วันศุกร์ที่ 15 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประชานิยมต้องไม่สุดโต่ง

คำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ให้จำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี 5 ปี เป็นอีกบทเรียนหนึ่งสำหรับพรรคและนักการเมืองทุกค่าย ที่ยึดติดการหาเสียงด้วยนโยบายลดแลกแจกแถม หรือประชานิยมแบบไม่มีขีดจำกัด โดยไม่ได้ตรวจสอบการทุจริตที่อาจเกิดขึ้นได้ในทุกขั้นตอน เช่น การรับจำนำข้าว

คำพิพากษาระบุว่า โครงการรับจำนำข้าวทั้ง 5 ฤดูการผลิต แม้จะพบความเสียหายหลายประการ เช่น การสวมสิทธิรับจำนำ การนำข้าวต่างประเทศมาสวมสิทธิ ข้าวสูญหายจากโกดัง ข้าวเสื่อมคุณภาพ ข้าวเน่า แต่เป็นความเสียหายที่เกิดจากฝ่ายปฏิบัติ จำเลยได้กำหนดวิธีการป้องกันและแก้ไขแล้ว จึงไม่มีความผิดฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

แต่เรื่องที่จำเลยในฐานะนายกรัฐมนตรี และประธานคณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (นขช.) ต้องรับผิด เพราะจำเลยทราบว่าการขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐไม่ชอบด้วยกฎหมาย ส.ส.นำไปอภิปรายในสภา แต่จำเลยยังยืนยันว่าเป็นการขายข้าวแบบจีทูจีจริง ไม่ยับยั้งโครงการ ปล่อยให้มีการแสวงหาผลประโยชน์ เป็นการละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

จำเลยต่อสู้ว่าการรับจำนำข้าว เป็นนโยบายที่รัฐบาลแถลงต่อรัฐสภา จึงมีผลผูกพันต้องปฏิบัติ คำแถลงนโยบายคือ “ยกระดับราคาสินค้าเกษตร และให้เกษตรกรเข้าถึงแหล่งทุน โดยดูแลสินค้าเกษตรให้มีเสถียรภาพที่เหมาะสม คำนึงถึงกลไกราคาตลาดโลก...และนำระบบรับจำนำสินค้าเกษตรมาใช้” คำแถลงนโยบายถูกทาง แต่สวนทางในภาคปฏิบัติ

คำแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเขียนว่า “คำนึงถึงกลไกราคาตลาดโลก” แต่ในภาคปฏิบัติจริง รัฐบาลรับซื้อข้าวทุกเมล็ด ตันละ 15,000 บาท สูงกว่าราคาตลาดราว 50% เพื่อเกทับพรรคคู่แข่งและโดนใจประชาชน เป็นประชานิยมแบบสุดโต่ง ตามที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราวว่า “การบริหารราชการ แผ่นดิน ที่มุ่งสร้างความนิยมทางการเมือง”

การบริหารประเทศเพื่อมุ่งหาเสียง โดยไม่คำนึงถึงความเป็นไปได้ ไม่คำนึงถึงความเสียหายต่อเศรษฐกิจของประเทศและประชาชนในระยะยาว เป็น “เรื่อง ต้องห้าม” ตามรัฐธรรมนูญชั่วคราว 2557 และบังคับให้เขียนไว้ในฉบับถาวร 2560 มิฉะนั้นพรรคการเมืองอาจจะแข่งกันประกาศนโยบายลดแลกแจกแถมในการเลือกตั้งคราวหน้า

ในปัจจุบันรัฐจ่ายเบี้ยยังชีพให้ผู้สูงอายุ เดือนละ 600 บาท ถึง 1,000 บาท ขึ้นอยู่กับอายุ แต่พรรคการเมืองอาจแข่งกันหาเสียง จะเพิ่มเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุเป็นเดือนละหมื่นบาท โดยไม่ต้องคำนึงว่าฐานะการเงิน การคลังจะรับมือไหวหรือไม่ และไม่ต้องคิด มาตรการแก้ไขระยะยาว เช่น ส่งเสริมการออมและบังคับให้ผู้มีรายได้ประกันตนเอง ตั้งแต่ยังหนุ่มสาวและมีรายได้.