วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ชาวบ้านลาด ขับไล่ ผู้ใหญ่บ้านหญิง ตั้งประตูเหล็กกั้นถนน ทำเดือดร้อน

ชาวบ้านลาด เดินขบวนขับไล่ผู้ใหญ่บ้านหญิง ตั้งประตูเหล็กปิดทางที่ใช้สัญจรมานานตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ขณะที่ผู้ใหญ่ อ้าง มีกรรมสิทธิ์ในโฉนดที่ดิน ปธ.สภาทนายความ ชี้ เป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมาย แล้ว แต่ต้องร้องต่อศาลเพื่อขอเปลี่ยนแปลงทางทะเบียน

เมื่อเวลา 10.00 น.วันที่ 5 ตุลาคม ชาวบ้านหมู่ 8 บ้านในลุ่ม ต.บ้านลาด อ.บ้านลาด จ.เพชรบุรี กว่า 30 คน นำโดยนายจิรวัฒน์ พันธ์เผือก อายุ 40 ปี ประธานชุมชนหมู่บ้านในลุ่มรักขนอน อยู่บ้านเลขที่ 69 หมู่ 8 บ้านในลุ่ม เดินทางมาที่ว่าการอำเภอบ้านลาด ยื่นหนังสือร้องเรียนต่อ นายสุทิน ประเสริฐศักดิ์ ปลัดอำเภอบ้านลาด ขอให้ตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริง และขอให้ถอดถอน นางลัดดา ตรีเนตร ผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 บ้านในลุ่ม ออกจากตำแหน่ง เนื่องจากประพฤติตนไม่เหมาะสม กับตำแหน่งหน้าที่ บริหารงานไม่โปร่งใส ก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่ประชาชนในพื้นที่ ในท้ายหนังสือมีลายมือชื่อ และบัตรประชาชนของชาวบ้าน หมู่ 8 จำนวน 185 คน จากจำนวนประชากรทั้งหมดในหมู่บ้านแนบมาด้วย

นายจิรวัฒน์ เปิดเผยว่า นางลัดดา มีพฤติกรรมไม่โปร่งใสหลายประเด็น อาทิ ดำเนินการนำงบประมาณที่ได้รับการจัดสรรจากโครงการประชารัฐ จำนวน 500,000 บาท จัดซื้อตู้น้ำดื่ม ในราคาที่สูงกว่าปกติและจัดวาง ในพื้นที่ๆ ไม่ครอบคลุมการใช้ประโยชน์ อีกทั้งมิได้มีการประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนทราบ ไม่ได้มีการขอความเห็นจากประชาชน ดำเนินการเองเพียงลำพัง โดยไม่สนใจว่า ประชาชนในชุมชนมีความต้องการหรือเห็นชอบด้วยหรือไม่ ตลอดจนไม่ให้ความร่วมมือใด ๆ จากองค์กรปกครองท้องถิ่นที่มีอำนาจดูแลและจัดสรรงบประมาณให้แก่ชุมชน ประชาชนในหมู่บ้านไม่ได้รับประโยชน์จากการพัฒนาเท่าที่ควร ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ที่ผู้ใหญ่บ้านพึงกระทํา อาทิ ไม่เซ็นรับรองสำเนาตามอำนาจหน้าที่เนื่องจากมีอคติส่วนตัวกับชาวบ้าน และยังขาดมนุษยสัมพันธ์อันดีต่อลูกบ้านอย่างที่ควรจะเป็น

นายจิรวัฒน์ กล่าวต่อไปว่า นางลัดดา ยังประพฤติตนขาดคุณสมบัติของการเป็นผู้นำที่ดี คือไม่มีความเสียสละ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตัวมากกว่าประโยชน์ส่วนรวม มีการนำประตูเหล็กมาปิดกั้นถนนคอนกรีตซึ่งเป็นทางสาธารณะ ก่อสร้างโดยงบประมาณของเทศบาลตำบล ซึ่งประชาชนใช้สัญจรเข้าออกมานานกว่า 80 ปี ตั้งแต่ครั้งปู่ ย่า ตา ยาย อ้างว่า เป็นพื้นที่ส่วนตัวตามเอกสารสิทธิ เป็นเหตุให้ชาวบ้านไม่สามารถสัญจรผ่านไปมาดังปกติได้ ได้รับความเดือดร้อนจำนวนมาก

นางประทุม ธนันทา อายุ 82 ปี อยู่บ้านเลขที่ 61 หมู่ 8 บ้านในลุ่ม กล่าวว่า ตั้งแต่จำความได้ชาวบ้านใช้ถนนเส้นดังกล่าวสัญจรไปมานานกว่า 70 ปี ก่อนหน้านี้เป็นถนนดินลูกรัง ต่อมา เทศบาลตำบลบ้านลาดนำงบประมาณมาสร้างเป็นถนนคอนกรีตเสริมเหล็ก เพื่อให้ชาวบ้านสัญจรได้สะดวกสบายขึ้น แต่ผู้ใหญ่บ้านนำประตูเหล็กมาปิด และไม่ให้ชาวบ้านใช้ถนน ขณะนี้ชาวบ้านต้องตัดหญ้าถางพง ถมดินทำถนนเข้าบ้านกันเอง เมื่อฝนตกก็ไม่สะดวก ถนนที่ถมกลายเป็นโคลนเดือดร้อนมาก

ด้านนายอธิป เอี่ยมศิริวงศ์ อายุ 38 ปี บ้านเลขที่ 45 หมู่ 8 บ้านในลุ่ม กล่าวว่า ตนมีมารดาพิการตาบอดอาศัยอยู่ในบ้านใกล้ถนน ตั้งแต่นางลัดดา นำประตูเหล็กมาปิดถนน และนำกระสอบทรายรั้วลวดหนามมากั้น แม้จะมีถนนทางเข้าทางอื่น แต่เส้นทางอ้อม และสภาพทางเป็นป่าหญ้าและดินโคลน ทำให้ได้รับความลำบากในการไปดูแลมารดา หากเจ็บป่วยกะทันหันการนำตัวไปรักษาอาจไม่ทันท่วงที รู้สึกกังวลมาก

ผู้สื่อข่าวลงพื้นที่ตรวจสอบพบเส้นทางดังกล่าว เป็นถนนคอนกรีตแยกออกจากถนนภายในหมู่บ้านในลุ่มประมาณ 100 เมตร ต้นทางตั้งเสาปูนติดตั้งประตูเหล็กขนาดใหญ่ ปลายทางสุดที่ประตูทางเข้าที่ทำการผู้ใหญ่บ้าน หมู่ 8 ซึ่งเป็นบ้านนางลัดดา ซ้ายมือก่อนถึงประตูบ้านมีการตั้งเสากั้นลวดหนาม และนำกระสอบทรายจำนวนมาก ตั้งสูงประมาณ 1 เมตร ปิดทางต่อเชื่อมเข้าไปยังบ้านมารดานายอธิป ซึ่งพิการตาบอด และบ้านหลังใหญ่ด้านหลังซึ่งมีผู้อาศัยกว่า 10 คน สุดถนนขวามือมีร่องรอยการใช้ดินถมกั้นทางต่อเชื่อมไปยังบ้านอีก 2 หลัง แต่ถูกรื้อถอนออกแล้ว

สอบถามนางลัดดาผู้ใหญ่บ้านที่ถูกร้องเรียน ยอมรับว่า ตนรับรู้เทศบาลตำบลบ้านลาดใช้งบประมาณก่อสร้างถนนคอนกรีตเมื่อประมาณกว่า 10 ปี ที่ผ่านมา แต่ถนนดังกล่าวอยู่ในพื้นที่โฉนดของครอบครัว แม้จะยังไม่ได้แบ่งแยกเป็นสัดส่วน ตนก็มีสิทธิ์มีส่วนในการครอบครอง ที่ผ่านมาเส้นทางดังกล่าวมีคนใช้พลุกพล่าน สร้างความเดือดร้อนรำคาญแก่ตน จึงสร้างประตูปิด ตนมีอำนาจปิดเพราะเป็นเจ้าของที่ดิน ส่วนประเด็นการร้องเรียนอื่นๆ ยินดีให้ตรวจสอบ

เบื้องต้น นายสุทินได้รับเรื่องดังกล่าวไว้และจะเสนอให้นายอำเภอบ้านลาดทราบเพื่อเร่งตั้งคณะกรรมการ สอบสวนข้อเท็จจริง ยืนยันจะให้ความเป็นธรรมแก่ทั้ง 2 ฝ่าย ต่อไป

ด้านนายกฤษณ์ แก้วอยู่ ประธานสภาทนายความจังหวัดเพชรบุรี แสดงความเห็นในเรื่องนี้ว่า ที่ดินที่มีเอกสารสิทธิ หากปล่อยให้ชาวบ้านสัญจรผ่านไปมาในสภาพถนนนานเกินกว่า 10 ปี ก็ถือว่าเป็นที่ดินภาระจำยอมแล้ว แต่ต้องมีผู้ไปร้องต่อศาลเพื่อขอให้ศาลมีคำสั่งให้ดำเนินการจดแจ้งทางทะเบียนในโฉนดที่ดิน ส่วนกรณีที่เจ้าของที่ดินนำประตูไปปิดกั้น ก็ยังสามารถทำได้อยู่ แต่หากมีการร้องขอต่อศาล เชื่อว่าศาลจะพิพากษาให้เป็นที่ดินภาระจำยอม เจ้าของโฉนดที่ดินจะต้องนำโฉนดไปเปลี่ยนแปลงสภาพที่ดินให้ส่วนที่ชาวบ้านสัญจรผ่านไปมาเป็นทางภาระจำยอมตามกฎหมาย

“กรณีนี้สังเกตได้ว่า เจ้าของที่ดินรู้เห็นการก่อสร้างถนนคอนกรีตที่ก่อสร้างโดยเทศบาลตำบลบ้านลาดมาแต่ต้น และชาวบ้านได้ใช้ถนนคอนกรีตเส้นนี้มานานกว่า 10 ปีแล้ว น่าจะเข้าข่ายเป็นถนนสาธารณะมานานแล้ว ทั้งนี้ ก็ชาวบ้านต้องร้องต่อศาลขอให้เป็นทางสาธารณะที่ประชาชนใช้ประโยชน์ร่วมกัน สภาทนายความจังหวัดเพชรบุรี พร้อมให้คำปรึกษาและดำเนินคดีให้แก่ชาวบ้านในเรื่องนี้ หากมีการร้องมาที่สภาทนายความจังหวัดเพชรบุรี” นายกฤษณ์ กล่าว