วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ล้วงลึกคดี แพะฉกเพชร ชีวิตพัง หนี้สินรุงรัง พ้นคุกกลับรู้สึกไม่ปลอดภัย?

“มึงเอาเพชรกูไปทำไม”
“คุณนายดูหน้าตาผมดีๆ นะ ผมไม่เคยเจอคุณนายมาก่อนเลยนะ”
เขาพยายามเอาโทรศัพท์ส่องที่ใบหน้าเพื่อให้เห็นชัดๆ แต่เธอกลับไม่สนใจ

นี่คือบทสนทนา ที่นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 7 ถนนคีรีรัฐ ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี เจ้าของร้านไก่ย่าง ที่ จ.นครพนม เล่าให้ทุกสื่อฟัง เมื่อมีคนมาขอสัมภาษณ์ และทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ ก็เป็นหนึ่งในนั้น

นอกจากนี้ ทีมข่าวฯ​ ยังได้พูดคุยแบบหมดเปลือก กับภรรยา คือ น.ส.ดารีวรรณ พ่อวงค์ ช่างเสริมสวย และพ่อพระคนเดิม ที่ยื่นมือดึงเขาออกมาจากนรกในเรือนจำ คือ พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม และทีมงาน ที่เดินหน้าช่วยเหลือแพะ มาหลายคดี รวมถึง นายพิสิษฐ์ ที่ศาลยกฟ้องไปเมื่อเร็วๆ นี้

นายพิสิษฐ์ เล่าว่า ในเดือนกุมภาพันธ์ ได้มีชายฉกรรจ์เข้ามาหาที่บ้าน จ.นครพนม คำแรกที่เขาถาม “ชื่อ รังสิต หรือ พิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ ใช่ไหม.. พอตอบว่า ใช่ ก็โดนล็อกตัวเลย จากนั้นก็ลากขึ้นบนรถ จากนั้นก็ให้ดูรูปบัตรประชาชนของตน ถามว่าใช่บัตรตนหรือไม่ พอตอบว่าใช่ กลุ่มคนดังกล่าว ก็บอกว่า ตนมีหมายจับในคดีฉ้อโกง (คนละคดีกับเพชร) จากนั้น เขาก็บอกว่า ไม่ได้มาจับในคดีนี้ แต่เป็นคดี วิ่งราวเพชร มูลค่า 15 ล้าน..”

ผมถามว่า เหตุเกิดที่ไหน... “กรุงเทพฯ”
เฮ้ยพี่ ผมไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ 2-3 ปีแล้วนะ จะเป็นผมได้ไง
จากนั้นก็ถอดเสื้อผม ให้ปิดหน้า แล้วจับผมกด จากนั้นถามว่า “มึงเปลี่ยนชื่อทำไม..”

ซึ่งเรื่องเกิดระหว่างอยู่บนรถ เมื่อเขาขับรถเข้าไปรีสอร์ตแห่งหนึ่ง เขาถอดเข็มขัดผมมารัดที่เท้า แล้วเอาผ้าขนหนูมาปิดหน้า จากนั้นก็กดให้นอนคว่ำลง..

“มึงเอาเพชรไปไว้ไหน..”
“ไม่รู้..”
ผมโดนเตะเข้าที่ชายโครง ถามทีเตะที ถามทีเตะที
“ผมไม่รู้...”

“ถ้ามึงบอกกูจะปล่อยมึง”

“ผมอยากเจอผู้เสียหาย...” ในใจคิดว่าหากเจอแล้วก็จะรู้ว่าเราไม่ใช่คนที่ขโมยเพขร

จากนั้นเขาก็โทรหานาย.. “นายครับ เจอแล้ว แต่ยังไม่รับสารภาพ”
ผู้หญิงที่อยู่ในโทรศัพท์ พูดแต่ว่า “มึงเอาเพชรกูไปทำไม”
“คุณนายดูหน้าตาผมดีๆ นะ ผมไม่เคยเจอคุณนายมาก่อนเลยนะ”
ตนพยายามเอาโทรศัพท์ส่องที่ใบหน้าเพื่อให้เห็นชัดๆ แต่เขากลับไม่สนใจ

จากนั้น ชายฉกรรจ์ 3 คน ก็ผลัดกันเดินเข้าออก สลับกันเข้ามาถาม..ซึ่งชายฉกรรจ์ 1 ใน 3 ซึ่งตนคาดว่าเป็นหัวหน้า คนนี้จะโหดสุด

“พี่เชื่อผมเถอะ ว่าผมไม่ได้เอาไปจริงๆ หากพี่ไม่เชื่อ พาผมไปสาบานที่ไหนก็ได้ แถวนี้ก็ได้ เพราะมีวัดเยอะ..”

ช่วงที่อยู่ในรีสอร์ตนั้น ถือว่านานพอสมควร จากนั้น เขาก็พาตนไปอีกรีสอร์ตหนึ่ง โดยเขาให้ตนนั่งในห้อง ตนก็ร้องขอว่า “อยากเจอแฟน..” เขาก็เลยพาแฟนมา ให้เห็นหน้าแป๊บเดียว เขาก็ให้แฟนกลับไป

ไม่นานนัก ก็มีตำรวจเข้ามารับไปที่ สภ. แล้วทั้ง 3 คน ที่จับผมก่อนหน้านั้นก็หายไป จากนั้นตนก็ถูกตำรวจ สภ.เมืองนครพนม ส่งไปพิมพ์ลายนิ้วมือในคดีฉ้อโกง ที่ สภ.สูงเนิน ซึ่งต่อมาผู้เสียหายมาดูหน้าแล้วบอกว่าเราไม่ใช่ คดีนี้จึงจบ ซึ่งตนก็ถูกอายัดตัวต่อในคดีเพชร ซึ่งมีหมายจับตามมา จึงถูกส่งตัวกลับมาที่ สน.บางเสาธง ซึ่งตั้งแต่ถูกจับก็ไม่ได้กลับบ้านอีกเลย...

“ผมพยายามบอกเขาว่า พี่..ผมไม่ได้มากรุงเทพฯ มา 2 ปี แล้ว ผมจะไปขโมยเพชรที่กรุงเทพฯ ได้ยังไง แต่เขาก็ไม่ฟัง เขายึดหลักฐานแค่บัตรประชาชนของผมและคนที่มาชี้ตัวเท่านั้น”

นายพิสิษฐ์ จำภาพที่ต้องเข้าเรือนจำวันแรกได้ดี เพราะในหัวคิดว้าวุ่นหลายเรื่อง และกลัวที่สุด..

“ผมกลัว เสียใจมาก ทำไมเขามาทำกับเราแบบนี้ ทั้งที่เราไม่ได้ทำอะไรเลย ตอนที่เข้าไปร่างกายก็ยังเจ็บจากการถูกซ้อม โดยเฉพาะตรงซี่โครงเราเจ็บมาก (ลากเสียง) แค่นั่งรถก็ยังนั่งแทบไม่ไหว ทั้งนี้ ปกติผมก็ปวดท้องบ่อยๆ อยู่แล้ว นอกจากนี้ก็เป็นโรคความดัน”

นายพิสิษฐ์ ยอมรับว่าตนเองเป็นคนขี้กลัว และระหว่างที่อยู่ในคุกนั้น ได้แอบไปนั่งร้องไห้อยู่คนเดียว “ทำไมต้องโดนแบบนี้ ต้องมารับกรรมแบบนี้” คิดวนเวียนในหัว

“น้า..ไปโดน (คดี) อะไรมา”
มีนักโทษคนหนึ่งเข้ามาถาม เมื่อเล่าให้เขาฟัง เขาก็ให้กำลังใจว่า
“ถ้าน้าออกไปได้...น้าต้องฟ้องกลับให้หมดเลยนะ”

ขณะที่ภรรยาของนายพิสิษฐ์ ยอมรับว่าเครียดมากหลังจากสามีถูกจับ และเดินหน้าสู้ทุกทาง ด้วยการร้องเรียนที่ศูนย์ดำรงธรรมในพื้นที่ก่อน จากนั้นก็ไปกรมคุ้มครองสิทธิ ของ ก.ยุติธรรม ด้วยการนำหลักฐานที่หาได้ เช่น ใบรับรองแพทย์ ไปแสดงให้เห็นว่าสามีไม่ได้เข้ากรุงเทพฯ

“ทุกที่ที่ไปก็ต่างรับเรื่องไว้ กระทั่งมาเจอท่านดุษฎี ซึ่งท่านก็มีกระบวนการตรวจสอบ โดยผ่านเครื่องจับเท็จ ซึ่งเราก็ยินดี..”

ถึงตรงนี้ รองดุษฎี ได้กล่าวถึงเบื้องหลังการช่วยเหลือครั้งนี้ว่า ขั้นตอนการช่วยเหลือ เริ่มต้นด้วย

1. ตรวจสอบผู้ถูกกล่าวหารวมถึงผู้ร้องเรียน ด้วยการเข้าเครื่องจับเท็จ
2. ลงพื้นที่เกิดเหตุ สอบสวนพยานแวดล้อม ก่อนเกิดเหตุ ระหว่างเกิดเหตุ และหลังเกิดเหตุ
3. ตรวจสอบข้อมูลสำนวนของเจ้าหน้าที่ เพื่อหารายละเอียด ซึ่งในส่วนนี้เราพบว่า มีผู้เกี่ยวข้องในคดีอีก 5 คน ซึ่งตรงนี้อยู่ในสำนวนอยู่แล้ว แต่ตำรวจกลับมุ่งเน้นไปที่ นายพิสิษฐ์ (เดิมชื่อรังสิต) ซึ่งที่จริงแล้วแก๊งนี้มีพฤติกรรมฉ้อโกง เคยก่อคดีมาแล้ว

“แค่ขั้นตอนแรกเอาเข้าเครื่องจับเท็จซักถามภรรยา เราก็เชื่อว่าไม่น่าจะใช่คนร้ายตัวจริงแล้ว แต่เราก็ได้ส่งคนไปตรวจสอบนายพิสิษฐ์ ที่เรือนจำ ปรากฏว่า ไม่มีปัญหา...”

อย่างไรก็ตาม จากการลงพื้นที่ ตำรวจก็ยืนยันหนักแน่นว่า ไม่ได้จับผิดตัว เนื่องจาก 1. ผู้เสียหายสามารถชี้ตัวได้ และ 2. เจ้าหน้าที่ระบุว่า วันที่นายพิสิษฐ์ถูกจับ ได้มีคนขับรถบีเอ็มฯ มาเยี่ยม จึงเชื่อว่าไม่ได้จนจริง และมีการขอประกันตัวในทันที..

ตรงนี้ทำให้เราหลงทางไปเหมือนกัน แต่..ทางเจ้าหน้าที่ก็ได้มอบหลักฐานสำคัญให้เราอย่างหนึ่งคือ...หมายเลขเบอร์โทรศัพท์ นายพิสิษฐ์

จากการตรวจสอบว่า มีผู้ใช้บัตรประชาชนเก่าของนายพิสิษฐ์ ไปเปิดเบอร์โทรศัพท์ที่ใช้ก่อเหตุ ซึ่งมีสัญญาณโผล่แถวๆ ลพบุรี นอกจากนี้ ระหว่างที่นายพิสิษฐ์อยู่ในเรือนจำ ยังมีการนำบัตรประชาชนของนายพิสิษฐ์ ไปเปิดเบอร์โทรศัพท์อีก 1 เบอร์ด้วย (นายพิสิษฐ์เข้าเรือนจำ 18 ก.พ.60 แต่ เบอร์ถูกเปิด 26 เม.ย.60)

จากการตรวจสอบในสำนวนคดี คนร้ายรู้จักกับนายแดง (ผู้ต้องสงสัยที่คิดว่าเป็น นายพิสิษฐ์) นายแดง อ้างว่า มีร้านทอง อยู่แถวเจริญกรุง ใกล้กับสีลม เมื่อลงตรวจสอบไป ก็พบนายหน้าอีก 3 คน ประกอบด้วย นายต้นไม้ นายเบิร์ด และผู้หญิงชื่อ ฟ้า

กลุ่มนายหน้าทำผู้เสียหายขายเพชร ให้กับนายแดง (นายหน้าบางคนเรียก นายแดงว่า นายเดช เพราะมีการบอกชื่อนายหน้า 2 ชื่อ คือ แดง กับ เดช) ทั้งหมดเคยไปดูร้านทอง ซึ่งตรงนี้เปรียบเหมือนประจักษ์พยาน เราจึงได้ไปสอบถาม ก็ทราบว่า พนักงานสอบสวนเคยส่งรูปนายพิสิษฐ์ มาให้ดูแล้ว เขาก็บอกว่าไม่ใช่... พาไปชี้ตัวที่เรือนจำ...เขาก็ไม่ชี้

เมื่อตรวจสอบไปที่ร้านทอง ที่อ้างถึง ก็พบว่ามีการเช่าที่ดังกล่าวเพียง เดือนเดียว แถมหลักฐานที่มาเช่ายังเป็นบัตรประชาชนปลอมอีก!

และยังมีพยานสำคัญอีก 1 ราย คือ นายแดง กับ นายพิสิษฐ์ นั้น มีส่วนสูงที่แตกต่างกันมาก นายแดงสูงประมาณ​ 150 ซม. แต่นายพิสิษฐ์ สูงเกิน 160 ซม. นอกจากนี้ยังมีภาพวงจรปิดจับภาพได้ขณะที่ ซ้อน จยย. หนี แม้จะไม่เห็นหน้า แต่ก็เห็นรูปร่างท้วม มีพุง ตรงกับที่พยานบอก...

“สิ่งที่เกิดขึ้น คือ ความผิดพลาดของเจ้าหน้าที่ ที่มีหลักฐานมากมาย แต่กลับไปมุ่งที่พยานแวดล้อม คือ การจดทะเบียนเบอร์โทรศัพท์มือถือ และ การชี้ตัวเท่านั้น ที่ผ่านมา ฝ่ายญาติเองก็นำเสนอทั้งใบรับรองแพทย์ มีหมอมายืนยันให้ อีกทั้งเขาไม่สงสัยเลยหรือว่าเบอร์ที่จดทะเบียนชื่อนายพิสิษฐ์มันคนละเบอร์กัน กับที่เขาใช้”

รองดุษฎี กล่าวอีกว่า คำพิพากษา ยังระบุไปถึง ในวันซื้อขายเพชร ที่บ้านของผู้เสียหาย ทำไมพนักงานสอบสวนไม่เก็บลายนิ้วมือแฝง เพื่อเป็นข้อพิสูจน์อันสิ้นสงสัย หากเก็บลายนิ้วมือได้ในบ้านทุกอย่างจบเลย.. ถ้าไม่ตรง ก็ไม่ควรสั่งฟ้อง แต่นี่ไม่ได้เก็บลายนิ้วมือแฝง

“ศาลจึงเชื่อคนร้ายตัวจริงกับนายพิสิษฐ์ เป็นคนละคนกัน ไม่หยิบยกพยานถิ่นที่อยู่มาอ้างเลย..ซึ่งแปลเป็นภาษาบ้านๆ คือ คุณจับผิดคน!”

เรื่องแบบนี้เชื่อว่าไม่ใช่เรื่องซับซ้อน แต่เป็นใครๆ ก็ทำได้ โรงเรียนก็มีสอน แต่ประเด็นคือ ทำไมหมายจับออกแค่ 2 ใบ แล้วทำไมคนอื่นที่เกี่ยวข้องทำไมไม่ขยายผลต่อ ซึ่งทุกสิ่งทุกอย่างที่กล่าวมาล้วนมีอยู่ในสำนวน

นายพิสิษฐ์ ยอมรับว่า หลังออกจากเรือนจำมา ตนเองกลับรู้สึกไม่ค่อยปลอดภัย แตกต่างจากที่อยู่ในเรือนจำ อยู่นั้นกลับคิดว่าไม่มีใครมาทำอะไรได้

“ผมเริ่มกลัวว่าจะโดนเขาเอาไปทำเหมือนเดิมอีก เพราะสิ่งที่เขาขู่ผม วันนั้น รู้สึกว่า ยังไงก็ไม่รอด เพราะผมได้ยินคำว่า “จัดการได้ไม่ยาก รอให้มืดค่ำก่อน..” ซึ่งผมได้ยินเขาคุยโทรศัพท์กัน แบบนี้คือ..ตายแน่” นอกจากนี้ เขายังขู่ว่า ถ้าเข้ากรุงเทพฯ เมื่อไหร่ หนักแน่ ซึ่งตอนที่ถูกพานั่งรถไฟก็คิดมาตลอด”

ขณะที่ ภรรยา ยอมรับว่า ได้ใช้เงินวิ่งเต้นช่วยเหลือสามีไปเกือบ 5 แสนบาทแล้ว โดยไปกู้ยืมเงินมาจากญาติๆ ถามว่าตอนนี้วางแผนชีวิตอย่างไร คำตอบ คือ ไม่รู้ แต่รู้สึกดีใจที่พี่เขาออกมาแล้ว

“ส่วนผมคิดว่าหลังจากคดีเสร็จสิ้นก็จะไปบวช สัก 15 หรือ 30 วัน จากนั้นก็คงจะกลับมาประกอบอาชีพเดิม แต่ปัญหาคือ ตอนนี้ ที่ที่เคยขายมีคนอื่นมาขายแทนแล้ว สิ่งที่เกิดขึ้น จะเรียกว่าสิ้นเนื้อประดาตัวก็ได้...ผมเองไม่เคยเห็นเพชรมาก่อนว่าหน้าตาเป็นอย่างไร แต่กลับถูกจับคดีขโมยเพชร ที่น่าแปลกคือ คนที่ไม่เคยเห็นหน้ากันมาก่อน กลับมากล่าวหาว่าผมเป็นขโมย”

เมื่อถามว่าจะฟ้องตำรวจหรือไม่.. นายพิสิษฐ์ ยังคงลังเล ต้องการหารือบุคคลที่เกี่ยวข้องก่อน

ขณะที่ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า สิ่งที่เกิดขึ้น กระทรวงยุติธรรม มีกองทุนที่จะจ่ายให้กับจำเลยที่ไม่ได้กระทำผิดแต่ต้องติดคุก วันละ 500 บาท ซึ่งนายพิสิษฐ์ ติดอยู่ 220 วัน เป็นเงิน 110,000 ซึ่งถือเป็นเงินไม่มาก เมื่อเทียบกับค่าใช้จ่ายที่ครอบครัวไปหยิบยืมมา

ทีมข่าวฯ ถามว่า ทางตำรวจเอง มีอะไรสามารถชดเชยความผิดพลาดตรงนี้ได้หรือไม่ พ.ต.อ.ดุษฎี กล่าวว่า ไม่มีกฎหมายมารองรับตรงนี้ สิ่งที่ทำได้อย่างเดียวคือต้องฟ้อง หากฟ้อง ตร.แพ้ ก็ต้องเอาเงินหลวง ภาษีประชาชนมาจ่ายให้อีก ซึ่งทางที่ดีที่สุด สิ่งที่ ก.ยุติธรรม กำลังทำ แม้จะดูว่าขัดแย้งกับ สตช. แต่ที่จริงแล้วไม่ใช่ เรื่องที่เกิดขึ้นเหมือนกรณีศึกษา ต้องเอาเรื่องเหล่านี้มาสอนพนักงานสอบสวนรุ่นใหม่ เพราะคนรุ่นใหม่จะเข้ามาดูแล และศรัทธาของประชาชน ตนไม่ได้ว่าตำรวจทั้งหมด ถ้าทั้งหมดเป็นสังคมอยู่ไม่ได้แล้ว พูดไปแล้วก็กระทบ ก.ยุติธรรม อีก เพราะศาลตัดสินให้จำคุกตลอดชีวิตแล้ว แต่ราชทัณฑ์ ก็ปล่อยออกไป

ฉะนั้น จึงต้องมาดูว่า...การจับผู้บริสุทธิ์เข้าคุกนั้น เป็นการทำลายสังคม 2 ต่อ คือ 1. ผู้บริสุทธิ์ติดคุก 2. คนร้ายตัวจริงยังลอยนวลอยู่ในสังคม เรื่องนี้หากได้คำพิพากษาแล้ว ตนสั่งให้ลูกน้องไปศึกษาคำพิพากษาทุกประเด็น เพื่อเป็นประโยชน์ในการช่วยเหลือแพะรายอื่นๆ ขณะที่พนักงานสอบสวนเองก็เอาไปศึกษา สอนคนรุ่นใหม่ๆ

ตอนนี้มีคนมาร้องเรียน กรณีแพะ มากน้อยแค่ไหน.. รองปลัดกระทรวงยุติธรรม กล่าวว่า “ถ้าให้เปรียบเทียบ ก.ยุติธรรม ก็เหมือนกับหมอ บางคนร้องเรียน สิ่งที่เราช่วยได้คือทำให้เขาสบายใจ เพราะบางคดีไม่มีพยานหลักฐาน เหตุเกิดขึ้นมาแล้วนานมาก หลักฐานที่จะใช้ต้องเป็นนิติวิทยาศาสตร์ เพราะสามารถนำไปสู่คนร้ายตัวจริงได้ ส่วนพยานที่เป็นบุคคล มันสามารถพูดกลับไปกลับมาได้

“รู้หรือไม่ว่า การที่เราช่วยเหลือมาก เรื่องร้องเรียนก็ยิ่งเข้ามามาก ที่เป็นเอกสาร หนังสือ เข้ามา แต่ละวันเป็น 10 เรื่อง เราต้องอ่านทุกฉบับ หากเขามีทนายอยู่แล้วก็ยิ่งดี ซึ่งตอนนี้อยู่ในมือ 200-300 คดี ซึ่งคนที่ทำงานจริงๆ มีไม่มาก แต่ก็มีหน่วยงานนิติวิทยาศาสตร์ หรือ นิติเวช ของตำรวจช่วยเหลือ”

อย่างไรก็ตาม ในช่วงท้าย พ.ต.อ.ดุษฎี ได้พูดกับ นายพิสิษฐ์ และ ภรรยาว่า ตอนนี้ไม่ต้องห่วงเรื่องการข่มขู่นะ ถ้ามีอะไรสามารถร้องให้ดูแลความปลอดภัยได้ ซึ่งนายพิสิษฐ์และภรรยา ก็ยิ้มรับ กล่าวขอบคุณ พ.ต.อ.ดุษฎี

ทีมข่าวเฉพาะกิจไทยรัฐออนไลน์ รายงาน