วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

มาดูกับมาดาม: “Blade Runner 2049” หนังไซไฟที่เท่มากๆ

งานภาพและงานฉากดีมาก หนังมีความไซไฟและนัวร์จัดๆ ไม่ Mass แต่มีสไตล์

นับเป็นการกลับมาที่น่าประทับใจมาก สำหรับภาพยนตร์ไซไฟในตำนานอย่าง “Blade Runner” ไม่แปลกใจเลยที่คอหนังหลายท่านจะยกเรื่องนี้เป็นหนังไซไฟในดวงใจ


จำเป็นต้องดูภาคแรก (1982) หรือไม่

เชื่อว่าน่าจะเป็นคำถามแรกที่คนทั่วไปน่าจะอยากรู้...ตอบเลยว่าจำเป็น เพราะเนื้อเรื่องอ้างอิงถึงภาคแรกเยอะ ปมเล็กปมน้อยก็มีเอี่ยว โดยเฉพาะ “ความลับ” ของตัวเอกจากภาคที่แล้วที่ส่งผลมาถึงภาคนี้

ใครเคยดูภาคแรกคงไม่ใช่ปัญหา แต่ถ้าไม่เคย มาดามจะขออนุญาตอินโทรเล็กน้อย...ภาคแรกเนื้อหาหลักๆ คือ การปราบปราม “หุ่นยนต์” หรือ “แอนดรอยด์” เลียนแบบมนุษย์ โดยเจ้าหน้าที่ “ริค เดคคาร์ด” สายลับ “เบรด รันเนอร์” นำแสดงโดย “แฮร์ริสัน ฟอร์ด” ภารกิจเหมือนจะไม่ยาก แต่ดันเป็นเรื่องยุ่งเพราะภารกิจลับดันมีเรื่องรักมาเอี่ยว

เหมือนจะน้ำเน่า แต่ขอบอกว่าไม่ใช่...ความโดดเด่นของ “Blade Runner” คือการผสมผสานกันอย่างลงตัวระหว่างหนังไซไฟและฟิล์มนัวร์ คือ...ทุกองค์ประกอบ (ไม่เว้นแม้แต่ตัวละคร) มีความล้ำยุค แปลกตา แต่ถูกเล่าในแบบฟิล์มนัวร์ที่เต็มไปด้วยความดาร์ก ทั้งปมปัญหาและบรรยากาศ ทำให้ “Blade Runner” มีเสน่ห์ในแบบฉบับที่ไม่เหมือนใคร


ไฮไลต์คือ งานภาพ และงานฉาก

ภาคแรกว่าเทพ และเท่มากแล้ว โดยเฉพาะงานออกแบบภาพและงานฉาก “Blade Runner 2049” ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ดีงามไม่แพ้กัน ทุกฉากคือความตระการตา แม้จะอยู่ท่ามกลางบรรยากาศมัวๆ สลัวๆ ชวนให้หดหู่ (ซึ่งช่วยเล่าเรื่องได้ดี) แต่ก็น่าทึ่งด้วย ส่วนตัวคิดว่านำมาหักลบกลบหนี้กับความสลับซับซ้อนของเรื่องที่ค่อนข้างเข้าใจยาก ต้องใช้สมาธิและพลังงานในการดูเยอะได้... ทำให้เราตั้งใจดูจนจบแบบไม่ถอดใจไปเสียก่อน


ไม่ใช่แค่หนังไซไฟ แต่มีกลิ่นอายฟิล์มนัวร์ และหนังสืบสวน

ถือเป็นส่วนผสมที่น่าสนใจ เพราะเป็นแนวที่แตกต่างกันมาก ส่วนตัวคิดว่าเป็นเรื่องยากและเสี่ยงต่อความเละเทะ แต่ “Blade Runner” ทั้งสองภาคก็ทำให้ต้องทึ่ง เพราะทุกองค์ประกอบถูกเรียงร้อย และออกแบบมาเป็นอย่างดี

เนื้อหาก็ไม่ได้เกี่ยวกับสถานการณ์นอกโลกเหมือนหนังไซไฟเรื่องอื่นๆ แต่มีความดราม่าและเต็มไปด้วยความซ่อนเงื่อน การหักหลังและการทรยศ...เรียกว่ามีความ “ใกล้มนุษย์” กว่าหนังไซไฟเรื่องอื่นที่มักโฟกัสที่พลังงานและสิ่งมีชีวิตนอกโลกมากกว่า และมันก็ “เท่” ตรงนี้ คือไม่มีอะไรที่เข้ากันได้เลย แต่กลับไปกันได้ดีจนน่าประหลาดใจ

“ไรอัน กอสลิง” เป็นมือปราบ “Blade Runner” ที่มีเสน่ห์มาก

จุดเด่นสุดท้ายที่น่าจะดึงดูดใจผู้ชมมากสุด คงหนีไม่พ้น “Blade Runner” คนใหม่นามว่า “เค” รับบทโดยนักแสดงหนุ่มคนดังอย่าง “ไรอัน กอสลิง”

ถือเป็นการพลิกบทบาทครั้งสำคัญอีกครั้งของ “ไรอัน กอสลิง” ซึ่งก็ไม่ผิดหวัง เขารับบทสายสืบ “Blade Runner” ได้เท่มาก ไม่แพ้มือปราบคนเก่าอย่าง “แฮร์ริสัน ฟอร์ด” ลบภาพพระเอกหนังอินดี้หรือพระเอกหนังรักไปเลย เพราะเรื่องนี้เขาเย็นชา เลือดเย็น และแอบโหดไม่น้อยทีเดียว

เอาเป็นว่าเป็นหนังภาคต่อ (ในตำนาน) ที่ #ไม่น่าพลาด โดยรวมเป็นหนัง #ดูไม่ง่าย แต่ก็ไม่ยากจนเกินไป อาจมีโมเมนต์เนือย เพราะหนังค่อนข้างยาว (เกือบๆ สามชั่วโมง) แต่ภาษาภาพ และภาษาหนังเท่มาก #อยากให้ลอง

แล้วเราจะรอภาคต่อไป

มาดามอองทัวร์
Twitter: @MadamAutuer