วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แม่เฒ่า สระแก้ว โร่ ร้องสื่อ ช่วย ลูกชาย สะใภ้ เป็นแพะคดีเผาบ้าน

ที่สระแก้ว แม่เฒ่า บุกร้องสื่อขอความเป็นธรรม หลังลูกชายตกเป็นแพะคดีไฟไหม้บ้านเมื่อปี 2555 ศาลตัดสินจำคุก 5 ปี ส่วนลูกสะใภ้พ้นโทษแล้ว ขณะคนก่อเหตุตัวจริงรับสารภาพ เสพกัญชาเผลอหลับ ไฟเลยไหม้ ที่บอกเพราะอยากไถ่บาป

จากกรณี นางลำพวน งามบุญคำ อายุ 74 ปี อยู่บ้านเลขที่ 33 หมู่ 6 ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว มาร้องขอความเป็นธรรมให้ลูกที่ตกเป็นแพะ ที่สมาคมนักข่าวนักสื่อสารมวลชน จังหวัดสระแก้ว และศูนย์ข่าวสื่อมวลชนอาเซียนสระแก้ว ว่า นายเชษฐา งามบุญคำ ลูกชาย กับนางสาววลัยพร กอนเสพ ลูกสะใภ้ ถูกกล่าวหาว่า ร่วมกันวางเพลิงบ้านของผู้เสียหาย เมื่อวันที่ 3 ก.พ.2555 เวลาประมาณ 23.20 น. ได้เข้ามอบตัวกับตำรวจ ปฏิเสธไม่เกี่ยวข้องกับเหตุไฟไหม้บ้านของผู้เสียหายดังกล่าว

ต่อมา พนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว ร่วมกับผู้เสียหายเป็นโจทก์ฟ้องลูกชายกับลูกสะใภ้ ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว วันที่ 14 ก.พ.2556 คดีหมายเลขดำที่ 1950/2555 คดีหมายเลขแดงที่ 3490/2555 ลูกชายและสะใภ้ให้การปฏิเสธมาโดยตลอด ทั้งนำสืบอ้างฐานที่อยู่ในชั้นพิจารณา กรณีย่อมมีเหตุสงสัยตามสมควร ศาลจังหวัดสระแก้วจึงให้ยกประโยชน์แห่งความสงสัยให้แก่จำเลยทั้งสองตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 227 วรรคสอง ข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิดตามฟ้อง และเมื่อข้อเท็จจริงฟังไม่ได้ว่าจำเลยทั้งสองร่วมกันกระทำความผิด โจทก์ร่วมจึงไม่มีสิทธิเรียกค่าสินไหมทดแทนจากจำเลยทั้งสอง พิพากษายกฟ้องโจทก์และโจทก์ร่วมในคดีอาญาและยกฟ้องโจทก์ร่วม

เช้าของวันนี้ นางสาววลัยพร กอนเสพ อยู่บ้านเลขที่ 121 หมู่ 6 ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ หลังพ้นโทษเข้าร้องขอความเป็นธรรมให้กับตนและสามี ที่ถูกเพื่อนบ้านกล่าวหาว่าไปลอบวางเพลิงเผาบ้าน เมื่อวันที่ 3 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2555 ตนกับสามีสู้คดีศาลชั้นต้นยกฟ้อง แต่ศาลอุทธรณ์ตัดสินให้จำคุกคนละ 5 ปี และศาลฎีกายื่นตามศาลอุทธรณ์ ทำให้ตนทั้ง 2 คนจำคุกมาแล้วกว่า 2 ปี 5 เดือน แต่ต่อมามีคนก่อเหตุตัวจริง อายุ 22 ปี มารับสารภาพกับตนเองว่า เป็นคนวางเพลิงบ้านหลังนั้นเอง และชายคนที่มาสารภาพ ปัจจุบันถูกขังในเรือนจำจังหวัดสระแก้ว คดีเสพยาบ้าขณะขับรถ เป็นคนก่อเหตุ ยังเล่าสาเหตุที่ไฟไหม้บ้านว่า แอบเข้าไปเสพกัญชาที่บ้านหลังดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่ารกร้าง ไม่มีคนอยู่ หลังเสพไป 3 ครั้ง เคลิ้มเมาและหลับไป รู้สึกตัวขึ้นมา ไฟก็ลุกไหม้ฝาบ้านซึ่งเป็นไม้ พยายามดับแต่ไฟยังไหม้อยู่ จึงรีบหนีออกมา สาเหตุเป็นเพราะจุดเทียนไขไว้ จึงอยากให้สื่อหาทางช่วยเหลือทั้ง 2 คน ที่เป็นผู้บริสุทธิ์ออกมา พอตนพ้นโทษเมื่อวันที่ 7 ก.ย.2560 จึงได้เข้าร้องต่อสื่อเพื่อขอความเป็นธรรมให้กับสามี

นางปันชรี สรดิลก พี่สาวของผู้เป็นแพะ กล่าวว่า ขอให้ทางสมาคมนักข่าวนักสื่อสารมวลชนจังหวัดสระแก้ว และศูนย์ข่าวสื่อมวลชนอาเซียนสระแก้ว ให้ที่พึ่งของประชาชนที่ประสบปัญหา ดังนั้นจึงขอความเป็นธรรมให้กับน้องชายของตนที่เป็นแพะ พยานที่ว่าเห็นน้องชายของตนวางเพลิงนั้นเป็นไปไม่ได้ เนื่องจากบริเวณดังกล่าวมีต้นกล้วยบังอยู่ ไม่สามารถที่จะมองเห็น ซึ่งแสงสว่างจากหลอดไฟที่พยานกล่าวอ้างได้ถูกรถบรรทุกชนแตกและดับไปก่อนหน้านี้แล้ว ซึ่งน้องชายที่ตกเป็นแพะอยู่เรือนจำก็ได้นำหนังสือขอความเป็นธรรมไปที่กระทรวงยุติธรรมให้กับตนเองในระหว่างอยู่เรือนจำ 2 ปี 5 เดือน เพื่อขอความเป็นธรรมให้ตนเองที่ไม่ได้ก่อเหตุในครั้งนี้แต่ตกเป็นแพะ 

ที่ศาลจังหวัดสระแก้ว ลงวันที่ 28 ส.ค.2560 นายเชษฐา หรือเพชร งามบุญคำ อายุ 41 ปี จำเลย คำเบิกความพยานผู้ร้อง (ขั้นไต่สวนขอรื้อฟื้นคดีขึ้นมาพิจารณาใหม่ คดีเดิม ซึ่งถูกพนักงานอัยการจังหวัดสระแก้ว เป็นโจทก์ฟ้องในข้อหาร่วมกันวางเพลิงเผาทรัพย์ บ้านเลขที่ 143 หมู่ที่ 2 ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ของนางสาวราตรี จันทร์แก้ว ผู้เสียหาย ศาลจังหวัดสระแก้วพิพากษายกฟ้อง โจทก์อุทธรณ์ ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับศาลชั้นต้น ให้ลงโทษตนและนางสาววลัยพร คนละ 5 ปี จำเลยทั้งสองฎีกา ศาลฎีกาพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ภาค 2 ปัจจุบันตนและนางสาววลัยพร รับโทษจำคุกมาเป็นเวลา 2 ปี 5 เดือน ระหว่างที่รับโทษตนเคยไปร้องขอความเป็นธรรมต่อกระทรวงยุติธรรม ได้รับแจ้งจากกระทรวงยุติธรรม ว่า อยู่ระหว่างที่ส่งเรื่องไปที่กรมสอบสวนคดีพิเศษดำเนินการอยู่ อ้างส่งศาลหมาย ร.1

แต่เมื่อศาลถามว่า เหตุใดจึงไม่รอกระทรวงยุติธรรมดำเนินการให้ พยานอธิบายว่า เนื่องจากรับโทษมาเป็นเวลาถึง 2 ปี 5 เดือนแล้ว หากรอกระทรวงยุติธรรมดำเนินการจะเป็นการล่าช้า ตนและนางสาววลัยพรอาจพ้นโทษไปเสียก่อนก็ได้ นอกจากนี้ตนเคยยื่นหนังสือระหว่างที่ตนรับโทษอยู่ในเรือนจำสระแก้ว ได้พบกับนายกฤษณพนธ์ แดงอ่อน ซึ่งเป็นผู้ต้องขังอยู่ในเรือนจำเช่นเดียวกับตน ซึ่งเป็นคนตำบลผ่านศึก ซึ่งเป็นตำบลเดียวกัน ไม่เคยรู้มาก่อน มาเล่าให้ฟังว่าในที่เกิดเหตุ นายกฤษณพนธ์ ขึ้นไปสูบกัญชาบนบ้านของผู้เสียหาย โดยจุดเทียนไขเพื่อใช้ไฟลนกัญชา ระหว่างที่เสพกัญชา ได้เผลอหลับไป จนไฟจากเทียนไขลุกไหม้เผาบ้านของผู้เสียหาย ตนจึงถามว่ามีบ้านอยู่ที่ใดของบริเวณที่เกิดเหตุ บอกว่าอยู่หมู่ 13 ตำบลผ่านศึก อ.อรัญประเทศ โดยวาดแผนที่สังเขปให้ตนดู เมื่อตนดูแล้วเห็นว่า หมู่ที่ 6 ซึ่งตนเป็นผู้ใหญ่บ้านอยู่ในขณะนั้น กับหมู่ที่ 13 ห่างกันประมาณ 6 กม. จากนั้นจึงได้ให้นายกฤษณพนธ์เขียนบันทึกรับสารภาพว่า เป็นผู้ทำให้เกิดเพลิงไหม้บ้านผู้เสียหายขึ้นมา 1 ฉบับ

นายกฤษณพนธ์ แดงอ่อน อายุ 22 ปี อยู่บ้านเลขที่ 22 หมู่ 13 ต.ผ่านศึก อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว คำเบิกความพยานผู้ร้อง ขึ้นไต่สวน ขอรื้อฟื้นคดีขึ้นพิจารณาใหม่ คดีหมายเลขดำที่ อฟ.1/2560 ลงวันที่ 28 ส.ค.60 ตนเคยถูกต้องโทษจำคุกมาแล้ว 2 คดี คดีแรก ข้อหาลักทรัพย์ ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 4 ปี 9 เดือน แต่ตนรับโทษจริง 2 ปี 1 เดือน 15 วัน ก็พ้นโทษ คดีที่ 2 คดีถูกจำคุกอยู่ในปัจจุบัน ข้อหาตามพระราชบัญญัติจราจรทางบก คดีเสพยาบ้า ถูกศาลพิพากษาให้จำคุก 10 เดือน ตนได้รับโทษมานาน 5-6 เดือน ขณะรับโทษอยู่ในเรือนจำจังหวัดสระแก้ว ในคดีนี้ถูกขังอยู่ในแดนเดียวกันกับผู้ร้อง จึงได้รู้จักกัน เพียงแต่ไม่ค่อยได้พูดคุยกัน ตนได้เล่าเรื่องที่เกิดขึ้นว่า เหตุที่ไฟไหม้บ้านของผู้เสียหายนั้น เกิดจากตนเพราะระหว่างที่ถูกจำคุกอยู่ในเรือนจำจังหวัดสระแก้ว รู้สึกไม่สบายใจเพราะคิดว่า เวรกรรมตามสนองตนอยู่ เพราะตนเคยรับโทษมาแล้ว 2 ครั้ง หลังจากพ้นโทษไปแล้วคดีแรก ภรรยาของไปมีคนอื่น ตนพยายามที่จะกลับไปคืนดีกับภรรยา และจะบวช แต่ไม่ได้บวชได้ไปรับจ้างขับรถบรรทุกก็ถูกจับในข้อหาใหม่เสพยาบ้า พอมาเห็นสภาพจำเลยที่เป็นผู้ร้องติดคุกจึงเกิดความสงสาร ซึ่งเกิดจากการกระทำของตนเองจึงอยากไถ่บาปให้ตนเอง จึงได้มารับสารภาพดังกล่าว.