วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'ปวีณา' เยี่ยม 'น้องเอิร์ธ' เด็กชาย ม.3 พร้อมประสานเร่งย้าย ร.ร.

"ปวีณา" รุดเยี่ยม "น้องเอิร์ธ" เด็กชาย ม.3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 46 ชัยนาท ที่ถูกเพื่อนและรุ่นพี่แกล้งขังจุดไฟเผา เร่งประสานศึกษาธิการย้ายโรงเรียนด่วน ขณะที่ อาการอาจจะพิการตามหลังได้ ด้าน ตร.เผยเป็นคดีละเอียดอ่อน เพราะผู้ที่กระทำผิดเป็นเยาวชน...




เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 5 ต.ค. 60 นางปวีณา หงสกุล ประธานมูลนิธิปวีณาฯ และคณะ เดินทางมาที่โรงพยาบาลชัยนาทนเรนทร เพื่อตรวจเยี่ยมอาการ และสอบถามข้อเท็จจริงเกี่ยวกับเรื่องที่ น.ส.กชพรรณ บุญทอง อายุ 42 ปี เข้าร้องทุกข์ เมื่อเวลา 14.00 น. ของวันที่ 4 ต.ค. กรณี ด.ช.ชนัญชิต หรือ "น้องเอิร์ธ" อายุ 14 ปี บุตรชาย ซึ่งเป็นนักเรียนชั้น ม.3 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 46 ชัยนาท ถูกเพื่อนและรุ่นพี่โรงเรียนเดียวกันรวม 3 คน แกล้งปิดประตูใส่กุญแจขังไว้ในช่องเก็บของอาคารเรือนนอน แล้วฉีดยาฆ่าแมลงเข้าไปจนไม่มีอากาศหายใจ จากนั้นได้จุดไฟแช็ก จนทำให้เกิดประกายไฟลุกท่วมภายในช่องเก็บของดังกล่าว ก่อนจะเผาไหม้ร่างกายของ ด.ช.ชนันชิศ จนได้รับบาดเจ็บสาหัส เหตุเกิดเมื่อเวลา 18.00 น. วันที่ 20 ก.ย.ที่ผ่านมานั้น


นพ.เรืองศักดิ์ ณุศรี หน.กลุ่มงานศัลยกรรม รพ.ชัยนาทนเรนทร ผู้ดูแล "น้องเอิร์ธ" โดยตรง เปิดเผยว่า อาการของ "น้องเอิร์ธ" นั้น อยู่ในแผลไฟไหม้ระดับ 2 จาก 3 ระดับ คือ ผิวหนังแท้ ถูกทำลายไปบางส่วน ช่วงมือ แขนและขาข้างขวา ในแง่ของการรักษา คือ ต้องทำการรักษาผิวหนัง ให้การฆ่าเชื้อบริเวณแผลและหลอดเลือดดำ ทำแผลวันต่อวัน ช่วง 2 อาทิตย์ที่ผ่านมา แผลไม่มีการติดเชื้อ จึงเปลี่ยนผลิตภัณฑ์ที่ใช้ เป็นผ้าพันแผลระยะยาว 1 อาทิตย์ถึงจะเปลี่ยนใหม่ เพื่อลดการเจ็บป่วย ทั้งร่างกายและจิตใจ โดยมีการทำกายภาพบำบัดควบคู่ไปด้วย เพราะอาจจะเกิดพิการตามหลังได้ ซึ่งอาการที่ว่านี้คือ การที่มีแผลเป็นดึงหลัง ตามแผลเป็นต่างๆ ซึ่งสามารถกลับบ้านไปทำแผลตามโรงพยาบาลใกล้บ้านได้แล้ว ส่วนบาดแผลหลังจากรักษาและทำกายภาพเสร็จแล้ว สามารถใช้งานได้ใกล้เคียงของเดิม สามารถหยิบ จับ เขียนหนังสือได้ตามปกติ แต่อาจจะมีการรั้งดึงจากแผลเป็น จะมากหรือน้อยต้องมาทำการตรวจดูอีกครั้งหนึ่ง หลังจากแผลหายดีแล้ว เรื่องการรักษาและค่ารักษานั้น ตัวของ "น้องเอิร์ธ" มีสิทธิ์บัตรทอง 30 บาทอยู่ จึงไม่มีปัญหา หากนอกเหนือจากนี้ทางโรงพยาบาลจะเป็นผู้รับผิดชอบ 


ด้าน นางปวีณา หงสกุล เผยว่า ตอนนี้ทางแม่ของ "น้องเอิร์ธ" ได้ทำการลงบันทึกประจำวันไว้แล้ว แต่เด็กก็คือเยาวชน ซึ่งการทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกระบวนการยุติธรรม เพื่อให้เป็นกรณีศึกษาว่า สิ่งไหนควรทำไม่ควรทำ สิ่งไหนถูกสิ่งไหนผิด ส่วน "น้องเอิร์ธ" ต้องมีการฟื้นฟูสภาพจิตใจ เพราะภาพไฟที่พุ่งเข้ามาใส่หน้า ยังคงติดตา "น้องเอิร์ธ" อยู่ จึงไม่อยากรับสภาพดังกล่าวอีกต่อไป ทางแม่ของ "น้องเอิร์ธ" จึงร้องขอให้ทาง มูลนิธิฯ ช่วยติดต่อทำการย้ายโรงเรียนโดยด่วน ทางมูลนิธิจึงทำการติดต่อไปยัง ดร.ธีร์ ภวังคนันท์ ผอ.ฉก.ชน.สพฐ กระทรวงศึกษาธิการ เพื่อช่วยเหลือในการย้ายไปยังโรงเรียนอุทัยธรรมานุวัตรวิทยา อ.หนองฉาง จ.อุทัยธานี เนื่องจากอยู่ใกล้บ้านของตนและญาติ ซึ่งจะเร่งดำเนินการอย่างเร่งด่วนที่สุด


ด้าน น.ส.กชพรรณ บุญทอง แม่ของ "น้องเอิร์ธ" เปิดเผยว่า อยากให้ลูกรีบๆ ย้ายโรงเรียน เพราะเป็นห่วงลูกมาก แต่ถึงอย่างไรก็ต้องรอให้แผลของน้องหายดีเป็นปกติเสียก่อน ตอนแรกที่ไม่ไปแจ้งความเพราะไม่รู้กฎหมาย ถูกเขาบอกว่าถ้าแจ้งความก็จะไม่ได้เงินรักษา และทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ตนจึงไม่แจ้งความ แต่สุดท้ายก็ได้ไปทำการลงบันทึกประจำวันกันไว้ก่อน ทั้งยังถูกคนในโรงเรียนดูถูกสารพัด แต่ตนไม่สามารถระบุว่าเป็นใคร เพราะจะทำให้เสียรูปคดี ตอนนี้ไม่ต้องการอะไร ต้องการแค่ความจริงและทางโรงเรียนออกมารับผิดชอบเท่านั้น


พ.ต.อ.สุกิจ อรุณฤกษ์ถวิล รอง ผบก.ภ.จว.ชัยนาท เปิดเผยว่า เรื่องคดีความ ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องมีการสอบสวนร่วมกับสหวิชาชีพ ทนาย และพยานที่เกี่ยวข้อง เนื่องจากคดีเยาวชนเป็นคดีละเอียดอ่อน เพราะเยาวชนก็คือเด็ก คืออนาคตของชาติ เรื่องรายละเอียดต้องขอสงวนไว้ไม่ให้ทราบ เนื่องจากยังอยู่ในขั้นตอนสอบสวน.