วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แนวทางเจรจาแก้ไขหนี้

สวัสดีผู้อ่านทุกท่านครับ สัปดาห์นี้เราโทรมาพูดคุยกันในเรื่องที่มีผู้สอบถามเข้ามาในเพจทนายเจมส์ LK เป็นจำนวนมาก เกี่ยวกับเรื่องหนี้สิน ขั้นตอนการถูกดำเนินคดี และแนวทางการเจรจา ซึ่งผมไม่สามารถที่จะเจาะจงรายละเอียดได้อย่างครบถ้วนนะครับ เนื่องจากแต่ละท่านนั้น ประสบปัญหาด้านหนี้สินแตกต่างกันออกไป อีกทั้งแต่ละท่านยังมีทรัพย์สิน มีหน้าที่การงาน มีเงินเดือน ไม่เหมือนกัน ผมจึงขออนุญาตแนะนำแนวทางการแก้ไขปัญหาด้านหนี้สินในภาพรวมครับ

ภาระหนี้สินในทางแพ่ง มีหลายประเภท เช่น ภาระหนี้ที่เกิดจากการกู้ยืม การกู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) การค้ำประกัน จำนอง จำนำ การเช่าซื้อ การซื้อขาย บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด การจ้างแรงงาน การจ้างทำของ ฯลฯ แตกต่างกันออกไป 
แต่สุดท้ายก็จะจบลงด้วยการปรับปรุงโครงสร้างหนี้หรือการฟ้องคดี หรือบังคับคดี ยึดทรัพย์สิน อายัดเงินเดือน ขึ้นอยู่กับทักษะในการเจรจา ประวัติการชำระหนี้ และวินัยในการชำระหนี้

ภาระหนี้ที่เกิดขึ้นอาจจะมาจากหลายปัญหา การบริหารงานที่ผิดพลาด คู่สัญญาผิดนัดผิดสัญญาไม่ชำระหนี้ หรือแม้แต่ความหวังดีที่ต้องการเห็นธุรกิจหรือความเจริญเติบโตของบุคคลอื่นจึงตัดสินใจเข้าค้ำประกันการชำระหนี้ให้กับบุคคลอื่น หรือเพราะสนิทกัน เชื่อใจกัน จึงเข้าทำสัญญาเช่าซื้อรถแทนบุคคลอื่น แต่กลับต้องมานั่งปวดหัวชดใช้ภาระหนี้สินเอง ซึ่งแนวทางในการเจรจาของเกือบทุกปัญหาหนี้สิน มีแนวทางที่คล้ายๆ กัน

ทำอย่างไรเมื่อถูกฟ้องคดี เบื้องต้น ทำใจให้สบาย ไม่ต้องกลัว คดีลักษณะดังกล่าวข้างต้น เป็นแค่คดีแพ่ง เจ้าหนี้มีสิทธิ์แค่ตามยึดทรัพย์สินของลูกหนี้เท่านั้น ถ้าลูกหนี้ไม่มีทรัพย์สินให้ยึด อายัด เจ้าหนี้ก็ทำอะไรลูกหนี้ไม่ได้ คดีลักษณะดังกล่าวนี้ไม่มีโทษทางอาญา ไม่มีโทษจำคุก ยกเว้นลูกหนี้กระทำการยักย้ายถ่ายโอนทรัพย์สิน เพื่อหลบเลี่ยงการบังคับคดีของเจ้าหนี้

เมื่อตกเป็นจำเลยในคดีแพ่งแล้ว ให้ท่านรีบปรึกษาผู้ที่มีความรู้ด้านกฎหมาย เพื่อหาช่องทางในการสู้คดี หรือเจรจาขอลดภาระหนี้ ตัดภาระหนี้ที่ไม่จำเป็น หรือไม่ชอบด้วยกฎหมาย หรือเป็นดอกเบี้ยในส่วนที่สถาบันการเงินยังไม่ได้รับรู้เป็นรายได้ โดยช่องทางในการเจรจาส่วนใหญ่จะแบ่งออกเป็น 3 รูปแบบหลักๆ

1. เจรจาขอลดยอดหนี้ โดย "ขอปิดยอดหนี้ครั้งเดียว" และในระยะเวลาสั้นๆ 15-30 วัน นับจากวันที่ตกลงกันได้ ซึ่งวิธีการนี้จะทำให้สามารถขอลดยอดหนี้ได้มากโดยจะเหลือยอดหนี้ที่จะต้องชำระประมาณร้อยละ 50 ถึง 70 ของยอดหนี้ทั้งหมด

2. ในกรณีที่ไม่มีเงินก้อนไปปิดยอดหนี้ครั้งเดียว แต่พอมีเงินเก็บอยู่บางส่วน ให้เจรจา "ขอชำระหนี้บางส่วน ส่วนที่เหลือขอผ่อนชำระเป็นรายเดือน" โดยวิธีนี้จะสามารถขอผ่อนได้ประมาณ 2 ถึง 4 ปี นับจากวันที่ตกลงกันได้ และวิธีการนี้จะทำให้เราสามารถขอลดดอกเบี้ยค้างชำระได้บ้าง และอาจจะเหลือเพียงต้นเงินที่จะต้องชำระ

3. ในกรณีที่ "ไม่มีเงินเก็บเลย ให้เจรจาขอผ่อนชำระเป็นรายเดือนไปก่อน" โดยขอผ่อนยอดที่น้อยที่สุด และขอระยะเวลาผ่อนให้นานที่สุด ทั้งนี้ อยู่ที่เทคนิคการเจรจา เหตุผล และความจำเป็นในครอบครัว แต่ส่วนใหญ่แล้ว เจ้าหนี้จะอนุมัติอยู่ที่ประมาณ 6 เดือน ถึง 2 ปี กรณีนี้อาจจะไม่ได้รับส่วนลดเลย ตลอดจนอาจจะมีการคิดดอกเบี้ยในระหว่างผ่อนด้วย แต่ก็ต้องยอมนะครับ เพื่อซื้อเวลาไปก่อนเผื่อในอนาคตมีช่องทางหารายได้เพิ่มเติม หรือมีเงินก้อนเข้ามา ค่อยเจรจาขอลดยอดหนี้และขอปิดบัญชีอีกครั้ง

สุดท้ายนี้ ขอให้ทุกท่านที่ประสบปัญหาเรื่องของหนี้สินผ่านพ้นวิกฤติไปได้ด้วยดีครับ ขอให้ถึงระลึกไว้เสมอครับว่า "เงินของใคร ใครก็อยากได้คืน" ไม่มีเจ้าหนี้รายไหนต้องการให้ลูกหนี้ติดคุก ติดตะราง เจ้าหนี้เพียงต้องการเงินคืนเท่านั้น ในการเจรจาครั้งแรกอาจจะไม่สำเร็จ เพราะเจ้าหนี้อาจจะมีทิฐิ หรืออารมณ์โกรธลูกหนี้อยู่ แต่ถ้าลูกหนี้มีความพยายามไม่ลดละ เจ้าหนี้อาจจะยอมใจอ่อนในที่สุด ขอให้โชคดีครับ

สำหรับใครที่มีคำถามข้อสงสัยเกี่ยวกับเรื่องกฎหมายและต้องการความช่วยเหลือ หรือมีเรื่องราวดีๆ อยากแบ่งปันประสบการณ์ เมลมาหาผมได้ที่ “คุยกับคนดัง” talktoceleb@trendvg3.com ได้เลยครับ

Facebook : ทนายเจมส์ LK

ทนายเจมส์