วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'หมวดเจี๊ยบ'เย้ย'ประยุทธ์'เยือนสหรัฐฯ ส่อแววสูญเปล่า เสียเปรียบการค้า

"หมวดเจี๊ยบ" ตอกหน้า "ประยุทธ์" เยือนสหรัฐฯส่อแววจะสูญเปล่า ไม่คุ้มค่า เหตุ "ทรัมป์" ประกาศชัดต้องการขายซื้อสินค้า อาวุธ ให้มากขึ้น และต้องการลดการขาดดุลการค้ากับไทย มองว่า"นายกฯ"กำลังหาเหาใส่หัว ยอมเป็นม้าใช้ในการกดดันเกาหลีเหนือ พร้อมถูกสื่อต่างชาติวิจารณ์เป็น รบ.จากการยึดอำนาจ ละเมิดสิทธิมนุษยชน...

เมื่อวันที่ 3 ต.ค. 60 ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่าการเดินทางเยือนสหรัฐของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา และคณะในครั้งนี้ อาจเป็นการเสียเงินเปล่า และส่อแววว่าไทยจะเสียเปรียบในการเจรจาทุกๆ ประเด็น เนื่องจาก ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศชัดเจนต่อหน้าสื่อมวลชนทั่วโลกว่า จุดยืนของสหรัฐฯ คือ ต้องการจะส่งออกสินค้ามาขายคนไทยให้มากขึ้น เพื่อลดการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ ที่มีกับประเทศไทยให้น้อยลง ตามนโยบายสหรัฐต้องมาก่อน พูดง่ายๆ คือ สหรัฐฯ ต้องได้เปรียบทางการค้า และสหรัฐฯต้องขายของให้ไทยได้มากขึ้น ไม่ได้แปลว่าจะเพิ่มการลงทุนของสหรัฐฯ ในประเทศไทยให้มากขึ้นแต่อย่างใด นี่ต่างหาก คือ ความหมายของคำว่ากระชับความสัมพันธ์ทางการค้าของสหรัฐฯ ตามนิยามของ นายทรัมป์

"ซึ่งแน่นอนว่าหนึ่งในสินค้า ที่สหรัฐฯ จ้องจะขายให้รัฐบาลไทย ก็คือ อาวุธยุทโธปกรณ์ ซึ่ง พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ปฏิเสธเรื่องนี้ และยอมรับว่าจะซื้ออาวุธตามแผนพัฒนากองทัพ 5–10 ปี ขอถามว่า ท่านจะก่อหนี้ผูกพันประเทศในระยะ 10 ปี เพื่อซื้ออาวุธเที่ยวนี้อีกกี่แสนล้านล้านบาท ควรระบุตัวเลขเพื่อให้เกิดยุติธรรมกับประชาชนผู้จ่ายภาษี แต่ที่แน่ๆ คนไทยคงต้องเตรียมตัวจ่ายภาษีแพงขึ้น และอาจถูกตัดสวัสดิการสังคมอีกหลายอย่าง เพื่อให้รัฐบาลไทยมีเงินพอไปซื้ออาวุธ แล้วอย่างนี้คนไทยจะได้ประโยชน์ตรงไหนจากการจ่ายค่าตั๋วเครื่องบินให้ พล.อ.ประยุทธ์ และคณะ บินไปสหรัฐฯ ในครั้งนี้" ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าว

อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวด้วยว่า สาเหตุที่ นายทรัมป์ กล้าพูดหักคอ พล.อ.ประยุทธ์ โดยการทวงถามผลประโยชน์ทางการค้าของสหรัฐฯ ต่อหน้าสื่อมวลชนอย่างชัดเจนเช่นนี้ คงเพราะ นายทรัมป์ รู้เต็มอกว่ารัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ มีจุดอ่อนเรื่องขาดความชอบธรรม และต้องการใช้ภาพการเยือนทำเนียบขาวเพื่อฟอกตัวเอง ซึ่งน่าเสียดายที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่มีไหวพริบเพียงพอที่จะพูดแก้สถานการณ์เพื่อปกป้องผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของไทยต่อหน้าสื่อมวลชนเลยแม้แต่น้อย อันที่จริง ต่อให้ พล.อ.ประยุทธ์ พูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ก็ควรบอกให้ล่ามพูดแทน แต่นี่ท่านเอาแต่พยักหน้าหงึกๆ และท่องแต่คำว่าเยสๆ อย่างเดียว ก็เลยกลายเป็นว่า พล.อ.ประยุทธ์ แสดงการยอมรับในสิ่งที่ นายทรัมป์ พูดไปโดยปริยาย นอกจากนี้ ระหว่างการแถลงข่าว ล่ามของ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้เอ่ยถึงผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของฝ่ายไทยเลยแม้แต่คำเดียว โดยที่ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ไม่ได้ท้วงติง อาจเป็นเพราะท่านฟังภาษาอังกฤษไม่รู้เรื่อง แต่นั่นก็ยิ่งทำให้ฝ่ายไทยเสียโอกาสในการชี้แจงต่อหน้าสื่อต่างประเทศเข้าไปใหญ่

"อีกประเด็นที่น่าสนใจ คือ รัฐบาลอ้างว่าการเดินทางเยือนสหรัฐฯ ครั้งนี้ จะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจไทยอย่างนั้นอย่างนี้ แต่พอพวกท่านไปนั่งต่อหน้า ประธานาธิบดีทรัมป์ จริงๆ แล้ว ทำไมจึงเอาแต่พูดว่าไทยจะให้ความร่วมมือกับสหรัฐฯ ในด้านความมั่นคงและการรับมือกับการก่อการร้าย โดยเฉพาะประเด็นปัญหาในภูมิภาค ซึ่งนักวิเคราะห์ต่างประเทศ เช่น บีบีซี ระบุว่าสหรัฐแอบกดดันไทยลับๆ ให้ช่วยบีบเกาหลีเหนือ คำพูดของท่านอาจทำให้ประเทศไทยถูกตีความว่าจะยอมปฏิบัติตามการกดดันของสหรัฐฯ โดยรับหน้าที่เป็นแกนนำในภูมิภาคเพื่อคว่ำบาตรเกาหลีเหนือ ซึ่งหากเป็นความจริง ก็ถือเป็นการหาเหาใส่หัวให้คนไทยโดยแท้ เรียกว่านอกจากจะไม่สามารถสร้างสนามการค้าให้ประเทศได้แล้ว ยังจะเป็นการดึงประเทศชาติเข้าสู่สนามของความขัดแย้งระหว่างมหาอำนาจเสียอีก" ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าว

ร.ท.หญิง สุณิสา กล่าวต่อว่า ที่สำคัญการเยือนทำเนียบขาวของ พล.อ.ประยุทธ์ ยังทำให้ประเทศไทยกลายเป็นขี้ปากของคนทั่วโลกด้วย เพราะสื่อต่างประเทศแทบทุกสำนักต่างกล่าวถึง พล.อ.ประยุทธ์ ว่า เป็นผู้นำเผด็จการคนล่าสุดที่ได้มาเป็นแขกของ นายทรัมป์ ในทำเนียบขาว นอกจากนี้ สื่อต่างประเทศยังวิจารณ์ด้วยว่า การเยือนทำเนียบขาวของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ ซึ่งมีที่มาจากการยึดอำนาจ และมีปัญหาละเมิดสิทธิมนุษยชนนั้น เปรียบเสมือนรอยด่างของนโยบายต่างประเทศสหรัฐฯ ในยุคของ โดนัลด์ ทรัมป์ ต่างจากยุคของ ประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่มีจุดยืนชัดเจนไม่คบค้าสมาคมกับรัฐบาลเผด็จการที่มาจาการยึดอำนาจ ซึ่งคำวิจารณ์เช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่น่าภูมิใจสำหรับคนไทยเลย ส่วนการที่ นายทรัมป์ ไม่ได้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ ถึงเรื่องโรดแม็ปการเลือกตั้งในเมืองไทยนั้น ก็ไม่ได้เกินความคาดหมายของนักวิเคราะห์ต่างชาติ เพราะต่างชาติไม่ได้คาดหวังเรื่องจุดยืนประชาธิปไตย หรือการปกป้องสิทธิมนุษยชนจาก นายทรัมป์ เช่นกัน.