วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

นายกฯชี้พื้นที่พิเศษ พลิกหลักสูตรศึกษา

พื้นที่ชายแดน พื้นที่ในเขตพัฒนา เศรษฐกิจพิเศษพื้นที่ชายแดนภาคใต้ พื้นที่เมืองต้นแบบสามเหลี่ยม มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก พื้นที่พิเศษเหล่านี้อยู่ใน 35 จังหวัดทั่วประเทศ

ช่วงเวลาที่ผ่านมา หน่วยงานทางการศึกษาทุกสังกัดใน 35 จังหวัดพื้นที่พิเศษ ได้ร่วมกันจัดทำแผนบูรณาการการศึกษาจนเสร็จสิ้นแล้ว

แต่เพื่อให้แผนในแต่ละพื้นที่มีความสมบูรณ์และนำไปสู่การปฏิบัติ ในปีงบประมาณ 2561 กระทรวงศึกษาธิการได้กำหนดแผนที่จะขยายผลการพัฒนาคุณภาพการศึกษาระดับจังหวัดให้เชื่อมโยงครอบคลุมเป็นกลุ่มจังหวัดและในระดับภาค เพื่อตอบสนองการดำเนินงานตามกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ระยะ 20 ปี

ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน รวมทั้งการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน

กระทรวงศึกษาธิการจัดการประชุมสัมมนา “มิติการศึกษา พัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” ที่จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ 24-25 กันยายนที่ผ่านมา

โดยให้ผู้บริหารและผู้รับผิดชอบทุกจังหวัดได้มาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน ได้รับฟังแนวคิดจากหน่วยงานและรัฐมนตรีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งรับมอบนโยบายในการจัดการศึกษาพื้นที่พิเศษจากนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้เน้นย้ำว่า การศึกษาถือเป็นเรื่องสำคัญอย่างยิ่ง

เพราะเด็กและเยาวชนของไทยยังคงต้องอยู่ในระบบการศึกษา ที่มีทั้งการศึกษาในระบบปกติและการศึกษานอกระบบ

ปัจจุบันประเทศไทยมีระบบหรือกลุ่มการศึกษามากกว่าประเทศอื่น จึงมีปัญหาด้านการบริหารจัดการให้สอดคล้องกัน แต่หากทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมมือกันก็สามารถแก้ไขปัญหาได้

ขณะเดียวกัน จากการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยี ต้องสร้างภูมิคุ้มกันและสร้างการเรียนรู้ให้ได้ รัฐบาลมีนโยบายการศึกษาอย่างทั่วถึงและมีแผนการปฏิรูปไว้ทั้งหมด แต่ไม่สามารถที่จะคัดกรองหรือคัดแยกด้านการศึกษาของเด็กตั้งแต่ระดับประถมศึกษาหรือมัธยมศึกษาได้

เพราะจะกลายเป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน

อีกทั้งมีค่านิยมว่าต้องจบปริญญา แต่ในความเป็นจริงกลับพบว่ามีคนเรียนจบปริญญาโทและปริญญาเอกมาขึ้นทะเบียนคนจนอยู่ ซึ่งไม่น่าจะเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปแล้ว

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บอกให้กระทรวงศึกษาธิการเร่งขับเคลื่อนการจัดการศึกษาให้มีคุณภาพ สร้างโอกาส ลดความเหลื่อมล้ำในทุกระดับทุกประเภทการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งพื้นที่พิเศษ

โดยให้แนวทางแก่ผู้สัมมนาว่า เราต้องยอมรับว่าประสิทธิภาพด้านการศึกษาของเรายังไม่เป็นที่พอใจ เราไม่โทษใคร เราก็ต้องมาคิดว่าจะทำอย่างไร จะทำให้มันดีขึ้นได้อย่างไร บทเรียนที่ผ่านมาคืออะไร

“อย่าติดกับดักตัวเอง” นายกฯประยุทธ์ย้ำ “ไม่ว่าจะกระทรวงศึกษาธิการ ไม่ว่าจะเรื่องของบุคลากร ทั้งครู เด็ก และผู้ปกครอง ทั้งหมดต้องปรับเปลี่ยนใหม่ ต้องมีหลักคิดที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ต่อสังคมโดยรวม”

สิ่งสำคัญที่สุดในกระบวนการศึกษาก็คือ การสร้างหลักคิดที่ถูกต้องเพื่อเป็นพื้นฐานให้กับประชาชนทุกคนในการสร้างความร่วมมือและปรับเปลี่ยนประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิต การทำงาน การดูแลครอบครัว ไม่ใช่สอนให้คนขัดแย้งกันในหลักการ

พล.อ.ประยุทธ์อยากให้กระทรวงศึกษาธิการเป็นหน่วยงานหลักในการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญและเป็นแนวทางของในหลวงรัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10 เพราะการเชื่อมต่อความสัมพันธ์ดังกล่าวจะเป็นการขับเคลื่อนประเทศไทยให้เติบโตอย่างยั่งยืน”

และยังกล่าวอีกว่า การทำให้ประเทศไทยมีความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน แม้ว่าจะมีแผนแม่บทที่ชัดเจน แต่ถ้าคนไม่มีหลักคิด ไม่พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลง ไม่พร้อมที่จะเรียนรู้ แล้วมาคาดหวังให้รัฐบาล หรือกระทรวงศึกษาธิการแก้ไขปัญหาฝ่ายเดียวนั้นเป็นไปไม่ได้แน่นอน

วันนี้ต้องใช้ทั้งภาครัฐ ข้าราชการ ภาคสังคม เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ต้องไปด้วยกันทั้งหมด ต้องรู้ว่าปัญหาของประเทศไทยอยู่ตรงไหน

ปัญหาทุกวันนี้อยู่ที่คน อยู่ที่การเรียนรู้ ไม่ใช่การเรียนเพียงอย่างเดียว โดยเฉพาะการเรียนรู้ตลอดชีวิต มันถึงต้องมีการเสริม ไม่ใช่สอนในห้องอย่างเดียว มีการเรียนรู้นอกห้องเรียน มีเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเสริม สอนทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งทั้งหมดต้องมีการปฏิรูปใหม่ทั้งหมด

ทั้งการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) เพราะบางคนมีความจำเป็นต้องเลี้ยงดูพ่อแม่ ต้องทำงานไปด้วย เรียนไปด้วย กศน.เป็นระบบการศึกษาที่ลดความเหลื่อมล้ำและให้ทุกคนเข้าถึงโอกาสด้านการศึกษาอย่างทั่วถึง

เช่นเดียวกับการส่งเสริมการศึกษาอาชีวะ จะต้องสอดคล้องกับอาชีพที่มีความต้องการของตลาดในอนาคต หากผลิตคนไม่ทันตามความต้องการ อยากให้เปิดหลักสูตรระยะสั้น เป็นการเรียนแบบให้ประกาศนียบัตร เพื่อเป็นใบรับรองการทำงาน

ส่วนที่จะมาเรียนอาชีวะ แต่กังวลเรื่องใบปริญญา ก็สามารถนำเอาประสบการณ์การทำงานมาเทียบเคียงกับหลักสูตรที่ต้องเรียน เพื่อลดเวลาเรียนได้ ขณะที่ปัญหาเด็กนักเรียนอาชีวะตีกัน แม้จะมีการกำหนดโทษสูง เอาผิดถึงพ่อแม่ แต่ก็ไม่สามารถแก้ปัญหาได้ ซึ่งเมื่อเกิดเหตุการณ์ความรุนแรง ก็ไม่มีใครอยากมาเรียน

นอกจากนี้ มหาวิทยาลัยทั้งภาครัฐและเอกชนจะต้องทบทวนหลักสูตรการศึกษาว่าควรปรับปรุงในส่วนใด อีกทั้งขอให้มหาวิทยาลัยราชภัฏเชื่อมโยงกับชุมชนให้มากที่สุดและมีหน้าที่ในการผลิตครู

นายกรัฐมนตรีบอกว่า วันนี้ทุกมหาวิทยาลัยผลิตคนเหมือนกันหมด แต่ละปีจบปริญญากว่าหมื่นคน แต่มีงานทำไม่ถึงร้อยละ 40 ดังนั้น จึงต้องติดตามและดูความต้องการของตลาด ไม่ใช่เพียงสอนให้จบ ต้องนึกถึงคุณภาพ ต้องติดตามด้วยว่าจบออกมาแล้วบัณฑิตเหล่านี้มีคุณภาพชีวิตเป็นอย่างไร มีรายได้เพียงพอหรือไม่

พล.อ.ประยุทธ์มองเห็นปัญหาในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ยังมีความเหลื่อมล้ำด้านการศึกษาจากหลายสาเหตุ ทั้งความขัดแย้ง ภาษาและศาสนา

อยากให้ทุกภูมิภาคของประเทศไทยแข็งแรงได้ด้วยตัวเอง ซึ่งก็จะส่งผลให้แต่ละจังหวัดแข็งแรงตามไปด้วย

ดังนั้นการจะจัดการศึกษาให้สอดคล้อง ก็ต้องเข้าไปดูในโรงเรียน ให้สอดคล้องกับพื้นที่ โรงเรียนในพื้นที่ก็ต้องสอนให้เด็กในโรงเรียนรู้ว่าในบ้านของตัวเองมีอะไรดี ต้องรู้จักวิถีชีวิตของชุมชน ซึ่งปัจจุบันเด็กรุ่นใหม่มักจะไม่รู้ว่าชุมชนของตนเองมีวิถีชุมชนอย่างไร ต้องมีพื้นที่ให้เด็กเรียนรู้และสัมผัสด้วยตนเอง

โรงเรียนที่ยั่งยืนควรมีความมุ่งมั่นต่อผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และสังคมเชิงบวก คือไม่ทะเลาะ ไม่ขัดแย้งกัน ให้ความสำคัญกับมิติทางสังคมและวัฒนธรรม รวมถึงการสร้างคนให้เป็นผู้นำอย่างมีวิสัยทัศน์ มีการคิดวิเคราะห์ สามารถเป็นผู้นำแห่งการเปลี่ยนแปลง

“นอกจากนี้จะต้องมีการพัฒนาอาชีพสำหรับครูและผู้มีส่วนร่วมสร้างความผูกพันระหว่างครูกับเด็กนักเรียนและชุมชน” นายกรัฐมนตรีกล่าวทิ้งท้าย

แนวทางจากนายกรัฐมนตรี คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด รับจะนำไปปรับปรุงแผนการศึกษาในพื้นที่พิเศษให้มีความสมบูรณ์มากกว่าเดิม ด้วยความเชื่อว่า จะเดินหน้าสู่ THAILAND 4.0 เกิดความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน และนำพาประเทศให้สามารถแข่งขันได้ในเวทีโลก.