วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

“ลุงตู่” แฮปปี้บัตรสวัสดิการ สามารถช่วยเหลือประชาชนได้อย่างแท้จริง

“สนธิรัตน์” สั่งพาณิชย์คุมเข้มร้านธงฟ้า

“พาณิชย์” สั่งสอบร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ หลังพบทำผิดวัตถุประสงค์เปลี่ยนวงเงินในบัตรเป็นเงินสด หากพบผิดจริงปลดทันที พร้อมแจงเหตุไม่เอาร้าน 7–11 เป็นร้านธงฟ้าเพราะรัฐต้องการช่วยร้านโชห่วย–ร้านค้าชุมชน ย้ำ “บิ๊กตู่” แฮปปี้ช่วยเหลือประชาชนได้จริง เตรียมประเมินผลโครงการ 1 เดือนเสนอนายกฯ

นายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ รมช.พาณิชย์ เปิดเผยว่า ได้สั่งการให้พาณิชย์จังหวัดตรวจสอบการดำเนินโครงการร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ หลังจากได้รับการร้องเรียนว่า ร้านค้าบางแห่งดำเนินการผิดวัตถุประสงค์ของรัฐบาล คือการให้ประชาชนนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาซื้อสินค้า แต่ทางร้านค้ากลับเปลี่ยนวงเงินในบัตรเป็นเงินสดให้กับประชาชนผู้ถือบัตร โดยหักส่วนต่าง ซึ่งเท่าที่ได้รับรายงาน พบว่ามีเพียงร้านเดียวที่มีพฤติกรรมเช่นนี้ ซึ่งอยู่ในจังหวัดมหาสารคาม จึงขอให้ไปตรวจสอบคาดว่าจะรับทราบผล 1-2 วันนี้ รวมถึงให้พาณิชย์จังหวัดทั่วประเทศตรวจสอบร้านอื่นๆด้วยเช่นกัน

“ถ้าพบว่าร้านค้ากระทำความผิดจริงจะปลดออกทันที ไม่ให้เป็นร้านค้าธงฟ้าประชารัฐอีกต่อไป เพราะวัตถุประสงค์ของรัฐบาลชัดเจนว่า ต้องการช่วยเหลือประชาชนผู้มีรายได้น้อยให้ได้ซื้อสินค้าราคาถูกเพื่อลดค่าครองชีพ โดยใช้กลไกของร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ เป็นตัวกลางช่วยกระจายสินค้า และยังจะถูกกรมบัญชีกลางยึดคืนเครื่องรับชำระเงินทางอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ด้วย ส่วนผู้ถือบัตรก็จะถูกตักเตือนไม่ให้กระทำผิดซ้ำอีก”

นายสนธิรัตน์กล่าวอีกว่า จากกระแสความคึกคักของการใช้บัตรรูดซื้อสินค้า ทำให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์ โดยเฉพาะในสื่อโซเชียลว่าเหตุใดรัฐบาลไม่ดึงร้านสะดวกซื้อเซเว่น-อีเลฟเว่น เข้าร่วมเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ เพราะมีสาขาทั่วประเทศกว่า 10,000 แห่ง และร้านธงฟ้าประชารัฐจะส่งผลกระทบต่อธุรกิจค้าส่งค้าปลีกผู้ประกอบการรายใหญ่

อย่างไรก็ตาม ขอชี้แจงว่า รัฐบาลมีนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากให้ขยายตัว และเติบโตอย่างยั่งยืน การเปิดโอกาสให้ร้านโชห่วย ร้านค้าในชุมชนเข้าร่วมเป็นร้านธงฟ้าประชารัฐ จึงสามารถตอบโจทย์ของรัฐบาลได้ หากขอความร่วมมือร้านสะดวกซื้อ รายได้จากการซื้อสินค้าก็จะไม่ตกถึงมือร้านโชห่วยและร้านค้าชุมชน ซึ่งจะไม่ทำให้ร้านค้าเหล่านี้เติบโตได้ อีกทั้งร้านสะดวกซื้อ ยังเข้าไม่ถึง ในบางพื้นที่ห่างไกล แต่ร้านค้าชุมชนมีอยู่ในทุกชุมชน ส่วนร้านธงฟ้าประชารัฐจะกระทบกับธุรกิจค้าส่งค้าปลีกนั้น ไม่น่าจะกระทบ เพราะรัฐบาลสนับสนุนเงินให้ประชาชนเดือนละ 200-300 บาทเท่านั้น ซึ่งหากไม่เพียงพอ ประชาชนก็สามารถใช้เงินสดซื้อสินค้าในห้างค้าส่งค้าปลีกได้อยู่แล้ว

สำหรับการซื้อสินค้าในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐ ในช่วง 2-3 วันที่ผ่านมา ได้รับรายงานว่าการซื้อขายคึกคักมาก โดยมีประชาชนนำบัตรสวัสดิการแห่งรัฐมาซื้อสินค้าแล้วประมาณ 300,000 ราย หรือคิดเป็น 2-3% ของจำนวนผู้มีบัตรทั้งหมด 11.4 ล้านคน และคาดว่าเมื่อมีผู้ไปรับบัตรเต็มจำนวน จะมีผู้มาซื้อสินค้าในร้านค้าธงฟ้าประชารัฐเพิ่มขึ้น ประมาณว่าไม่น่าจะต่ำกว่า 300,000 คนต่อวัน ส่วนสินค้าที่ได้รับความนิยมคือ ข้าวสาร ไข่ไก่ น้ำปลา ซอสปรุงรส น้ำตาล เครื่องปรุงอาหารและน้ำมันพืช รองลงมาเป็นกลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค เช่น สบู่ ยาสระผม ผงซักฟอก ยาสีฟัน น้ำยาล้างจาน แป้ง เป็นต้น

ส่วนในพื้นที่ห่างไกลที่เดินทางไม่สะดวก เช่น เกาะต่างๆบนยอดดอย ได้รับรายงานว่ามีร้านธงฟ้าบ้างแล้ว และประชาชนใช้บัตรซื้อสินค้าแล้ว แต่ยังมีจำนวนน้อย เพราะมีประชาชนอาศัยอยู่น้อย ซึ่งในวันที่ 6 ต.ค.นี้ ตนจะลงพื้นที่ไปติดตามการดำเนินโครงการด้วย อย่างไรก็ตาม ได้เร่งรัดไปยังกรมบัญชีกลางติดตั้งเครื่องรูดบัตรให้ครอบคลุมโดยเร็ว โดยเฉพาะการติดตั้งตามรายชื่อร้านค้าที่กระทรวงฯได้จัดส่งไปให้แล้ว 15,489 ร้าน จากจำนวนร้านค้าที่สนใจเข้าร่วมโครงการประมาณ 21,000 ร้าน และกำลังจะส่งรถธงฟ้าประชารัฐเคลื่อนที่ไปยังหมู่บ้านและตำบลต่างๆภายในสัปดาห์นี้ เมื่อได้พื้นที่ที่จะไปชัดเจนแล้ว

ขณะที่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล 7 จังหวัดที่ประชาชนจะเริ่มใช้บัตรสวัสดิการได้ตั้งแต่วันที่ 17 ต.ค.เป็นต้นไปนั้น ในวันที่ 16 ต.ค.นี้ ตนจะลงพื้นที่ติดตามความพร้อมของร้านธงฟ้าประชารัฐที่จะให้บริการประชาชนด้วย โดยในพื้นที่กรุงเทพฯได้เตรียมร้านค้าธงฟ้าประชารัฐที่ตลาดคลองผดุงกรุงเกษม ข้างทำเนียบรัฐบาล 1 แห่งไว้คอยบริการประชาชนแล้ว และจะมีในพื้นที่อื่นๆอีก

“ตอนนี้โครงการกำลังเดินหน้าไปได้ด้วยดี แม้จะมีปัญหาบ้างในบางจุด เท่าที่ทราบท่านนายกรัฐมนตรีแฮปปี้มาก เพราะสามารถช่วยเหลือประชาชนลดค่าครองชีพได้อย่างแท้จริง เพราะประชาชนบางคนยังแทบไม่มีเงินซื้อข้าวสารกรอกหม้อเลย แต่บัตรสวัสดิการแห่งรัฐทำให้ประชาชนซื้อข้าวสารได้ตั้ง 5 กิโลกรัม ซึ่งผมจะประเมินผลโครงการใน 1 เดือนและทำรายงานเสนอนายกฯด้วย”.