วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศก.ดีแต่ไม่ถึงมือชาวบ้าน


รัฐบาลหลงใหลได้ปลื้มไปตามๆ กัน ทั้งนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจ ต่างแสดงความดีใจที่สภา เศรษฐกิจโลกยกอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยขึ้น 2 อันดับ จากอันดับที่ 34 เป็น 32 ของโลก จากทั้งหมด 137 ประเทศ ตามด้วยข่าวการขยายตัวเพิ่มของจีดีพี และการส่งออกที่ขยายตัวสูงสุด ในรอบ 55 เดือน

มีการโหมโฆษณาตีปี๊บร้องป่าวให้ประชาชนรู้ว่า “เศรษฐกิจฟื้นแล้ว เศรษฐกิจฟื้นแล้ว” ติดต่อกันมาหลายเดือน แต่ชาวบ้านทั่วไปกลับมองว่าเศรษฐกิจยังย่ำแย่ แม้แต่ปลัดกระทรวงการคลังก็มอบหมายให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไปดูข้อมูลเชิงลึก ภาพรวมเศรษฐกิจขยายตัวดี แต่ไม่ทั่วถึง ประชาชนรู้สึกว่าความเป็นอยู่ไม่ดีขึ้น เป็นเพราะเหตุใด มีปัญหาอยู่ที่ไหน

ปลัดกระทรวงการคลังยกตัวอย่างการส่งออกที่ดีขึ้น แต่มีเพียงบริษัทผู้ส่งออกรายใหญ่ราว 10 บริษัทที่ได้รับประโยชน์ ส่วนธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี ผู้จ้างงานมากที่สุด ไม่ได้รับอานิสงส์ การค้าปลีกก็ดีขึ้นเฉพาะในเมืองใหญ่ๆ แรงงานส่วนใหญ่อยู่ในภาคเกษตรกรรม และมีรายได้น้อย ส่วนแรงงานส่วนน้อยที่มีรายได้สูง กระจุกตัวอยู่ในบางอุตสาหกรรม

แม้แต่รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจก็ยอมรับว่าแม้เศรษฐกิจจะดีขึ้น แต่ยังมีข้อกังวลเรื่องความเหลื่อมล้ำ เพราะมีแรงงานในภาคเกษตรราว 30 ล้านคน แต่มีส่วนในจีดีพีเพียง 10% จึงเป็นการยากที่จะทำให้คนกลุ่มนี้สุขสบายขึ้น จึงวิงวอนภาคเอกชนที่มั่งคั่งให้ช่วยกันแบ่งปัน กระจายความมั่งคั่งให้คนที่ด้อยโอกาสคล้ายกับว่าให้แบ่งปันด้วยจิตอาสาความสมัครใจ

เศรษฐกิจในภาพรวมอาจจะดีขึ้นจริง โดยเฉพาะการส่งออกที่เริ่มขยายตัวประมาณปีละ 5.6% จากที่ติดลบติดต่อกันหลายปี แต่มีกลุ่มผู้ได้รับประโยชน์เพียงหยิบมือเดียว รัฐบาลควรลงไปถามชาวบ้านธรรมดาๆ โดยเฉพาะประชาชนในระดับฐาน ราก ถามกลุ่มเอสเอ็มอี จะได้คำตอบตรงกันว่าเศรษฐกิจยังย่ำแย่ และต้องยอมรับว่านับเป็นครั้งแรกที่เมืองไทยมีปัญหาบัณฑิตเตะฝุ่น

ถ้าเศรษฐกิจโดยรวมของประเทศดีขึ้นจริง ตามคำป่าวร้องของรัฐบาล ต้องถือว่าเป็นข่าวดี แต่แค่นี้ยังไม่พอ รัฐบาลจะต้องคิดให้ได้ว่าทำอย่างไร เศรษฐกิจที่ดีของประเทศจึงจะถูกแปลงเป็นเศรษฐกิจที่ดีของชาวบ้านด้วย แม้แต่เศรษฐกิจประเทศ ที่คาดว่าจีดีพีปีนี้จะโต 3.8% ก็ยังต่ำกว่ากลุ่มอาเซียนทุกประเทศที่ส่วนใหญ่จะโตกว่า 5 หรือ 6% ติดต่อกัน

เศรษฐกิจของประเทศไทย ที่ เติบโตในลักษณะที่ทำให้ “รวยกระจุกจนกระจาย” มานานหลายทศวรรษ ไม่ว่าจะผ่านแผนพัฒนาเศรษฐกิจฯมามากมายหลายฉบับ เป็นการซ้ำเติมปัญหาความเหลื่อมล้ำ เป็นอันดับ 3 ของโลก ไม่อาจแก้ไขได้ด้วยการวิงวอนกลุ่มผู้มั่งคั่งให้เสียสละแบ่งปันความมั่งคั่งให้กลุ่มผู้ด้อยโอกาส แต่จะต้องมีมาตรการแก้ปัญหาที่เป็นรูปธรรม.