วันอาทิตย์ที่ 10 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จีนเกาหลีสั่งแบนเงินดิจิทัล

วันศุกร์ที่ผ่านมา คณะกรรมการควบคุมการเงินเกาหลีใต้ ได้ประกาศ ห้ามการระดมทุนด้วยการขายเงินดิจิทัล หรือ ICO (Initial Coin Offering) ทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นเงินดิจิทัลชื่ออะไร ใช้เทคโนโลยีแบบไหนก็ตาม หลังจากที่ทางการเกาหลีใต้พบว่า การขายเงินดิจิทัลให้ประชาชนผ่านเว็บไซต์ มีการหลอกลวงต้มตุ๋น และฉ้อฉลมากขึ้น และจะปราบปรามการแลกเปลี่ยนเงินดิจิทัลที่ผิดกฎหมายด้วย

การออกคำสั่งครั้งนี้ มีขึ้นหลังจากที่เกาหลีใต้ประชุมเจ้าหน้าที่ระดับสูงจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง พบว่ามีการเก็งกำไรจากเงินดิจิทัลเป็นจำนวนมาก

เกาหลีใต้ เป็นหนึ่งใน ตลาดซื้อขายเงินดิจิทัลบิทคอยน์ที่ใหญ่ที่สุด คาดกันว่า มีผู้ใช้เงินสกุลดิจิทัลในเกาหลีใต้มากถึง 1 ล้านคน เพิ่ง แซงตลาดจีนขึ้นมาเป็นอันดับ 3 ของโลกเมื่อสัปดาห์ก่อนหน้านี้เอง แล้วก็ถูกทางเกาหลีใต้สั่งแบนไปเรียบร้อย

ก่อนหน้านี้ ธนาคารกลางจีน ก็ สั่งแบนการไอซีโอซื้อขายเงินดิจิทัลในจีนไปเมื่อต้นเดือนกันยายน มีผลเมื่อวันที่ 30 กันยายนที่ผ่านมา ธนาคารกลางจีนเห็นว่า การซื้อขายเงินดิจิทัลเหล่านี้มีความเสี่ยง อาจนำไปสู่ภาวะฟองสบู่ นักลงทุนเสี่ยงต่อการถูกหลอกลวง อาจมีการนำเงินไปใช้ลงทุนในสิ่งที่ผิดกฎหมาย เป็นแหล่งเงินทุนของการทำผิดกฎหมาย เป็นต้น ส่งผลให้เว็บไซต์ซื้อขายเงินดิจิทัลใหญ่เล็กต้องพากันปิดตัวไปเป็นแถว

หลังจากที่ ธนาคารกลางจีน และ คณะกรรมการควบคุมการเงินเกาหลีใต้ ประกาศห้ามทำไอซีโอซื้อขายเงินดิจิทัล ทำให้ราคา “บิทคอยน์” เงินดิจิทัลสกุลแรก ซึ่งมีราคาขึ้นไปสูงสุดถึง 5,000 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อ 1 บิทคอยน์ เมื่อต้นเดือนกันยายน ร่วงลงมากว่า 30 เปอร์เซ็นต์ แต่วันที่ 30 กันยายน ผมเข้าไปดูราคาบิทคอยน์ การซื้อขายกลับไต่ขึ้นไปอยู่ที่ 4,283 เหรียญต่อ 1 บิทคอยน์ หรือกว่า 141,000 บาท ต่อ 1 บิทคอยน์

ในเมืองไทยก็มีเว็บไซต์ซื้อขายดิจิทัลกันมากมาย โดย ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. ยังไม่ได้เข้าไปควบคุมดูแล จึงซื้อขายกันอย่างเปิดเผยและเสรี มีการระดมทุนขายเงินดิจิทัลให้ประชาชนทั่วไปเป็นครั้งแรก หรือ ICO กันหลายบริษัท เดือนกันยายนที่ผ่านมา ก็มีการระดมทุนผ่านไอซีโอไปหนึ่งบริษัท ได้เงินจากการขายเงินดิจิทัลไป 25 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 825 ล้านบาท กำลังจะมีการระดมทุนอีก 3-4 บริษัท วงเงินประมาณ 100 ล้านดอลลาร์ ราว 3,300 ล้านบาท

สัปดาห์ที่แล้ว คุณกรณ์ จาติกวณิช ประธาน สมาคมฟินเทคประเทศไทย ออกมาให้ความเห็นว่า มีแนวคิดที่จะเสนอให้ ก.ล.ต. กำหนดแนวทางการระดมทุนด้วยการขาย Digital Token หรือ เงินดิจิทัล ต่อประชาชน เพื่อกำหนดมาตรฐานที่เหมาะสมในการระดมทุนผ่านช่องทางดังกล่าว เพื่อป้องกันความเสียหายจากการระดมทุน เพราะมีความเสี่ยงสูง

ตอนที่ “บิทคอยน์” เงินดิจิทัลสกุลแรกออกมาใหม่ๆ ก็เป็นเรื่องน่าตื่นเต้น ยิ่งเห็นราคาบิทคอยน์เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ก็ยิ่งน่าตื่นเต้น บิทคอยน์ถูกผู้สร้างกำหนดให้มีเพียง 21 ล้านบิทคอยน์ ตอนนี้มีซื้อขายในตลาดกว่า 16 ล้านบิทคอยน์ ราคาวันที่ 30 กันยายน คือ 4,283 ดอลลาร์ต่อ 1 บิทคอยน์ มีมูลค่าตลาดทั้งหมดอยู่ที่ 71,000 กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ราว 2.34 ล้านล้านบาท เลยทำให้มีผู้สร้างเงินดิจิทัลสกุลใหม่ๆออกมากมายจนกลายเป็นธุรกิจ สร้างเสร็จก็ทำ ICO ขายประชาชนทั่วไป ร่ำรวยไปตามๆกัน จนเกิดการฉ้อฉลหลอกลวง ขายเสร็จราคาตกก็ปิดเว็บไซต์เผ่นไปเสวยสุข

วันนี้ผมคิดว่า เงินดิจิทัลมั่วมาก สร้างขายกันอย่างเสรี ไม่มีตัวตน ไม่มีกฎหมายรองรับ ไม่มีกฎหมายควบคุม ไม่ต้องผ่านธนาคารกลางหรือแบงก์ชาติ ไม่ต้องมีเงินทุนรองรับ จึงหลอกลวงและโกงกันได้ง่ายมาก

ผมเห็นด้วยกับ คุณกรณ์ ว่า ถึงเวลาแล้วที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย และ ก.ล.ต. จะต้องมี มาตรการออกมารองรับและควบคุมเงินดิจิทัล เพราะเงินดิจิทัลไม่ได้มีแค่ บิทคอยน์ แต่มีชื่อแปลกๆเต็มไปหมดไม่รู้กี่สิบกี่ร้อยสกุล แม้แต่คนขายแฮมเบอร์เกอร์ยังมีเงินดิจิทัลสกุลของตัวเองขาย ลงทุนไปแล้ว เขาปิดเว็บไซต์เมื่อไหร่ ก็ตัวใครตัวมัน.

“ลม เปลี่ยนทิศ”