วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พ่อเผย น้องสกาย มีโอกาสมะเร็งหายขาด แต่หวั่นอาจจะเดินได้ไม่เหมือนเดิม

ทำเอาแฟนๆ ของ น้องสกาย ด.ช.ธฤต ธัญสม วัย 2 ขวบ 7 เดือน หรือน้องโจ ลูกชายของใจเริงในละคร “เพลิงบุญ” ทางช่อง 3 เป็นห่วงมากๆ หลังจากที่เจ้าตัวต้องเข้ารับการรักษาโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง จนกลายเป็นประเด็นร้อนที่ได้รับความสนใจในเวลานี้ ล่าสุด “บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” สอบถามความคืบหน้าอาการป่วยกับคุณพ่อของน้องสกายว่าเป็นยังไงบ้าง และจะมีโอกาสกลับมาเป็นปกติเหมือนเดิมได้หรือไม่

ถามถึงความคืบหน้าอาการป่วยของน้องสกายเป็นไงบ้าง?
“การรักษาตอนนี้คือเมื่อวานให้คีโมไปแล้ว 1 รอบ วันนี้ก็ให้อีก 1 รอบ เป็นคีโมแบบที่เรียกว่าให้จำกัดเชื้ออยู่ในวง และอีก 1 อาทิตย์จะให้คีโมตัวแรงที่ไปฆ่าเชื้อครับ เอฟเฟกต์ก็มีผมร่วงนิดหน่อย ส่วนเรื่องของไตคือเมื่อเวลาเราให้คีโมแล้ว ตัวเชื้อมะเร็งมันจะมีการเกิดและตายสูงมาก มันก็จะเกิดทำให้มีแร่ธาตุในร่างกายบางอย่างเปลี่ยนแปลง ซึ่งอาจจะมีสิ่งที่เรียกว่าฟอสฟอรัสสูงขึ้น พอฟอสฟอรัสสูงขึ้นแล้วมันจะทำให้ไตทำงานหนัก แต่ถ้าไตสามารถขับของเสียหรือฉี่ออกได้ทันก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้ามันขับออกช้า มันก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลันได้

ถ้าขับออกไม่ทันก็ต้องฟอกเลือด แต่มันก็จะมีเกณฑ์ของเขา ถ้า 16 ก็ถือว่าอันตรายแล้ว ต้องไปฟอก แต่น้องสกายยังอยู่ในระดับ 10-11 อยู่ ซึ่งยังอยู่ในภาวะเฝ้าระวัง ยังพอควบคุมได้ ก็รอดูเรื่องอาการไตอยู่ครับ นอกนั้นยังไม่เกิดเอฟเฟกต์อะไรกับร่างกายมาก และมีอีกอย่างที่ต้องระวังคือเรื่องออกซิเจนในเลือดก็ต้องห้ามต่ำกว่า 95 ครับ ซึ่งของน้องก็โอเคครับ ประมาณ 97 แต่บางช่วงก็ลงมา 93 เราก็เปลี่ยนสายให้ก็โอเค ยังดูดีอยู่

ส่วนเรื่องขาที่ตอนแรกมาด้วยอาการเดินไม่ได้หรือขยับไม่ได้ ตอนนี้ก็ขึ้นจากเลเวล 1 เป็นเลเวล 2 คือมีการขยับขาเองได้บ้าง แต่อันนี้ผมเองห่วงที่สุด คือหมอเขาคงไม่กล้ารับประกันว่าสุดท้ายแล้วรักษาโรคมะเร็งหายแล้ว ขาจะสามารถกลับมาเดินได้เหมือนเดิมรึเปล่าอันนี้ไม่รู้ แต่ผมก็เข้าใจหมอเพราะคงไม่มีใครในโลกนี้กล้ารับประกัน มันก็ต้องดูการกายภาพบำบัดควบคู่ไป พยาบาลก็มาสอนว่าเราต้องกายภาพน้องยังไงบ้าง ช่วยขยับขาท่าไหน เพราะน้องต้องนอนอยู่บนเตียงค่อนข้างนาน ก็ต้องมีการพลิกทุก 2 ชม.เพื่อไม่ให้เกิดแผลกดทับครับ”

ที่บอกเรื่องขาคุณหมอไม่กล้ารับประกันเรื่องกลับมาเดินได้เหมือนเดิม มันเป็นเพราะอะไร?
“ตอนแรกเลยคือมันเกิดจากชิ้นเนื้อที่อยู่ที่หลังมันไปกดทับไขสันหลัง เวลาไขสันหลังถูกก้อนเนื้อกดทับเนี่ย มันจะไม่มีเลือดและออกซิเจนไปเลี้ยง ส่งผลให้เส้นประสาทส่วนขาด้านล่างไม่ทำงาน พอไม่ทำงานทำให้ไม่มีเรี่ยวแรงในการขยับขา ไม่สามารถยกขาได้ แต่พอเราเอาก้อนเนื้อออกมาเพื่อพิสูจน์ว่าเป็นก้อนอะไร ไขสันหลังที่ถูกทับมันก็ไม่ถูกทับ ทำให้เลือดและออกซิเจนเข้าไปเลี้ยงได้ ซึ่งตอนนี้มันต้องไปฟื้นฟูไขสันหลังตรงนั้นและกายภาพขาไปด้วย

แต่ไขสันหลังตรงนั้นถ้าเราไม่ให้คีโม ก้อนเนื้อที่เคยออกไปมันก็งอกขึ้นมาได้จากการที่มีเนื้อร้ายในร่างกาย ฉะนั้นถ้าเอาก้อนเนื้อออกไปและหมอให้คีโมแบบต่างๆ ตามกระบวนการของหมอประมาณ 8-9 เดือน หลังๆ ก็อาจจะเริ่มดีขึ้น แต่ตรงนี้หมอไม่กล้าฟันธงว่าจะกลับมาเหมือนเดิมรึเปล่าเพราะต้องดูการกายภาพควบคู่ไปด้วย และการฟื้นตัวของเด็กแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกาย เราก็ภาวนาอย่างเดียวว่าขอให้ลูกเรากลับมาเหมือนเดิม ตอนนี้ก็พยายามเต็มที่ ยังไงก็ตามเราก็ต้องทำให้เขากลับมาเหมือนเดิม”

หมอได้บอกไหมว่าน้องสกายเป็นมะเร็งระยะอะไร?
“หมอเขาไม่บอก บอกแค่ว่าระยะอะไรก็ตาม มะเร็งในเด็กสามารถรักษาให้หายได้ คือมีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่ เพราะมะเร็งในผู้ใหญ่ การแปรสภาพของเนื้อร้ายก็จะแปรสภาพง่าย ให้ยาตัวนี้ไปก็แปรสภาพเป็นร้ายแบบอื่น แต่ของเด็กเวลาเป็นประเภทไหนจะเป็นประเภทนั้น และถ้าให้คีโมถูกตัว เชื้อมันจะตายและหายได้ คือมีโอกาสที่จะหายเป็นปกติได้

แต่ที่เราต้องเฝ้าระวังมากๆ คือภาวะแทรกซ้อนที่ตัวมะเร็งจะไปทำร้ายส่วนอื่นๆ ครับ อาจจะไปทำร้ายคลื่นสมองได้ หรือทำลายเครื่องในของเขาตรงไหนก็ไม่แน่ใจ เพราะมันเป็นมะเร็งต่อมน้ำเหลือง มันไปทั่วร่างกายได้ เราต้องระวังภาวะแทรกซ้อน และในส่วนของการติดเชื้อสำคัญมาก ต้องจำกัดคนเข้าเยี่ยม ต้องล้างมือให้สะอาด ใส่หน้ากากอนามัยตลอด เพื่อไม่เป็นการแพร่เชื้อโรคให้น้อง

คือเรื่องภาวะแทรกซ้อนและการติดเชื้อเนี่ยหมอระวังมากที่สุดครับ เพราะถ้าเกิดการติดเชื้อเนี่ย มันจะทำให้ยาคีโมที่ควรจะได้ให้มันต้องหยุดให้ก่อน เพราะเวลาให้คีโมภูมิคุ้มกันจะต่ำลงมาก เม็ดเลือดขาวและทุกอย่างจะต่ำหมด มันจะติดเชื้อง่าย พอติดเชื้อก็ต้องหยุดให้คีโม เพราะถ้าให้คีโมต่อ ภาวะแทรกซ้อนหรือการติดเชื้อที่เกิดขึ้นมันจะแรงขึ้นไปอีก เพราะมันกดภูมิให้ต่ำลงอีกครับ การรักษาจะไม่ต่อเนื่อง ต้องห้ามติดเชื้อครับ”

กำลังใจของน้องเป็นยังไงบ้าง?
“ก็พยายามบอกเขาว่าไม่ได้ป่วยอะไรมากนะครับ เดี๋ยวหนูก็กลับบ้านแล้ว เรามาเล่นกันตรงนี้ ไม่มีอะไรหรอก เปลี่ยนที่นอน ทุกคนเป็นห่วงหนู เขาก็พยักหน้า เขาชอบแบบนี้อยู่แล้ว (หัวเราะ) กำลังใจดีอยู่ครับ ไม่ได้โวยวายหรือร้องอะไร ส่วนใหญ่ก็นอน มองเรา คุยกับเราบ้างครับ”

ได้อ่านข้อความที่มีคนส่งกำลังใจมาให้เยอะมาก รู้สึกยังไงบ้าง?
“ก็รู้สึกดีครับว่ามีคนเป็นห่วงเขาเยอะ แต่ว่าก็กลัวตรงที่หมอเขาเตือนมาว่าวันนึงถ้าลูกรักษาหายขาดจากตรงนี้แล้วไปอยู่ในสังคม แล้วตอนนี้ในสังคมจำน้องได้เยอะว่าน้องป่วย ถ้าเขาหายแล้วไปอยู่ในสังคม ทุกคนจะมองเขาว่าเด็กคนนี้ป่วย เขาจะถูกทรีตเป็นเด็กที่ป่วย ฉะนั้นความมั่นใจในการอยู่ในสังคม เขาจะไม่กล้าและไม่มีความมั่นใจ เป็นเอฟเฟกต์ของเขาเมื่อเขาโตขึ้นครับ หมอแนะนำว่าดีที่สุดก็คืออยากให้เขารักษาให้เสร็จ ให้เขาเป็นตัวแทนของเด็กที่เป็นโรคนี้และรักษาหายขาด เป็นกำลังใจให้ทุกคนที่เป็นโรคนี้มันจะดูดีกว่า”

พอเราเห็นอาการของลูกดีขึ้นเรื่อยๆ เราใจชื้นขึ้นไหม?
“รู้สึกดีครับ ตอนแรกไปเข้าอีก รพ.นึงใจค่อนข้างเสียเพราะว่า 2-3 วันแรกหาสาเหตุไม่เจอว่าเพราะอะไรถึงเดินไม่ได้ แล้วก็ตาบวมๆ ผมว่าเป็นใครก็ทนไม่ไหวครับ เห็นลูกเดินได้แล้วอยู่ดีๆ เดินไม่ได้ แล้วอาการมันเกิดขึ้นเร็วมาก จากวันแรกเดินได้ วันที่ 2 เดินได้ 2-3 ก้าวแล้วล้ม วันที่ 3 ได้แค่ยืน วันที่ 4 เดินไม่ได้ มันเกิดเหตุการณ์ค่อนข้างเร็วแล้วมันบีบคั้นเรามากครับ เราก็กดดัน พอย้าย รพ.แล้วผ่าชิ้นเนื้อออก พอค้นหาเจอว่าอาการคืออะไร เริ่มหาแนวทางได้ หมอวางแผนโปรแกรมให้น้องรักษาได้และบอกว่าโรคนี้รักษาให้หายขาดได้นะ เราก็เริ่มสบายใจขึ้น แต่สิ่งที่กังวลคือเรื่องขา ถ้าวันนึงหายขาดและสามารถกายภาพขากลับมาเดินได้เหมือนเดิมไหม แน่นอนใครก็อยากให้ลูกหายและสมบูรณ์ที่สุด อันนี้เป็นเรื่องอนาคตต้องมาดูอีกทีครับ”

ฝากบอกแฟนๆ ที่ติดตามข่าวและให้กำลังใจ รวมถึงพี่ๆ นักแสดงที่ส่งกำลังใจและไปเยี่ยม?
“ขอบคุณทุกท่านที่ให้การสนับสนุนและให้กำลังใจน้องมาตลอดทั้งเรื่องการแสดงและเวลาน้องป่วย เพราะกำลังใจเป็นเรื่องสำคัญ ถ้าเขารู้เขาคงดีใจมาก ขอบคุณมากครับ”

“บันเทิงไทยรัฐออนไลน์” ก็ขออวยพรให้ น้องสกาย หายป่วยไวๆ ด้วยนะจ๊ะ.