วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

บิ๊กตู่ไม่ให้ความสำคัญ กรณีปูขอลี้ภัย บอกเรื่องส่วนตัว

บินไปสหรัฐแล้ว พบ ‘ทรัมป์’ 2 ต.ค.

“บิ๊กตู่” รู้อยู่แล้ว “ยิ่งลักษณ์” ต้องเผ่นไปอังกฤษ ไม่สนใจจะลี้ภัยหรือไม่ เป็นเรื่องส่วนตัวมีหน้าที่จับกุมตัวมาดำเนินคดีตาม ก.ม.เท่านั้น กต.รับไม้ ตร.ชงถอนพาสปอร์ต “ปู” ปชป.เชื่อคดียิ่งลักษณ์ไม่ใช่การเมือง ขอลี้ภัยไม่ได้ ข้องใจรู้จะไปอังกฤษแต่ไม่บล็อกส่อผิด ม.157 “เรืองไกร” เตรียมยื่น ป.ป.ช.ร้องแง่ ก.ม.ตุลาการตัดสินคดียิ่งลักษณ์ พท.จี้ซ้ำ “บิ๊กตู่” ประกาศโรดแม็ปให้ชัดก่อนเยือนสหรัฐฯ ปูดจ่อเจรจาซื้ออาวุธลอตใหม่ ดักคออย่าเอาประเทศไปพันธนาการ “วิษณุ” เผย นายกฯเคาะเอง “ชัชชาติ” นั่งกรรมการยุทธศาสตร์ “พีระศักดิ์” ขอเอาตำแหน่งเดิมพัน ยันไม่มี ก.ม.รีดภาษีน้ำจากเกษตรกร

กรณีการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ผู้ต้องโทษจากคดีปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าว ยังเป็นประเด็นที่รัฐบาลจำเป็นต้องติดตาม ตรวจสอบแหล่งที่อยู่พร้อมดำเนินการตามกฎหมาย ซึ่งสำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่าตอนนี้ น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ประเทศอังกฤษนั้น

“บิ๊กตู่” รู้อยู่แล้ว “ปู” ต้องไปอังกฤษ

เมื่อวันที่ 30 ก.ย. พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ได้กล่าวถึงกระแสข่าว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เดินทางไปประเทศอังกฤษ และอยู่ระหว่างติดต่อขอลี้ภัยทางการเมืองว่า กระทรวงการต่างประเทศทราบข้อมูลอย่างไม่เป็นทางการอยู่ก่อนแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะเดินทางไปยังอังกฤษ ส่วนการจะขอลี้ภัยทางการเมืองหรือไม่นั้น ถือเป็นเรื่องส่วนตัวของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่ต้องดูด้วยว่าเข้าข่ายหลักเกณฑ์การขอลี้ภัยอย่างไร นายกฯไม่ได้สนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องการขอลี้ภัย เนื่องจากมีหน้าที่รับผิดชอบต่อบ้านเมืองในการรักษากฎหมายและติดตามจับกุมตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดีตามบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น โดยกระบวนการดังกล่าวมีความเกี่ยวข้องกับทั้งกฎหมายของไทยและกฎหมายระหว่างประเทศ ซึ่งมีหน่วยงานที่รับผิดชอบดำเนินการตามอำนาจหน้าที่อยู่แล้ว

กต.รับไม้ต่อชงถอนพาสปอร์ต

น.ส.บุษฎี สันติพิทักษ์ อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติระบุว่าได้ส่งหนังสือมายังกระทรวงการต่างประเทศเพื่อให้เพิกถอนหนังสือ เดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯว่า กระทรวงการต่างประเทศได้รับหนังสือดังกล่าวแล้ว อยู่ระหว่างดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง ตามระเบียบกระทรวงการต่างประเทศว่าด้วยการออกหนังสือ เดินทาง พ.ศ.2548 ต่อไป

ปชป.ชี้ไม่เข้าข่ายลี้ภัยการเมือง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า จากคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีจำนำข้าว สะท้อนให้เห็นว่ากระบวนการตรวจสอบในระบอบประชาธิปไตยยังมีประสิทธิภาพ แม้ไม่มีการรัฐประหารคดีนี้ก็จะถูกดำเนินคดีตามกระบวนการปกติ การยึดอำนาจไม่ได้มีส่วนเกี่ยวข้องกับอำนาจตุลาการ เพราะศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเป็นศาลที่เกิดขึ้นตั้งแต่ พ.ศ.2540 ไม่ใช่ศาลที่ทหารตั้งมาเพื่อจัดการเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ ฉะนั้นคดีนี้จึงไม่ใช่คดีการเมือง แต่เป็นคดีอาญาปกติที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ที่ก่อให้เกิดความเสียหายจากนโยบายของรัฐบาล ดังนั้นจึงเห็นว่าไม่เข้าลักษณะที่จะขอลี้ภัยทางการเมือง นายกฯต้องให้ฝ่ายกฎหมายของรัฐบาลออกมาชี้แจงร่วมกับกระทรวงการต่างประเทศให้ประชาชนเข้าใจ ดีกว่าปล่อยให้สังคมแคลงใจ ถ้าไม่อธิบาย คสช. รัฐบาล ก็จะกลายเป็นจำเลย และท้ายที่สุดสังคมโลกก็จะมองประเทศไทยผิดไปจากข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น

รู้หนีไปอังกฤษแต่ไม่สกัดผิด ม.157

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า กรณี พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกฯ ยอมรับว่ากระทรวงการต่างประเทศรู้ข้อมูลอยู่ก่อนแล้วว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ จะเดินทางไปอังกฤษนั้น หน้าที่ของนายกรัฐมนตรีและรัฐบาลคือการบังคับใช้กฎหมาย การละเว้นทั้งที่รู้เห็นก็ถือว่าผิดกฎหมายตามมาตรา 157 ยิ่งถ้านายกฯรับรู้การเดินทางของผู้ต้องหายิ่งต้องสกัดกั้น หรือประสานงานทางการทูตระหว่างประเทศ เพื่ออธิบายให้ประเทศต่างๆ รวมทั้งนครรัฐดูไบของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ และประเทศอังกฤษให้รับทราบว่าผู้ต้องหาที่กำลังอ้างขอลี้ภัยการเมืองนั้น เป็นผู้ต้องหาที่กระทำความผิดในคดีอาญาแผ่นดินโดยศาลพิพากษาตัดสินโทษ เป็นคดีความที่เป็นสากล โดยเฉพาะเกี่ยวข้องกับการปล่อยปละ ละเลยให้เกิดการทุจริตคอร์รัปชันในประเทศไทย ถือว่าเข้าหลักกฎหมายสากลในการต่อต้านการทุจริต คดีนี้ไม่ใช่เรื่องการเมือง ดังนั้นรัฐบาลไทยจะส่งสัญญาณผิดพลาดไม่ได้ เนื่องจากจะเป็นบรรทัดฐานต่อไปในอนาคต

“อุ๊งอิ๊ง”โพสต์หลานแฝดให้กำลังใจ

เมื่อเวลา 19.50 น. น.ส.แพทองธาร ชินวัตร บุตรสาวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี โพสต์คลิปลงในเฟซบุ๊ก เป็นคลิปที่นายทักษิณกอดหอมอำลาหลานๆ และฝาแฝดเอมิ-นานิ ได้บอกกับนายทักษิณว่า “คุณตาสู้ๆค่ะ แข็งแรงดี อย่าให้คนร้ายมาจับนะคะ” พร้อมทั้งโพสต์ข้อความว่า “ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครองตาตา (นายทักษิณ) ทุกที่ที่ไปนะคะ เติมพลังใจซึ่งกันและกันเสร็จแล้วต่างคนก็ต่างไปทำหน้าที่ของตัวเอง ไม่เคยชินสักทีกับการแยกย้ายกัน มันมีความเหงา ความห่วง ความคิดถึง ความเสียใจอัดแน่นอยู่ในใจเสมอ ไม่มาอยู่ตรงนี้ คงไม่เข้าใจ ได้แต่คิดว่าโชคดีแค่ไหนที่ยังได้ยินเสียงทุกครั้งที่อยากได้ยิน อยากกอดก็ยังบินมากอดได้ อยากขอบคุณจากใจ สำหรับคนที่ให้กำลังใจเห็นใจและรักครอบครัวเรามาเสมอ ขอบคุณคนที่หยุดคิดถึงหลักเหตุผล ทำใจเป็นกลาง และเข้าใจอะไรมากขึ้น ขอบคุณคนที่หลับหูหลับตาเกลียด พวกคุณทำให้เราเข้มแข็ง และรู้สึกโชคดีที่ได้รู้ว่าคนที่รักเรานั้น มีค่ามากจริงๆ”

“เรืองไกร” จ่อร้อง ป.ป.ช.สอบตุลาการ

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา กล่าวว่า การที่นายธานิศ เกศวพิทักษ์ ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์คณะผู้พิพากษาของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ในคดีจำนำข้าวที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ตกเป็นจำเลย เป็นคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจ ทำให้สะดุดใจว่าการแต่งตั้งถูกต้องหรือไม่ เพราะกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองฉบับเดิมและฉบับใหม่ ห้ามมิให้ผู้พิพากษาในองค์คณะไปทำงานที่อื่นนอกศาลฎีกาบังคับไว้ การที่คณะรัฐมนตรีมีมติให้นายก รัฐมนตรีแต่งตั้งนายธานิศเป็นกรรมการปฏิรูปตำรวจ รวมทั้งยังพบมีการแต่งตั้งนายธานิศ และนายชีพ จุลมนต์ ประธานศาลฎีกา ซึ่งเป็นเจ้าของสำนวนคดีจำนำข้าวเป็นกรรมการกฤษฎีกา หลังจากได้รับแต่งตั้งเป็นองค์คณะในคดีข้างต้น เป็นการกระทำโดยชอบหรือไม่ เพราะทั้งกรรมการกฤษฎีกา และกรรมการปฏิรูปตำรวจเป็นหน่วยงานอื่นที่อยู่นอกศาลฎีกาอย่างชัดเจน ดังนั้น ตนจะนำข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายไปยื่นหนังสือให้คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) วันที่ 2 ต.ค. เวลา 10.00 น. เพื่อตรวจสอบการกระทำของนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีว่าเป็นการฝ่าฝืนข้อห้ามตามกฎหมายวิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรง ตำแหน่งทางการเมือง พ.ศ. 2542 มาตรา 13 หรือไม่ และจะเข้าข่ายมีความผิดตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และกฎหมายป.ป.ช. มาตรา 123/1 หรือไม่

ขอ “บิ๊กตู่” ประกาศโรดแม็ปให้ชัด

นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ อดีต ส.ส.กทม. พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เดินทางไปเยือนสหรัฐอเมริกาตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่า ถือเป็นเรื่องโชคดีที่รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ได้รับเชิญให้ไปเยือนสหรัฐฯ ซึ่งเป็นประเทศต้นแบบประชาธิปไตยของโลก เพราะปกติเขาไม่ค่อยเชิญรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง โอกาสนี้น่าจะได้เห็นวิถีการปกครองและรูปแบบการ บริหารจัดการของเขา ที่สำคัญ พล.อ.ประยุทธ์จะได้ใช้โอกาสนี้อธิบายและแสดงความชัดเจนเกี่ยวกับโรดแม็ปการเลือกตั้งและการเดินหน้าประเทศตามทิศทางที่ควรจะเป็นต่อนายโดนัลด์ ทรัมป์ เพื่อเรียกความเชื่อมั่นให้กับประเทศว่าเราจะมีรัฐบาลจากการเลือกตั้งเมื่อใด และถ้าจะบอกความชัดเจนกับนายโดนัลด์ ทรัมป์แล้ว ก็ควรบอกกับคนไทยทั้งประเทศก่อนเดินทางไปเลย ว่าประเทศไทยจะเดินหน้าไปสู่ประชาธิปไตย ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้สิทธิเลือกผู้แทนของเขาในช่วงเวลาใด ยืนยันว่าที่นักการเมืองพูดถึงโรดแม็ปการเลือกตั้งนั้น ไม่ใช่ต้องการแต่จะเลือกตั้ง เพราะแม้ไม่มีการเลือกตั้งเราก็ยังต้องดูแลประชาชนอยู่ เพียงแต่ต้องการสร้างความเชื่อมั่นให้เกิดขึ้นกับประเทศ ไม่ใช้แค่มิติการเมือง แต่รวมถึงมิติอื่นๆ เช่น การค้าการลงทุนด้วย ซึ่งผลดีก็จะตกอยู่ที่ประชาชน

ปูดจ่อซื้ออาวุธสหรัฐฯลอตใหม่

ร.ท.หญิง สุณิสา เลิศภควัต อดีตรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า สื่อต่างประเทศอ้างข้อมูลจากทำเนียบขาวของสหรัฐฯ ระบุว่า การหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐฯ ในสัปดาห์หน้า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ และหัวหน้า คสช. จะเจรจาขอ ซื้ออาวุธลอตใหม่จากสหรัฐฯ และจะปิดดีลส่งมอบเฮลิคอปเตอร์ รุ่น แบล็กฮอว์ก 4 ลำ ที่ค้างไว้ตั้งแต่สมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ แต่มีการยึดอำนาจก่อน จึงยังไม่ได้ส่งมอบ ไม่แน่ใจว่าดีลซื้อขายอาวุธครั้งนี้ พล.อ.ประยุทธ์จะเอาผลประโยชน์ของชาติไปแลกด้วยหรือไม่ เพราะสื่อต่างประเทศระบุว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เตรียมกดดันให้ไทยเป็นหัวหอกในภูมิภาคคว่ำบาตรรัฐบาลเกาหลีเหนือ เห็นได้ชัดว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์กำลังถูกสหรัฐฯ บีบฝ่ายเดียว เพราะสหรัฐฯ ตระหนักดีว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่อยู่ในฐานะจะต่อรองอะไรได้มากนัก เพราะมีที่มาไม่ชอบธรรมจึงเป็นฝ่ายต้องง้อประชาคมโลก ขอเตือนสติ พล.อ.ประยุทธ์ว่าความขัดแย้งสหรัฐฯและเกาหลีเหนือเป็นเรื่องละเอียดอ่อน ทุกๆการตัดสินใจจะมีผลผูกพันกับชะตากรรมของคนไทย ไม่ใช่เรื่องที่จะเอาไปยื่นหมูยื่นแมวกับมหาอำนาจ เพื่อผลประโยชน์ด้านการค้าอาวุธหรือเพื่อสร้างภาพทางการเมือง

“วัฒนา” ให้ล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์

วันเดียวกัน นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “ล้างเท้าก่อนดีไหม” คำพูดที่ว่า “ผมเดินเชิดหน้าได้เพราะไม่เคยทำผิด” เป็นการพูดยกย่องตัวเองหรือยกตนข่มท่าน ส่วนคำพูดที่ว่า “ใหญ่โตแค่ไหนก็ต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกันหมด” เป็นการโอ้อวดตนเองและสั่งสอนผู้อื่น เข้าลักษณะการพูดส่อเสียดและพูดเพ้อเจ้อซึ่งเป็นมิจฉาวาจา ที่นอกจากจะนำมาซึ่งความขัดแย้งแล้ว คนที่ได้ฟังยังไม่มีใครนิยมหรือสรรเสริญ ยิ่งหากพิจารณาสถานะของผู้พูดที่ไม่เคยยอมรับการตรวจสอบเพราะออกกฎหมายนิรโทษกรรมตัวเองและพรรคพวกมาตลอด ยิ่งจะเป็นคำพูดที่ไม่มีใครเชื่อถือ เพราะการพูดจาสั่งสอนคนอื่นตัวเองจะต้องทำสิ่งนั้นให้ได้ก่อนดังคำกล่าวที่ว่า “ต้องล้างเท้าก่อนขึ้นธรรมาสน์” บางท่านเปรียบเทียบกับกลองดีต้องไม่ดังเอง หากกลองลูกใดไม่ถูกคนตีแต่ดันมีเสียงดังเอง โบราณเรียกกลองอัปรีย์ เป็นกาลกิณีแก่บ้านเมืองท่านให้เอาไปทำลายทิ้ง

“บิ๊กตู่” หอบคณะเหินฟ้าพบ “ทรัมป์”

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า สำหรับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศสหรัฐอเมริกาของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคสช. ตามคำเชิญของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค.นั้น จากเดิมนายกฯมีกำหนดการเข้าพบประธานาธิบดีสหรัฐฯในวันที่ 3 ต.ค. ต้องเลื่อนกำหนดการเร็วขึ้นมาเป็นวันที่ 2 ต.ค.แทน เนื่องจากประธานาธิบดีสหรัฐฯมีกำหนดการต้องไปเยี่ยมผู้ประสบภัยพิบัติธรรมชาติจากพายุเฮอริเคนที่สร้างผลกระทบในหลายพื้นที่ของสหรัฐฯนั้น ยืนยันว่าไม่กระทบภารกิจภาพรวมการเดินทางเยือนสหรัฐฯของนายกฯในครั้งนี้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นายกฯและคณะเดินทางออกจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ในวันที่ 30 ต.ค. เวลา 23.50 น. เพื่อไปยังท่าอากาศยานนานาชาติดัลเลส กรุงวอชิงตัน สหรัฐฯ โดยมีนายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี นายดอน ปรมัตถ์วินัย รมว.ต่างประเทศ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย นางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ และ พล.อ.อุดมเดช สีตบุตร รมช.กลาโหม ร่วมเดินทางไปด้วย ทั้งนี้ ผู้นำทั้ง 2 ประเทศจะหารือความร่วมมือด้านความมั่นคง เศรษฐกิจ การค้า การลงทุน พร้อมแลกเปลี่ยนความเห็นถึงสถานการณ์ในระดับภูมิภาค รวมทั้งหารือร่วมกับผู้แทนภาคเอกชนไทย

“วิษณุ” แจงภารกิจคณะยุทธศาสตร์

นายวิษณุ เครืองาม รองนายกฯกล่าวถึงการแต่งตั้งคณะกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติด้านต่างๆ 6 ด้าน ว่าจะยึดตามประกาศล่าสุดของคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ เมื่อ 29 ก.ย.60 เพราะบางรายชื่อขอถอนตัวเนื่องจากติดภารกิจบางอย่าง คาดว่าในสัปดาห์หน้าจะเชิญประธานและเลขานุการแต่ละคณะมาประชุมวางแผนก่อนการทำงาน จากนั้นจะรับฟังความคิดเห็นทุกส่วนที่เกี่ยวข้องแล้วเขียนแผนภายใน 120 วัน คาดว่าจะเสร็จในเดือน ม.ค.61 ก่อนนำแผนเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี และเสนอสภาฯพิจารณาเห็นชอบ จากนั้นนำความขึ้นกราบบังคมทูลฯ ดังนั้น ประมาณกลางปี 61 แผนยุทธศาสตร์ชาติจึงจะประกาศใช้ให้ทุกฝ่ายปฏิบัติตาม โดยกรรมการทั้ง 6 คณะมีวาระดำรงตำแหน่ง 5 ปี เพื่อติดตามดูแล ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการเดินตามยุทธศาสตร์ชาติ

เผยนายกฯเคาะเองชื่อ “ชัชชาติ”

เมื่อถามถึงรายชื่อในกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ที่มีนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีต รมว.คมนาคม ในรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ร่วมอยู่ด้วย นายวิษณุตอบว่า นายชัชชาติตอบรับจะเป็นกรรมการจัดทำยุทธศาสตร์ชาติ ไม่ทราบว่าใครเป็นผู้เสนอ แต่นายกฯเป็นผู้พิจารณารายชื่อทั้งหมด ทุกคนที่มีรายชื่อตอบรับทั้งหมด เรื่องนี้ไม่ได้เกี่ยวกับการส่งสัญญาณการปรองดองแต่อย่างใด หากดูรายชื่อทั้งหมดไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ หรือคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติจะพบว่ามีหลายคนที่เราคาดไม่ถึง เราไม่ได้มองในแง่ว่าอยู่ฝ่ายไหน มีความคิดและอุดมการณ์อย่างไร แต่คิดเพียงว่าเขามีเวลาและสามารถจะเข้ามาทำงานได้หรือไม่ ความจริงทาบทามมากกว่านี้ บางคนก็รับบางคนก็ไม่รับ เนื่องจากติดภารกิจอื่น และคณะกรรมการนี้สามารถดำรงตำแหน่งอื่นได้ ไม่ว่าจะเป็น ส.ส. ส.ว. รัฐมนตรี กรรมการชุดนี้ไม่ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สิน แต่หากในอนาคตได้เป็น ส.ส. ส.ว. ก็ควรลาออกจากการเป็นยุทธศาสตร์ชาติ แม้กฎหมายไม่ได้ห้าม แต่มีความเสี่ยงบางอย่างอยู่

ย้ำไม่ทำตามเรื่องอาจถึง ป.ป.ช.

เมื่อถามว่า กรรมการยุทธศาสตร์ชาติต้องติดตามการปฏิบัติตามแผนยุทธศาสตร์อย่างไร นายวิษณุตอบว่า ไม่อยากจะพูดว่าเป็นการไล่จี้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง แต่ถ้าไม่ปฏิบัติตาม กฎหมายระบุว่าให้บอกกล่าวตักเตือนให้ทราบว่าทำไม่ถูกต้อง หากยังไม่ฟังก็ต้องร้องเรียนต่อผู้บังคับบัญชา ได้แก่คณะรัฐมนตรี หากคณะรัฐมนตรีรู้เห็นเป็นใจ ไม่ให้ทำตามยุทธศาสตร์ชาติ ต้องเสนอต่อสภาฯ หากสภาฯเห็นว่าผิดก็จะส่งเรื่องไปยัง ป.ป.ช. ส่วนการที่มีภาคเอกชนรวมอยู่ด้วย เราไม่ได้ตั้งใจจะระดมทุนหรือเข้าหากลุ่มทุน แต่เราต้องการความหลากหลาย เพราะมีทั้งเด็ก ผู้ใหญ่ คนเหล่านี้มียุทธศาสตร์และวิสัยทัศน์ในการทำงาน จึงควรนำมาใช้ให้เป็นประโยชน์ต่อประเทศ หากสุดท้ายหน้าตาของยุทธศาสตร์ชาติออกมาไม่ดี ก็ยังมีคณะรัฐมนตรีและสภาฯ ช่วยสกรีนปรับแก้ ย้ำว่ายุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี แก้ไขได้ แต่กระบวนการแก้ไขจะต้องทำเช่นเดียวกันกับที่ร่างมา

ก.ม.ลูกเลือกตั้ง ส.ส.ส่ง สนช.28 พ.ย.

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงการนัดประชุม กรธ.เป็นวาระพิเศษ ว่า เพื่อพิจารณาทบทวนร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต ซึ่งมีจำนวนหลายมาตรา ต้องใช้เวลาพิจารณาอย่างละเอียด คาดว่าจะส่งให้ คณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาเบื้องต้นได้ในวันที่ 2 ต.ค.นี้ โดย กรธ.ยังคงแนวคิดเดิมคือ ให้ผู้ที่มีคุณสมบัติตามรัฐธรรมนูญสามารถดำรงตำแหน่งได้ และผู้ที่มีคุณสมบัติไม่ครบตามที่รัฐธรรมนูญกำหนด ต้องพ้นจากวาระการดำรงตำแหน่ง แต่เมื่อเข้าสู่การพิจารณาของ สนช.นั้น ก็ให้เป็นการพิจารณาอย่างอิสระของ สนช. ส่วนคืบหน้าการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.นั้น กรธ.จะต้องพิจารณาให้แล้วเสร็จและส่งให้ สนช.พิจารณาทันกรอบระยะเวลาที่กำหนดไว้ คือภายในวันที่ 20 พ.ย.นี้ สำหรับร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. จะเริ่มยกร่างได้หลังจากพิจารณา พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว.แล้วเสร็จ คาดว่าจะส่งให้ สนช.พิจารณาได้ภายในวันที่ 28 พ.ย.นี้

สนช.ยันไม่รีดภาษีน้ำเกษตรกร

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นายพีระศักดิ์ พอจิต รองประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเก็บภาษีน้ำกับกลุ่มเกษตรกรและกลุ่มอุตสาหกรรมว่า ร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ อยู่ในชั้นคณะกรรมาธิการ คาดว่าจะเสร็จต้นปี 2561 โดยหลักการและสาระสำคัญ คือ บูรณาการบริหารจัดการน้ำ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องอยู่ที่เดียวกัน สำหรับข่าวที่ออกมาว่าจะเก็บภาษีน้ำกับเกษตรกรยืนยันร้อยเปอร์เซ็นต์ไม่มีรัฐบาลใดจะเพิ่มค่าใช้จ่ายให้แก่เกษตรกร มีแต่จะลดค่าใช้จ่ายเพื่อให้มีกำไรในผลผลิต ยกเว้นเกษตรกรรายใหญ่ที่มีพื้นที่เป็นหลักพัน หลักหมื่นไร่ จะพิจารณาว่าสมควรเก็บหรือไม่ รวมทั้งโรงงานอุตสาหกรรมด้วย ตามปกติเขาก็เก็บอยู่แล้วตามกฎหมายน้ำบาดาล แต่การเก็บค่าน้ำจากเกษตรกรรายย่อยยืนยันไม่มีแน่นอน

“พีระศักดิ์” ลั่นเอาตำแหน่งเดิมพัน

นายพีระศักดิ์กล่าวว่า จากการลงพื้นที่ของสนช.ที่ จ.สุรินทร์ มีประชาชนสอบถามเรื่องดังกล่าวด้วย ได้ยืนยันแล้วว่าไม่มีการเก็บภาษีแน่นอน อย่างไร ก็ตาม วันที่ 2 ต.ค. พล.อ.อกนิษฐ์ หมื่นสวัสดิ์ สมาชิกสนช. ในฐานะประธานกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ทรัพยากรน้ำ จะแถลงข่าวในเรื่องนี้อีกครั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ระหว่าง สนช.ร่วมรับฟังการเสนอประเด็นปัญหาที่มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์ นายพีระศักดิ์กล่าวตอนหนึ่งว่า “ขณะนี้มีการกระจายข่าวทั่วประเทศว่ารัฐบาลเสนอกฎหมายเก็บภาษีน้ำจากเกษตรกร ขอยืนยันว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีรัฐบาลไหนอยากเพิ่มภาระให้เกษตรกร มีแต่จะช่วยลดภาระ ผมขอเอาหัวเป็นประกันถ้ากฎหมายนี้ออกจาก สนช. แล้วมีการเก็บภาษีน้ำจากเกษตรกร ผมกับครูหยุย (วัลลภ ตังคณานุรักษ์) จะขอลาออกจาก สนช.ทันที”

ป.ป.ช.ฟันเพิ่ม “สุพจน์” รับสินบน

ผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ว่า ที่ประชุม ป.ป.ช. มีมติชี้มูลความผิดนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม กรณีเรียกรับสินบน ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 149 โดยเป็นการขยายผลจากกรณีร่ำรวยผิดปกติ และการแจ้งบัญชีทรัพย์สินเป็นเท็จที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. เคยชี้มูลความผิดไปแล้วก่อนหน้านี้ โดยส่งสำนวน พร้อมรายงานความเห็นให้กับอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อดำเนินการฟ้องต่อศาลแล้ว

นายวรวิทย์ สุขบุญ รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. รักษาราชการแทนเลขาธิการ ป.ป.ช.กล่าวว่า ยอมรับว่า ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนายสุพจน์แล้วจริง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยรายละเอียดได้ ต้องรอการแถลงจากสำนักงาน ป.ป.ช.ต่อไป

รบ.เชื่อเดินถูกทางไทยก้าวกระโดด

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ได้รับทราบรายงานผลดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก (Global Competitiveness Index : GCI) ประจำปี 2560 โดย World Economic Forum หรือดับบลิวอีเอฟ รู้สึกพึงพอใจที่อันดับขีดความสามารถของไทยปรับขึ้นจากอันดับที่ 34 เมื่อปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 32 ในปีนี้ โดยระบุว่าผลสำเร็จที่เกิดขึ้นสะท้อนว่ารัฐบาลเดินมาถูกทางแล้ว และเชื่อว่าสิ่งนี้จะช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุนทั้งชาวไทยและต่างชาติ เพราะการขยับขึ้นแต่ละอันดับไม่ใช่เรื่องง่าย และเป็นสิ่งที่ท้าทายความสามารถของทุกภาคส่วน โดยในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมารัฐบาลพยายามอย่างยิ่งยวดในการพัฒนาทุกด้าน ทำให้อันดับขีดความสามารถหลายด้านปรับดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด และแม้ว่าข้อมูลส่วนใหญ่จะเกี่ยวข้องนักธุรกิจหรือผู้ประกอบการ แต่รัฐบาลยืนยันว่าจะไม่ทอดทิ้งพี่น้องเกษตรกรและผู้มีรายได้น้อย

ขรก.ซี 7 แฉแหลก “จเร” สร้างภาพ

นายภัทร เสถียรกาล ข้าราชการรัฐสภาสามัญ ตำแหน่งวิทยากร ประเภทวิชาการระดับชำนาญการ (ซี 7) สำนักรักษาความปลอดภัย สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงกรณีที่นายจเร พันธุ์เปรื่อง อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เขียนจดหมายก่อนอำลาตำแหน่ง ระบุสภามีแต่คนโกงว่า นับตั้งแต่ คสช.เข้ามาบริหารประเทศ ในยุคที่มีนายจเรเป็นเลขาฯ มีคำสั่งให้ดำเนินการตรวจสอบโครงการจัดซื้อในสภาผู้แทนราษฎร ตามที่มีการกล่าวหาว่าทุจริต ตนก็ถูกตั้งกรรมการตรวจสอบอย่างไม่เป็นธรรม เนื่องจากเป็นคณะกรรมการทีโออาร์ โครงการปรับปรุงระบบนาฬิกา (Clock System) ผลที่ออกมาคือ ข้าราชการฝ่ายปฏิบัติระดับล่างทั้งหมดมีความผิด ถูกตัดเงินเดือน 2-4 เปอร์เซ็นต์ ส่วนข้าราชการระดับสูงถูกโยกย้าย ทั้งที่โครงการจัดซื้อดังกล่าว เกิดขึ้นในสมัยนายจเร ถามว่านายจเรต้องรับผิดชอบอะไรหรือไม่ สิ่งที่เขียนในจดหมาย ไม่ต่างจากการกลบเกลื่อนความผิดตัวเอง เมื่อเห็นการตั้งคณะกรรมการสอบสวนลูกน้องตัวเองอย่างไม่เป็นธรรมแล้ว กลับไม่มีใครกล้าทำอะไร เมื่อตนไปร้องเรียนต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ป.ป.ช.ก็มีมติให้ดำเนินการทางวินัยแก่นายจเร และคณะกรรมการสอบสวน แต่เรื่องนี้เงียบหายไปเมื่อเข้าที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการรัฐสภา (ก.ร.) จึงอยากให้มีการติดตามตรวจสอบเรื่องนี้ หากผู้ที่เกี่ยวข้องไม่ดำเนินการอาจเข้าข่ายละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ ตามมาตรา 157

จี้รัฐเก็บภาษีนำเข้าแป้งสาลี

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า หลังจากได้เรียกร้องให้รัฐบาลต้องจัดเก็บภาษีกลุ่มอาหารสัตว์ที่นำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ ซึ่งสมัยรัฐบาล น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้งดการเก็บภาษีนำเข้าต่อเนื่องมาถึงรัฐบาล คสช. จนทำให้กระทบเกษตรกรไทยและเข้าข่ายเอื้อประโยชน์ให้กับเครือข่ายบริษัทยักษ์ใหญ่ ล่าสุด ครม.กลับอนุมัติงบประมาณภาษีประชาชนอีก 1,400 ล้านบาท โดยระบุว่านำไปสนับสนุนให้เกษตรกรชาวนาหันมาปลูกข้าวโพดนอกฤดูเพื่อเพิ่มปริมาณผลผลิต แต่กลุ่มทุนใหญ่ยังผูกขาดเมล็ดพันธุ์ข้าวโพด ปุ๋ยเช่นเดิม ซึ่งเป็นสาเหตุหลักทำให้ราคาข้าวโพด มันสำปะหลังตกต่ำ จึงขอเรียกร้องทบทวนเรื่องการไม่จัดเก็บภาษีนำเข้าข้าวสาลีจากต่างประเทศ รวมทั้งการอุดหนุนงบรัฐให้ปลูกข้าวโพด เข้าตำราตกเขียวผลผลิตอีก