วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

สิ่งที่จะตามมาจากคดีรับจำนำข้าว


ในที่สุด ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ได้มีคำพิพากษา คดีโครงการรับจำนำข้าว ให้อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องโทษจำคุกโดยไม่รอลงอาญาเป็นเวลา 5 ปี ซึ่งหมายความว่าจำเลยต้องรับโทษทันที โดยไม่มีการประกันตัว โดยเฉพาะ วิธีพิจารณาความอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองแก้ไขใหม่ ยังไม่ประกาศบังคับใช้ เพราะฉะนั้นความชัดเจนของการวินิจฉัยในกระบวนการยุติธรรมจึงขึ้นอยู่กับ ดุลพินิจขององค์คณะผู้พิพากษา ว่าจะมีความเห็นเช่นไร ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการอ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยหรือการอุทธรณ์คดี

ส่วนเรื่อง อายุความของคดี ที่ประธาน กรธ.นักกฎหมายมืออาชีพ มีชัย ฤชุพันธุ์ ระบุว่า อดีตนายกฯ ยิ่งลักษณ์ จะต้องเป็นนักโทษหลบหนีคดีไปตลอดชีวิต เพราะวิธีพิจารณาความอาญา ของนักการเมืองฉบับใหม่ ไม่มีการกำหนดการขาดอายุความของคดี ซึ่งหมายความว่าคดีจะไม่ขาดอายุความ จะฟันธงตามความเห็นของ ประธานมีชัย ได้หรือไม่นั้นก็ต้องดู เจตนารมณ์ของหลัก กฎหมายทั่วไป ที่บัญญัติเอาไว้ว่า กฎหมายจะใช้ย้อนหลังได้ต่อเมื่อเป็นคุณกับจำเลย ถ้าไม่เป็นคุณกับจำเลยเช่นกรณีดังกล่าวแล้ว หากกฎหมายไปบังคับใช้เอาข้างๆคูๆ ก็จะเป็นการทำลายเจตนารมณ์ของหลักกฎหมายที่เป็นธรรมไปฉิบ

มีการนำคดีโครงการรับจำนำข้าวมาเทียบกับคดีอื่นๆที่มีเหตุผลเชิงประจักษ์ แม้แต่การใช้สามัญสำนึกของปุถุชนคนธรรมดาก็พอจะแยกได้ว่าอะไรผิดอะไรถูก เช่น มีความสูญเสียต่อชีวิตและทรัพย์สินมากมาย พยานหลักฐานชี้ให้เห็นว่าส่อไปในทางทุจริตอย่างโจ๋งครึ่ม หรือแม้แต่คดี โครงการรับจำนำข้าวเองที่เดิมที ป.ป.ช.ส่งสำนวนเป็นเรื่องของความผิดพลาดในการปฏิบัติ แต่ต่อมากลับมีการพ่วงกับโครงการระบายข้าวแบบจีทูจีเข้าไปด้วย อ้างว่าอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์รับรู้ทั้งจากการอภิปรายในสภาและการทำเรื่องชี้แจงจาก รมต.ที่รับผิดชอบในขณะนั้นแต่ไม่ยับยั้ง

จึงมีการตั้งคำถามไปถึง ครม.ชุดนั้น คณะกรรมการนโยบายข้าวชุดนั้น และบุคลากรที่เกี่ยวข้องทั้งภาครัฐและเอกชน ที่เกี่ยวข้องขณะนั้น รวมทั้ง ชาวบ้านที่เอาข้าวไปจำนำ โรงสีที่ร่วมโครงการ ก็น่าจะมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วยกันทั้งหมด ข้อข้องใจจึงมาอยู่ที่ว่า ทำไมปูโดนอยู่คนเดียว

และคดีนี้ จะถือเป็นบรรทัดฐานต่อไปในการปฏิบัติหน้าที่ของฝ่ายบริหารและข้าราชการ เพราะยังไม่ทันไรมีที่ปรึกษาคนในรัฐบาลเองออกมาทักท้วงเรื่อง รถไฟความเร็วสูง ที่รัฐบาลตกลงให้จีนมาดำเนินการ จะเข้าข่ายเดียวกับ โครงการรับจำนำข้าว และ การออกมาทักท้วงโครงการใดโครงการหนึ่งของรัฐ จะใช้เป็นข้ออ้างทางกฎหมายเอาผิดกับฝ่ายบริหารได้

เรื่องของตระกูลชินวัตร จะเจอกับวิบากกรรมเช่นไร เป็นเรื่องของอนาคต แต่ปัจจุบันก็ต้องลุ้นกันต่อไปว่ารัฐและกระบวนยุติธรรมจะดำเนินอย่างไรต่อไป ฝ่ายอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์จะตัดสินใจอย่างไรต่อไป การกดดันให้รัฐถอนพาสปอร์ตยิ่งลักษณ์หรือติดตามตัวยิ่งลักษณ์ก็ควรจะอยู่ในกรอบของกฎหมายที่จะกระทำได้ ไม่ใช่ตอบสนองความต้องการของกระแสอย่างเดียว ไม่เช่นนั้นก็จะเป็นการซ้ำเติม ฉกฉวยโอกาสผลักให้เป็นเหยื่อทางการเมือง

โบราณว่าคนล้มไม่ควรไปข้ามนะจ๊ะ.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th