วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยธ.ถกปัญหานักโทษล้นคุก หลังประเทศไทยติดอันดับ 6 ของโลก

“สุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ” จัดประชุมแก้ปัญหาผู้ต้องขังล้นเรือนจำ หลังพบมีจำนวนมากเป็นอันดับ 6 ของโลก ขณะที่อดีต ปธ.ศาลฎีกา ชี้จับนักโทษคดียาเสพติดยัดคุก ไม่ใช่ทางออกเดียว...

เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 60 ที่ ห้องวิภาวดีบอลรูม AB โรงแรมเซนทารา แกรนด์ แอท เซนทรัลพลาซา ลาดพร้าว กรุงเทพฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม เป็นประธานเปิดการประชุมภายใต้โครงการศึกษาวิจัย เรื่อง “การพัฒนาอย่างยั่งยืน” กับ “หลักนิติธรรม” “โลกาภิวัตน์ ทุนนิยมสุดโต่ง การเสพติด ผู้ต้องขังล้นเรือนจำ” : “ปัญหาและทางออก” โดยมี นายวีระพล ตั้งสุวรรณ อดีตประธานศาลฎีกา พระไพศาล วิสาโล เจ้าอาวาสวัดป่าสุคะโต จ.ชัยภูมิ อ.สุลักษณ์ ศิวะรักษ์ นายจรัญ ภักดีธนากุล ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ นายอธิคม อินทุภูมิ ผู้พิพากษาศาลฎีกา รศ.ดร.สังคีต พิริยะรังสรรค์ และเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้อง เข้าร่วมกว่า 100 ราย

นายสุวพันธุ์ กล่าวว่า การประชุมครั้งนี้เป็นการทำงานที่ต่อเนื่องจากหลายๆ หน่วยงานที่ได้พยายามจัดการปัญหาคนล้นเรือนจำ ปัญหาการแพร่ระบาดของเมทแอมเฟตามีน ซึ่งได้มีการดำเนินการแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมไปแล้วในหลายส่วน ทั้งมาตรการทางกฎหมายและมาตรการทางสาธารณสุข โดยจากรายงานของ World Prison Brief จัดอันดับให้ประเทศไทยมีผู้ต้องขังในเรือนจำมากที่สุดเป็นอันดับ 6 จึงเกิดคำถามว่าเป็นเพราะเหตุใด รวมถึงจากกระแสทุนนิยมในปัจจุบัน ฐานะทางการเงินมีผลต่อความเหลื่อมล้ำทางสังคม คนรวยเอาเปรียบคนจนทำให้ต้องหันมาพึ่งพายาเสพติด

นายสุวพันธุ์ กล่าวอีกว่า ยาเสพติด คือ ธุรกิจมืดที่เป็นทางเลือกที่ผิดของคนที่ต้องการร่ำรวย มั่งคั่ง และต้องการยกระดับทางสังคมแบบใช้เวลาสั้น เมื่อหาเงินได้ง่ายก็เสพติดการได้เงินง่ายและนำไปสู่การเสพติดในด้านอื่นๆ ส่งผลต่อพฤติกรรมของมนุษย์ ในอนาคตหากไม่มีการสร้างความตระหนักรู้ สร้างการรับรู้เท่าทันการเสพติดอื่นๆ ก็จะนำมาซึ่งการทำสิ่งผิดกฎหมายเพื่อให้ได้เงินมาจับจ่ายใช้สอยและนำมาสู่ปัญหาคนล้นเรือนจำอีกเช่นเคย โดยการที่สำนักกิจการในพระราชดำริฯ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องค้นคว้าเรื่องทุนนิยมมีความเกี่ยวข้องกับปัญหาคนล้นเรือนจำเพื่อช่วยกันหาทางออก นอกจากนี้ ยังมีภาวะการเสพติด ที่มิใช่ยาเสพติดอย่างเดียว เช่น การเสพติดการพนัน เสพติดแบรนด์เนม เสพติดความรุนแรง เป็นต้น

ด้าน นายวีระพล เปิดเผยว่า ทุกสังคมมีจุดมุ่งหมายการพัฒนา 2 ด้าน คือ 1. ด้านเศรษฐกิจ และ 2. ด้านสังคม โดยระบบทุนนิยมกลายมาเป็นหัวใจของระบบเศรษฐกิจในโลกปัจจุบันอย่างสุดโต่งกลับก่อให้เกิดวิกฤติด้านสังคม ซึ่งที่ผ่านมาสารเสพติดถูกเชื่อว่าเป็นปัญหาต่อการพัฒนา ทำให้มาตรการต่างๆ ถูกสร้างขึ้นตามแต่ละสังคม อาทิ การป้องกัน การแก้ไข การฟื้นฟู และการตรวจจับกุมคุมขัง ในประเทศยุโรปมีการบังคับใช้ควบคู่กันไป จึงไม่ปรากฏการแพร่ระบาดของสารเสพติด ดังเช่นประเทศกำลังพัฒนา ที่มุ่งการตรวจจับกุมคุมขัง หรือการบังคับใช้กฎหมาย

นายวีระพล เผยอีกว่า ความเสียหายร้ายแรงจากกระบวนการยุติธรรมทางอาญา และการลงโทษต่อผู้เข้ามาเกี่ยวข้องกับยาเสพติด พิจารณาเป็น 2 ด้าน คือ 1. ผู้เสพ โดยปัจจุบันนโยบายทางกฎหมายค่อยๆ ผ่อนคลายต่อผู้เสพเป็นสภาพ ผู้ป่วย ต้องเข้ารับการบำบัดทางการแพทย์ มิใช่ในฐานะของอาชญากร 2. ผู้ค้า ได้แก่ บุคคลต่างๆ ในกระบวนการค้ายาเสพติด หรือองค์กรอาชญากรรมที่แสวงประโยชน์ในเชิงทรัพย์สินจากฝ่ายผู้เสพ ซึ่งต้องใช้มาตรการทางอาญาจัดการบุคคลที่เป็นผู้ค้าอย่างแท้จริง

"ช่วงที่ผ่านมามีการใช้เรือนจำเพื่อควบคุมปัญหายาเสพติดชนิดเมทแอมเฟตามีนอย่างมากจนเกิดสภาพปัญหาคนล้นคุก โดยร้อยละ 80 ของผู้ต้องขังในเรือนจำเป็นกลุ่มผู้ด้อยโอกาส ทั้งฐานะทางเศรษฐกิจและสังคม เช่น คนยากจน เพศหญิง เด็กเยาวชน ผู้สูงอายุ เป็นต้น การที่บุคคลเหล่านี้ต้องถูกจับกุมคุมขังดำเนินคดีและรับโทษจำคุกเป็นเวลานาน ก็ไม่มีผลกระทบต่อเครือข่ายยาเสพติด เพราะอาจหาผู้อื่นมาทดแทนโดยง่ายอย่างไม่มีที่สิ้นสุด อย่างไรก็ตาม การแก้ปัญหายาเสพติดเชิงลงโทษจึงไม่น่าเป็นคำตอบ หรือทางออกทางเดียวอย่างถูกต้อง" นายวีระพล กล่าว.