วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จำคุกทนายโกง 5 ปี ยักยอกเงิน 5 ล้าน น้องบีม ด.ญ.พิการนั่งวีลแชร์

ไม่รอด ทนายความโกงเงินน้องบีม ด.ญ.พิการนั่งวีลแชร์ ทำปลอมเอกสารนำเช็คที่คู่กรณีจ่ายเป็นค่าเยียวยา 5 ล้านบาทไปเบิกแล้วยักยอกเอาไป ศาลจังหวัดตลิ่งชัน พิพากษาจำคุก 5 ปี ห้ามประกอบอาชีพทนายความอีก 5 ปี หลังพ้นโทษ...    

วันที่ 5 ต.ค. 60 ที่ศาลจังหวัดตลิ่งชัน ศาลอ่านคำพิพากษาให้จำคุก นายพิสิษฐ์ สัมมาเลิศ อดีตทนายความ ในความผิดฐานปลอมแปลงเอกสาร ใช้เอกสารปลอม และฉ้อโกง เป็นเวลา 5 ปี พร้อมสั่งห้ามประกอบอาชีพทนายความอีกเป็นเวลา 5 ปี หลังพ้นโทษ

ทั้งนี้ นายพิสิษฐ์ หรืออดีตทนายพิสิษฐ์ ได้อาสามาว่าความให้ครอบครัวของ น้องบีม  ด.ญ.ภัทรดา แก้วผ่อง อายุ 14 ปี ผู้เสียหายจากอุบัติเหตุรถยนต์ชนกับรถพ่วง 18 ล้อในพื้นที่ อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี เมื่อปี 2548 ทำให้พ่อน้องบีมเสียชีวิต แม่ได้รับบาดเจ็บสาหัส และน้องบีมบาดเจ็บสาหัส ถูกตัดขาทั้ง 2 ข้าง ต้องนั่งรถวีลแชร์ตลอดชีวิต

หลังศาลตัดสินให้เจ้าของบริษัทและคนขับรถพ่วง 18 ล้อ จ่ายเงินเยียวยาให้ครอบครัวน้องบีมประมาณ 5 ล้านบาท แต่ถูกนายพิสิษฐ์ปลอมแปลงเอกสารไปเบิกเงินและยักยอกเอาไป กลายเป็นคดีดังเมื่อกลางปี 60 ที่ผ่านมา จนสภาทนายความ เนติบัณฑิตยสภา และอัยการสูงสุด ต้องออกมาช่วยเหลือผู้เสียหาย

สำหรับรายละเอียด ผู้สื่อข่าวได้รับการเปิดเผยจาก ว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง อุปนายกสภาทนายความฝ่ายบริหารและประธานกรรมการสำนักงานช่วยเหลือประชาชนทางกฎหมาย เนติบัณฑิตยสภา ว่า เมื่อวันที่18ก.ย. ที่ผ่านมาศาลจังหวัดตลิ่งชัน มีคำพิพากษาคดีดำที่3272/60 ระหว่างพนักงานอัยการสำนักงานศาลจังหวัดตลิ่งชันโจทก์ นายพิสิษฐ์ หรือต้อง สัมมาเลิศ อายุ59ปี กับน.ส.พรปวีณ์ ชูแก้ว ,นส.ฐิตาภา หรือภัทรวดี สวัสดี(ตัวอายัดคดีอื่น ที่จังหวัดชุมพร) เป็นจำเลยที่1ถึง3ฐานร่วมกันปลอมเอกสาร ฉ้อโกงและยักยอกทรัพย์ โดยจำเลยที่1หรือนายพิสิษฐ์ ให้การรับสารภาพตามฟ้อง ศาลจึงแยกจำเลยอีกสองให้การปฏิเสธ จึงให้พนักงานอัยการยื่นฟ้องใหม่เป็นคดีต่างหาก แล้วพิพากษาลงโทษจำคุกนายพิสิษฐ์ เป็นเวลา5ปี 12เดือน ไม่รอลงอาญา และห้ามไม่ให้ประกอบอาชีพทนายความเป็นเวลา5ปี

อุปนายกสภาทนายความ กล่าวต่อว่า เมื่อจำเลยรับสารภาพตามฟ้องและศาลพิพากษามาเช่นนี้ ทางคณะทำงานซึ่งมีตน และนายดำรงศักดิ์ เครือแก้ว อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ จะนำผลคำพิพากษาไปวิเคราะห์แล้วเตรียมนำไปประกอบการแถลงศาลจังหวัดไชยา ในคดีละเมิด ที่ศาลเคยมีคำพิพากษา ในคดีที่บริษัทประกอบกิจการขนส่งรถยนต์ป้ายแดงแห่งหนึ่ง ย่านนนทบุรี กระทำละเมิด น้องบีม ไปแล้ว การที่นายพิสิษฐ์ ซึ่งขณะนั้นเป็นทนายความของน้องบีม ได้ยื่นคำแถลงไม่ติดใจบังคับคดีกับบริษัทประกอบกิจการขนส่งรถยนต์ฯ จำเลย เป็นไปโดยไม่ชอบ เพราะทนายความไม่มีอำนาจและทนายความดำเนินคดีไม่ตรงตามเจตนาที่แท้จริง ของตัวความ และขอให้ศาลเพิกถอนคำแถลงดังกล่าวเสีย 

ว่าที่พ.ต.สมบัติ วงศ์กำแหง กล่าวต่อไปว่า หากศาลมีคำสั่งเพิกถอนคำแถลงดังกล่าวแล้ว คดีละเมิดก็สามารถบังคับคดีต่อไปได้ แต่มีข้อน่าสังเกต คือยังมีประเด็นเรื่อง บริษัทผู้ประกอบกิจการขนส่งจำเลยในคดีละเมิด สั่งจ่ายเช็คแก่ทนายความแทนที่จะจ่ายแก่ตัวความ ชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ หากไม่ชอบ บริษัทผู้สั่งจ่ายเช็คจะเป็นผู้เสียหาย จากการกระทำของนายพิสิษฐ์ด้วย

ส่วนคดีแพ่ง ที่ฟ้องนายพิสิษฐ์ เรื่องรับสภาพหนี้ หลังจากถูกแจ้งความ กำลังให้ทีมทนายความ ไปคัดคำพิพากษา ไปยื่นประกอบการสืบพยานในคดีแพ่ง ที่ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์ เป็นจำเลย ต่อศาลแพ่ง รัชดาภิเษก ฐานผิดสัญญาตัวแทนและเรียกทรัพย์คืน เนื่องจากเป็นข้อเท็จจริงเกี่ยวพันกัน ทั้งนี้ อาจทำให้คดีที่ศาลแพ่งต้องเลื่อนคดีออกไปก่อน

สำหรับน้องบีม ขณะนี้มีสุขภาพจิตดี และน่าจะได้เข้าทำงานเป็นพีอาร์ของวัดชลประทานจังหวัดนนทบุรี หลังจากที่อาคารพิพิธภัณฑ์หลวงพ่อปัญญาฯ เปิดแล้ว.