายฐาปน กล่าวต่อว่า สำหรับแผนการ ดำเนินธุรกิจในปี 2560-2561 (ปีบัญชี ต.ค.60-ก.ย.61) บริษัทเตรียมงบลงทุนปกติไว้ 7,400 ล้าน บาท เพิ่มขึ้นจากปีบัญชี 2560 ที่ใช้ไป 5,200ล้านบาท เพื่อยกระดับอุปกรณ์ เครื่องจักร เพื่อให้ไทย–เบฟฯ ขับเคลื่อนธุรกิจได้ต่อเนื่อง ส่วนเรื่องการปรับโครงสร้างภาษีสุรานั้น ไม่ใช่เรื่องใหม่สำหรับกลุ่มไทยเบฟฯ ที่ดำเนินธุรกิจมาหลายปีแล้ว ซึ่งก็ต้องปรับตัวให้สอดคล้องกับสถานการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น ซึ่งกลุ่มสุราขาวก็ได้ปรับราคาขึ้น 2%และอาจส่งผลกระทบในระยะสั้น ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติ ที่สินค้าขยับราคาขึ้น

ทั้งนี้ ในส่วนของธุรกิจแอลกอฮอล์ในกลุ่มสุราขาว ช่วงเดือน พ.ย.นี้ เตรียมทำตลาดแบรนด์ “รวงข้าว ซิลเวอร์” (Ruang Khao Silver) ขนาด 35 ดีกรี ราคา 168 บาท ภาพลักษณ์ใหม่ที่เป็นพรีเมียมมากขึ้น จากเดิมที่ใช้แบรนด์สุราขาวรวงข้าว ขนาด 40 ดีกรี ทำตลาดทั่วไปและเป็นผู้นำตลาดอันดับ 1 ในตลาดประเทศไทย และอันดับ 3 ของโลก ซึ่งแบรนด์รวงข้าว ซิลเวอร์ จะใช้ทำตลาดทั้งในประเทศและต่างประเทศ อาทิ เวียดนาม เมียนมา และฟิลิปปินส์ รวมถึงกลุ่มประเทศเอเชียเหนือ ได้แก่ จีน ไต้หวัน เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น คาดการณ์ว่าตลาดต่างประเทศจะเริ่มได้ช่วงปี 2561 แน่นอนว่าภายใน 3 ปี ต้องมีโรงงานการผลิตเป็นหลักแหล่งชัดเจน ขณะที่แบรนด์เบลนด์ 285 จะปรับโฉมบรรจุภัณฑ์ให้มีความทันสมัยมากขึ้น

ขณะที่ธุรกิจเบียร์ต้องการขึ้นมาเป็นอันดับ 1 ภายใน 3 ปี โดยตอนนี้ ภาพรวมตลาดเบียร์ติดลบ 8% แบรนด์ช้างมีส่วนแบ่งอยู่ 40% นับจากนี้ก็จะเตรียมพัฒนาสินค้าใหม่ออกสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับนวัตกรรม พร้อมกันนี้บริษัทได้นำเบียร์สดเข้าไปจำหน่ายช่องทางร้านสะดวกซื้อแฟมิลี่มาร์ท เพื่อเข้าถึงลูกค้าอีกช่องทางหนึ่ง

นายฐาปน กล่าวต่อถึงการขยายธุรกิจในกลุ่มนอนแอลกอฮอล์ อย่างร้านอาหารในเครือโออิชิ กรุ๊ป ก็จะเพิ่มขึ้น แต่ในขณะเดียวกัน ก็คงไม่ได้ตอบโจทย์ผู้บริโภคเพียงแค่ร้านอาหารประเภทญี่ปุ่นเท่านั้น ตอนนี้เตรียมขยายธุรกิจด้วยแบรนด์ใหม่ ทั้งรูปแบบสตรีทฟู้ด, ฟู้ดคอร์ต, แคชชวล ไดนิ่ง และไฟน์ ไดนิ่ง มีเป้าหมายผลักดันการเติบโตมากขึ้น 2-3 ตามแผนงานของวิสัยทัศน์ข้างต้น

“ภาพรวมเศรษฐกิจในช่วง 2 เดือนนับจากนี้ (พ.ย.-ธ.ค.) คาดการณ์จะปรับตัวดีขึ้นจากปัจจัยรัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาอย่างต่อเนื่อง ไม่ว่าจะเป็นมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายที่เตรียมกระตุ้นในช่วงปลายปี ที่ผ่านมายังมีโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐกระตุ้นให้การจับจ่ายใช้สอยของประชาชนให้กลับมาคึกคักอีกครั้ง”.