วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

วิถีไทยไฟตูมกา ลาพรรษาที่ยโสธร

เรามีมรดกอันล้ำค่าอันได้แก่ ...วัฒนธรรมประเพณีที่แต่ละท้องถิ่นต่างมีและสืบสานกันมานานแต่โบราณกาล จนถึงยุคสังคมดิจิทัลปัจจุบันก็ยังมีให้เห็นอยู่บ้าง กลับค่อยๆเลือนหายไปบ้างตามกระแสสังคมที่เปลี่ยนแปลง

เหนืออื่นใดสิ่งที่ว่านี้ คือสมบัติที่คนไทยทุกคนเป็นเจ้าของ จึงควรช่วยกันสืบสานมิให้สูญหาย ดีกว่าปล่อยให้เป็นหน้าที่กระทรวงวัฒนธรรม ที่วันๆเหนื่อยพออยู่แล้วกับการเที่ยวเปิดงานนั่นงานนี่ ขณะการฟูมฟักกลับเดินหน้าเฉื่อยยิ่งกว่า ต.เต่า หลังตุงเสียอีก

ฉายภาพองค์กรรัฐด้านส่งเสริมท่องเที่ยวที่มีมาแต่ปี 2502 มีนโยบายหลักกำกับอยู่ 7 ข้อ หนึ่งในนั้นระบุชัดเจนว่า จะฟื้นฟูและอนุรักษ์วัฒนธรรมไทยให้เป็นสินค้าท่องเที่ยวอย่างยั่งยืน แล้วก็ทำได้สำเร็จ เช่น เทศกาลปีใหม่ไทยในวันสงกรานต์ หรือปี๋ใหม่เมืองเจียงใหม่ แห่เทียนพรรษาอุบลฯ ชักพระออกพรรษาสุราษฎร์ฯ เผาเทียนฯสุโขทัย จนโด่งดังแบบกำมะหยี่บุลำโพงแตก

กระทั่งปี 2560 การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ลงทุนเปิดฉากชวนท่องเที่ยวแบบ “เที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง” ซึ่งถึงจะใช้คำฝรั่งทับคำไทย “สไตล์” (Style) พ่วงช่วงท้ายประโยคอยู่ ก็ไม่ถึงกับน่าขยะแขยงเท่าไรนัก

นิยามการชวนเที่ยววิถีไทยก็คงใช่เลย...ที่มุ่งพุ่งเป้าไปสู่วิถีชุมชน ปนวัฒนธรรมประเพณีให้เป็นสินค้าตัวหลัก เพื่อนำเสนอขายอย่างที่เห็น ปีต่อมาหรือปีน้องหมาต่อจากน้องไก่ รัฐบาลได้ออกประกาศให้ปี 2561 เป็น “ปีท่องเที่ยวไทยวิถีไทย เก๋ไก๋อย่างยั่งยืน” ซึ่งล้อมาจากปีนี้

ขณะที่ตลาดต่างประเทศกลับใช้แคมเปญแตกต่างกันคือ Amazing Thailand Year 2018 โดยยังไม่แจ่มแจ้งเลยว่าจะใช้สินค้าตัวใหม่หรือตัวเก่าเอามาเลหลังขายกันแน่?

อย่างไรก็ตาม เมื่อไทยเที่ยวไทยยังคงยืนยันซ้ำจะขายเที่ยววิถีไทย เก๋ไก๋สไตล์ลึกซึ้ง กับ ผนวกเก๋ไก๋อย่างยั่งยืน ก็ต้องมองกันต่อไปอีกว่า จะใช้นวัตกรรมใหม่ตัวไหนมาใช้ดำเนินงานด้านตลาด

หรือจะคัดสรรเอาวิถีชุมชนปนวัฒนธรรมโบราณตัวไหน? และจากชุมชนใด? มาเป็นสินค้าตัวใหม่เสนอขายก่อนสิ้นปีนี้ไปจนถึงตลอดปีหน้า

ปุจฉาข้อนี้มาพบวิสัชนาได้บ้าง ก็ตรงลงตัวที่บ้านทุ่งแต้ อำเภอเมือง จังหวัดยโสธร หมู่บ้านที่มีตำนานเล่าขานกันมานานว่า เคยสืบสานงานวัฒนธรรมประเพณีโบราณคือ “งานจุดไฟตูมกา ออกพรรษายโสธร” ที่ไม่อาจนับช่วงอายุคนได้ว่าผ่านมากี่เจเนอเรชั่นแล้ว?

ตำนานที่สรุปความเป็นมาของงานดังกล่าว ได้ขมวดเนื้อถ้อยกระทงความลงตรงส่วนที่เป็นคติศรัทธาของชาวท้องถิ่นชนบทแห่งบ้านทุ่งแต้ ที่ให้ความสำคัญกับวันเวลาเมื่อใกล้ถึงช่วงลาพรรษาประจำปี

แต่ละครัวเรือนจะพากันออกหาผลตูมกา ซึ่งเป็นผลไม้ป่ามาเตรียมใช้เป็นวัตถุดิบประดิษฐ์สังฆปัจจัยไทยทาน ถวายเป็นพุทธบูชาแด่หมู่สงฆ์

ผล “ตูมกา” ที่ว่านี้มีลักษณะเป็นผลกลมเกลี้ยง คล้ายส้มและมะตูม เติบโตตามธรรมชาติอยู่ในป่า ครั้นพอผลสุกงอมก็จะปลิดขั้วทิ้งผล พร้อมก้านเรียวยาวตกลงมายังพื้นเสียงดัง “ตูม” โดยผลจะแตกแยกเป็น 2 เสี่ยง ส่งกลิ่นเนื้อในหอมหวนชวนให้หมู่กามารุมกิน จึงเป็นที่มาของชื่อ “ตูมกา” ไปในที่สุด

ธนภร พูลเพิ่ม ผอ.ททท.สำนักงานอุบลราชธานี เล่าว่า ตูมกาเป็นพืชผลสมุนไพรที่รักษาโรคได้สารพัดชนิด เช่น เมล็ดที่หมอยาพื้นบ้านเรียก “โกฐกะกลิ้ง” กินแล้วจะช่วยแก้กระษัย บำรุงหัวใจ ขับพยาธิ เสริมพลังบุรุษเพศ ส่วนแก่นตรงลำต้นต้มกินกับน้ำช่วยแก้ปวดเมื่อยและเบาหวาน ยิ่งกว่านั้นยังช่วยสมานแผลถูกงูกัด

รากให้ต้มกินกับต้นกำแพงเจ็ดชั้นและรากชะมวง ชะงัดนักในเรื่องช่วยระบาย เปลือกที่ลำต้นสามารถใช้แก้พิษสัตว์กัดต่อย ผู้ที่ถูกงูกัดยังสามารถใช้โปะบรรเทาปวดเบื้องต้นได้ ก่อนจะส่งมือหมอแผนปัจจุบันทำการรักษาต่อไป

“เมื่อใกล้ลาพรรษา ชาวทุ่งแต้จะใช้ผลตูมกาที่กลมสมบูรณ์ มาขูดลอกสีผิวบริเวณเปลือกนอกให้ดูขาวใส จากนั้นจะคว้านเอาเนื้อในทั้งหมดออก แล้วแกะสลักลายให้ดูสวยงาม จนใกล้ค่ำวันออกพรรษาก็จะจุดเทียนคู่ไว้กับผลตูมกาให้เห็นแสงสว่างเรืองๆ ผ่านผิวเปลือก...ลอดลายสลักออกมา

เมื่อพร้อมจะรวมตัวกันแห่ไฟตูมกาเป็นขบวน เพื่อนำไปแขวนประดับไว้ยังวัดประจำหมู่บ้านให้ดูสวยงาม กับไฟตูมกาที่เหลืออีกส่วนก็จะนำขึ้นประดับบ้านเรือนให้ดูสว่างไสวไปทั่วทั้งหมู่บ้าน” ธนภร ว่า

จึงมีเหตุอันชวนให้น่าชื่นชมได้ว่า ความงามวิจิตรที่เกิดจากความเชื่อ แรงศรัทธา กับภูมิปัญญาชาวบ้านนั้น ถือเป็นการสร้างสรรค์งานศิลปะระดับพื้นบ้านขึ้นมาได้อย่างน่าอัศจรรย์ เหมาะที่จะนำมาใช้เป็นสินค้าท่องเที่ยวระดับแนวหน้าเตรียมรับ Amazing Thailand Year 2018

ประเพณีจุดไฟตูมกาที่เคยมีมาแต่อดีตได้ถูกเล่าขานไว้ด้วยว่า ตราบเมื่อแสงสว่างจากกระแสไฟฟ้าเข้ามามีบทบาทแทนที่แสงตะเกียง และเทียนไขในยามประเพณีดังกล่าว จึงดูเหมือนจะถึงวาระสุดท้ายของพิธีจุดไฟตูมกาพุทธบูชาจากบ้านทุ่งแต้ไปอย่างน่าเสียดาย

จนอีกนานวันต่อมา...ถึงแสงจากพลังงานไฟฟ้าจะมีอำนาจเหนือแสงสว่างอื่นใด ทว่า...ประเพณีจุดไฟตูมกาก็กลับถูกรื้อฟื้นให้คืนขึ้นมาย้อนตำนานใหม่ให้กับท้องถิ่นบ้านทุ่งแต้อีกครั้งหนึ่ง แต่ก็เป็นเพียงประเพณีชนบทกลางชุมชนเล็กๆแห่งหนึ่งเท่านั้น วันเวลาเดินทางกระทั่งมาถึงปีนี้...บุญธรรม เลิศสุขีเกษม ขณะดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดยโสธร เกิดมองเห็นศักยภาพของงานนี้ ที่ดูประดุจเพชรเม็ดงามอีกผลึกหนึ่ง ซึ่งไม่ต่างประเพณีบุญบั้งไฟที่ได้รับการส่งเสริมให้ผงาดขึ้นเป็นงานระดับนานาชาติเมื่อกว่า 40 ปีที่ผ่านมา จึงได้จุดประกายขยายงานร่วมกับ ททท.สำนักงานอุบลราชธานี ด้วยการจัดงาน “จุดไฟตูมกา ออกพรรษายโสธร” ขึ้นเป็นปีแรก

ตั้งแต่วันที่ 28 กันยายน ถึง 5 ตุลาคม 2560 บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอเมือง

“นับเป็นมิติหนึ่งของการพัฒนางานระดับชุมชนให้เติบโตขึ้นเป็นงานระดับจังหวัด ก่อนจะขยับขึ้นเป็นงานระดับชาติและระดับนานาชาติต่อไปในอนาคต เพื่อเชิดชูคุณค่าวัฒนธรรมอันดีงามของท้องถิ่น อีกทั้งยังจะเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยว ก่อให้เกิดการกระจายรายได้เข้าสู่ท้องถิ่น จากการใช้มรดกวัฒนธรรมท้องถิ่นที่มีเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว เป็นทรัพยากรด้านการท่องเที่ยว”

ในวันออกพรรษา 5 ตุลาคม จะเป็นพิธีแห่ต้นไฟตูมกา จากตัวเมืองไปสู่ถิ่นกำเนิดไฟตูมกา คือ “วัดบูรพา” ชุมชนบ้านทุ่งแต้ ซึ่งอยู่ห่างราว 8 กิโลเมตร โดยคืนนั้น...บรรยากาศทุกสรรพสิ่งบริเวณนั้นจะประกอบด้วยสีสันจากแสงเทียนที่เรืองรองส่องผ่านเปลือกผิวผลตูมกา

สว่างพราวผ่านลายสลักจากเปลวเทียนแต่ละแท่ง ที่หากนำมานับรวมกันน่าจะเป็นหมื่นเป็นแสนแท่ง จากแรงเทียนแรงธรรมของเหล่าประชาผู้มีใจรักฝักใฝ่ในวัฒนธรรมชาติ

ที่สามารถกล่าวอย่างเต็มปากได้ว่าประเพณีนี้...มีให้เห็นเพียงหนึ่งเดียวในโลกที่นี่เท่านั้น

ปีนี้ “ปีไก่” ปีแห่งการ “เลิกเหล้า” เข้าพรรษา....เมื่อคราสุราขึ้นภาษี จึงสมควรชวนกันหันมาลาพรรษา ด้วยการหนุนนำวัฒนธรรมไทยกันดีกว่า.