วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เปิดแล้ว ประติมากรรม ช้างงู แลนด์มาร์คแห่งใหม่ของชาวเชียงแสน

ที่บริเวณวงเวียนขนาดใหญ่สี่แยกบายพาสก่อนจะเข้าอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย มีประติมากรรมช้างงู แลนด์มาร์คแห่งใหม่ที่ในเวลา 18.00, 19.00, 20.00, 21.00 ของทุกวัน จะมีน้ำพุและไฟสีสาดส่องสวยงามนาน 14 นาที...

ที่บริเวณวงเวียนขนาดใหญ่สี่แยกบายพาสก่อนจะเข้าอำเภอเชียงแสน จ.เชียงราย มีนักท่องเที่ยวแห่มาถ่ายรูปกับประติมากรรมรูปช้างงู ซึ่งประดิษฐานเป็นสง่าบนแท่นกลางวงเวียนกันอย่างคึกคัก เป็น ‘แลนด์มาร์ค’ แห่งใหม่ 

นายพินิจ แก้วจิตคงทอง นายอำเภอเชียงแสน กล่าวว่า ประติมากรรม ช้างงู ลำตัวเป็นงู หัวเป็นช้าง 3 เศียร ทำจากเรซิ่นไฟเบอร์ โดยชาวเชียงแสนมุ่งหวังให้วงเวียนที่ประดิษฐานประติมากรรมช้างงู เป็นแลนด์มาร์คของเมืองเชียงแสน ประติมากรรมช้างงูเปลี่ยนสี เป็นงานศิลปะที่แฝงด้วยกลิ่นอายของเมืองโบราณ เพราะเมืองเชียงแสนเป็นเมืองเก่า มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์ และเป็นเมืองการค้าการท่องเที่ยว ทุกวันมีประชาชน นักท่องเที่ยว ต่างทยอยมาชมและพักผ่อนในเมืองเชียงแสน ในยามเย็นบ้างก็พาลูกหลานมาถ่ายรูปกับรูปปั้นโขลงช้างที่อยู่เกาะกลางถนนทั้ง 4 ด้าน บางครอบครัวถึงกับจัดอาหารมาปิกนิกกัน เพื่อรอเวลาพลบค่ำ และในเวลา 18.00, 19.00, 20.00, 21.00 นาฬิกาของทุกวัน ประติมากรรมช้างงูจะมีน้ำพุไฟข้างในเปลี่ยนสีพุ่งสาดส่องอย่างสวยงาม พร้อมกับมีเสียงเพลง พิลาศเชียงแสน และสาวเจียงฮาย ดังลั่นใจกลางสี่แยกบายพาส ให้นักท่องเที่ยว และผู้สัญจรผ่านไปมาได้ชมศิลปะอันวิจิตรแห่งนี้ แสดงแสงสีเสียงตระการตา ต้อนรับนักท่องเที่ยวผู้มาเยือน ถึง 14 นาที

สำหรับประติมากรรม “ช้างงู” มีส่วนหัวเป็นช้าง ลำตัวเป็นงูนั้น ปรากฏในตำนานหลายแห่ง เล่าว่า พ.ศ. 1460 ในรัชสมัยของพระเจ้าพังคราช ผู้ครองเมืองเชียงแสนหรือโยนกนาคนครได้ถูกพวกขอมดำขับไล่จากเชียงแสนไปอยู่เวียงสี่ดวง (ตำบลเวียง อำเภอแม่สาย) มีพระโอรสชื่อ พรหมกุมาร เมื่อเจริญพระชันษาได้ 13 ปี ทรงสุบินถึงเทวดาว่าหากไปล้างหน้าที่แม่น้ำโขง จะได้พบช้างวิเศษ 3 ตัว หากจับได้ตัวที่ 1 จะปราบได้สี่ทวีป หากจับได้ตัวที่ 2 จะปราบได้ชมพูทวีป หากจับได้ตัวที่ 3 จะปราบแว่นแคว้นล้านนาและขอมดำได้ 


พอรุ่งเช้า พรหมกุมารได้เสด็จไปยังท่าแม่น้ำโขง ทอดพระเนตรเห็นงูใหญ่ลอยตามน้ำมา ตัวแรกตัวเท่ายุ้งข้าว ตัวที่ 2 ตัวเท่าต้นตาล น่าสะพรึงกลัว จึงรั้งรอจนถึงตัวที่ 3 พระองค์พร้อมด้วยบริวารช่วยกันจับงูนั้นทันที งูนั้นก็กลายเป็นช้างเผือกแต่กลับไม่ยอมขึ้นฝั่ง จนต้องเอาพานทองคำตีล่อจึงยอมขึ้นจากน้ำ จึงขนานนามว่า“ช้างพานคำ” เมื่อพรหมกุมารพระชันษาได้ 16 ปี ก็คุมกำลังออกขับไล่พวกขอมดำ จนสามารถตีเมืองโยนกนาคนคร (เชียงแสน) คืนได้ในปี พ.ศ. 1479 เมื่อเสร็จสงคราม “ช้างพานคำ” ช้างงูคู่บารมีก็ได้กลายเป็นงูใหญ่หนีหายไปทางดอยลูกหนึ่ง เรียกว่า ดอยช้างงู หรือดอยสะโง้ ในปัจจุบัน

ด้านนายธวิท ติยะกว้าง ปลัดเทศบาลตำบลเวียง ปฏิบัติหน้าที่นายกเทศมนตรีตำบลเวียง อ.เชียงแสน กล่าวว่า ประติมากรรมช้างงู ทั้งตัวงูและช้าง 3 เศียร สำหรับงบประมาณในการก่อสร้างวงเวียนช้างงู พร้อมระบบน้ำพุ แสงสี และปรับภูมิทัศน์โดยรอบ ประมาณ 9.8 ล้านบาท ถือเป็นแลนด์มาร์คแห่งใหม่ของอำเภอเชียงแสน ที่มีความสวยงามโดดเด่น ที่จะเป็นการกระตุ้นเศรษฐกิจ การค้าการท่องเที่ยว ดึงดูดประชาชน นักท่องเที่ยว ให้สนใจมาเที่ยวชม เป็นการเตรียมพร้อมสู่การเป็นเมืองเขตเศรษฐกิจพิเศษการค้าการท่องเที่ยวชายแดน.