วันอังคารที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กินติ่มซำ..ย่ำถนนอาร์ต ที่เกาะหมาก..ปีนัง

เมื่อ 2 ยายหลาน พี่เปิ้ล “สรัญญา” และหลานจอมแสบ พราวไพลิน พร้อมสาวๆแก๊งใหญ่ ชวนไปท่องปีนังในวันหยุดสุดสัปดาห์ เป้าหมายไม่สำคัญเท่าคนร่วมทาง การตกปากรับคำและเตรียมตัวเดินทางจึงเริ่มต้นแบบไม่มีพิธีรีตอง

นั่งเครื่องบินไปลงหาดใหญ่ไฟลท์เช้าตรู่ ก่อนต่อรถข้ามแดนที่ด่านสะเดาเข้าปีนังทางไทรบุรี ดินแดนที่เคยเป็นของไทยมาแต่ครั้งอดีต โชคไม่เข้าข้าง เพราะฝนกระหน่ำต้อนรับคณะอย่างชนิดที่ทำให้ทั้งเปียกทั้งดูปอนๆยิ่งกว่ากะเหรี่ยงตกดอย แต่ไหนๆเมื่อมาแล้วก็ต้องลุย...เวลามีน้อย จะคอยอะไร

ขึ้นรถเมล์สาย 101 จาก Komtar หรือตึกคอมตาร์ คอมเพล็กซ์ ซึ่งเป็นตึกที่สูงที่สุดในปีนัง และเป็นศูนย์กลางของเมือง ด้านบนเป็นสำนักงานออฟฟิศ ส่วนด้านล่างเป็นสถานีขนส่งรถประจำทาง รถทุกๆสายจะต้องจอดรับ-ส่งผู้โดยสารที่นี่ ที่ดีกว่าบ้านเราคือ ป้ายบอกตารางเวลาเดินรถชัดเจน อีกกี่นาทีรถสายนี้จะมา ทำให้วางแผนการเดินทางได้ง่ายมาก

เหตุเพราะฝนตก ทำให้เราไม่สามารถไปเดินที่ไหนได้ นอกจากห้างสรรพสินค้า โดยเฉพาะ Gurney Plaza ห้างขนาดใหญ่ที่อยู่ติดทะเล และมีของสารพัด ทั้งแบรนด์เนม ไม่แบรนด์เนมให้เลือกซื้อ สนนราคาบางอย่างที่เป็นแบรนด์ท้องถิ่นของมาเลเซีย บอกเลยว่าไม่แพง และหลายอย่างถูกกว่าเมืองไทย ที่ว่าจะไม่ซื้อๆ สรุปหิ้วกันมาคนละถุงสองถุง...

วันที่สองในปีนัง แดดจ้าผิดกับเมื่อวันวาน เข้าตำรา“ฝนซาฟ้าใส” เนื่องจากโรงแรมที่พักเป็น Budget Hotel เราเลยต้องออกมาหาอะไรรองท้อง ซึ่งก็โชคดีที่ใกล้ๆโรงแรงมีร้านติ่มซำ ที่คนปีนังเรียกว่า Zim Zum เป็นร้านใหญ่มากอยู่ในย่านจอร์จ ทาวน์ คนปีนังนิยมมาทานอาหารเช้าที่นี่ เช่นเดียวกับนักท่องเที่ยวส่วนหนึ่ง

ร้านนี้มีเมนูให้เลือกหลากหลาย ทั้งติ่มซำ ก๋วย-เตี๋ยว โกปี๊ หยิบใส่ถาดมายืนรอโต๊ะ เพราะคนแน่นมาก ประมาณว่าต้องเล่นเก้าอี้ดนตรีกันเลยล่ะการออกมากินอาหารในร้านเดียวกับที่คนท้องถิ่นกิน ทำให้เห็นวิถีชีวิต โดยเฉพาะในวันหยุดสุดสัปดาห์ คนปีนังจะพาครอบครัวออกมาทานอาหารเช้า ที่เรียกว่าครอบครัว เพราะมากันทั้งบ้าน ตั้งแต่อาม่า อากง อาซ้อ อาอี๊ เลยไปถึงลูกเล็กเด็กแดง เสียงพูดคุยสลับกับการไถ่ถามทุกข์สุขกันของคนในครอบครัว ดูเป็นสายใยทางสังคมที่เข้มแข็ง แม้จะเป็นเมืองที่ผู้คนหลากวัฒนธรรมมาอยู่รวมกัน ทั้งจีน มลายู หรือจีนผสมกับคนท้องถิ่นที่เรียกว่า เพอรานากัน แถมด้วยอินเดีย...อีกบางส่วน

ถ้าไม่นับรวมภาษาพูดแล้ว วิถีในปีนังไม่ต่างกับภูเก็ตบ้านเรามากนัก เชื้อชาติหลากหลาย ศาสนาก็มีหลายศาสนา ทั้งพุทธมหายาน คริสต์และอิสลาม... ต่างคนต่างนับถือ แต่อยู่ร่วมกันได้

อิ่มท้องแล้ว หมดไป 44 ริงกิต คูณด้วย 8 คิดเป็นเงินไทยแค่ 300 กว่าบาทแต่อิ่มแปล้ เป้าหมายวันนี้คือ การเดินชมจอร์จทาวน์ ที่เป็นทั้งเมืองเก่าและเมืองหลวงของรัฐปีนัง 1 ใน 13 รัฐของมาเลเซีย และยังเป็นเมืองที่ได้รับยกย่องให้เป็นเมืองมรดกโลกคู่กันกับเมืองมะละกาด้วย

เสน่ห์ของจอร์จทาวน์ ไม่ใช่แค่ถนนที่เต็มไปด้วยงานศิลปะในย่าน Art street หรือ Street Art แต่เพราะการอนุรักษ์อาคารบ้านเรือนแบบโคโลเนียลสไตล์ชิโน-โปรตุกีสเอาไว้ได้เป็นอย่างดี ที่ทำให้ผู้คนที่มาที่นี่รู้สึกเหมือนกำลังท่องไปในอดีตสมัยเมื่อชาวจีนโพ้นทะเลจากมณฑลฝูเจี้ยนเดินทางผ่านช่องแคบมะละกามาที่เกาะหมาก ซึ่งเป็นชื่อเดิมของปีนัง ที่แปลว่า “ต้นหมาก” เพราะในสมัยนั้นบนเกาะเล็กๆแห่งนี้มีต้นหมากอยู่มาก

ปัจจุบันอาคารหลายหลังถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นโรงแรมแบบบูธีค ที่ได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยว การจองห้องพักส่วนใหญ่ในย่านนี้จะเต็มตลอด นอกจากโรงแรมแล้ว ยังมีร้านกาแฟเก๋ๆ รวมถึงร้านขายของที่ระลึกที่พัฒนาจากบ้านเก่าให้เป็นร้านเล็กๆ ดูคลาสสิก

ย่านที่มีคนมากที่สุดเห็นจะเป็นย่านสตรีตอาร์ต ที่มีการวาดภาพไว้บนกำแพง ว่ากันว่าเป็นแนวคิดของศิลปินชาวลิทัวเนีย ที่จบการศึกษาทางด้านศิลปะจากมหาวิทยาลัยมิดเดิล-เซ็ก ลอนดอน และเดินทางมาอยู่ที่ปีนัง ที่ชื่อ เออร์เนสต์ ซาคาเรวิก โดยเปิดตัวครั้งแรกในงาน George Town Festival 2012 ซึ่งเออร์เนสต์ได้ทำโครงการชื่อว่า “Mirrors George Town” โดยวาดภาพต่างๆ บนผนังกำแพงในเมืองจอร์จทาวน์ แสดงให้เห็นถึงผู้คนหลากหลายเชื้อชาติและวัฒนธรรมที่อาศัยอยู่ในเมืองแห่งนี้ จำนวน 8 ภาพ ต่อมามีศิลปินเห็นว่า การสร้างงานศิลปะแบบนี้น่าสนใจ จึงมาช่วยกันวาดภาพต่อและกลาย เป็นจุดดึงดูดนักท่องเที่ยวให้เดินทางมาที่จอร์จทาวน์

ภาพไฮไลต์ที่มีการนำไปทำเป็นของที่ระลึก เห็นจะเป็นภาพเด็กผู้หญิงปั่นจักรยานคันใหญ่ มีน้องชายตัวเล็กนั่งซ้อนท้าย ที่ใครมาก็ต้องไปถ่ายรูปกับภาพนี้

นอกจากสตรีตอาร์ตแล้ว ในเมืองยังมีคฤหาสน์สีฟ้า ที่ถือว่าเป็นจุดท่องเที่ยวอีกแห่งที่ถ้ามีเวลาก็ควรแวะไปชม เป็นบ้านแบบจีน สร้างขึ้นในทศวรรษที่ 1880 เคยเป็นที่พักของเฉิง ฟัต เจ๋อ บุคคลสำคัญของจีนในสมัยที่มีการจัดตั้งเขตช่องแคบปีนังในช่วงศตวรรษที่ 19 เพิ่งได้รับรางวัล Unesco Asia-Pacific Heritage Conservation Award ไปไม่นาน ส่วนอีกที่คือ ป้อมปราการคอร์นเวลลิส ซึ่งตั้งชื่อตามชาร์ล คอร์นเวลลิส ผู้สำเร็จราชการของอังกฤษประจำเมืองเบงกอลในช่วงปลายทศวรรษที่ 1700 เป็นสัญลักษณ์ของเมืองที่มีความน่าสนใจทางประวัติศาสตร์ ภายในป้อมมีโครงสร้างดั้งเดิมบางส่วนที่มีอายุมากกว่าร้อยปี ภายในป้อมมีทั้งโบสถ์ คุกขังนักโทษ คลังเก็บดินปืน ประภาคารซึ่งครั้งหนึ่งใช้ส่งสัญญาณแก่เรือที่เข้ามาเทียบท่า และปืนใหญ่สำริด ที่สร้างขึ้นโดยชาวดัตช์ในปี ค.ศ.1603

วันสุดท้ายในปีนัง เราเดินทางไปสัมผัสความยิ่งใหญ่ของสะพานเชื่อมเกาะปีนังแห่งที่ 2 ที่ชื่อว่า สะพานสุลต่านอับดุล ฮาริม มูอัด ซัมซาห์ เพิ่งเปิดใช้งานเมื่อวันที่ 1 มีนาคม 2014 เป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของชาวมาเลเซีย เพราะถือว่าเป็นสะพานสวยงามที่ยาวที่สุดในประเทศมาเลเซียและยาวที่สุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ มีความยาวทั้งหมด 24 กิโลเมตร...ปลายสุดของสะพานเป็นเอาต์เลตใหญ่ในเมืองใหม่...ที่ควรค่าแก่การช็อปปิ้งเป็นอย่างยิ่ง

ปิดทริปปีนังแบบเร่งรีบ...แต่ก็ได้สาระ อย่างน้อยก็ทำให้เห็นความหลากหลายและความเจริญของประเทศเพื่อนบ้าน...แม้จะเป็นการมองแบบรวบรัดก็ตามที....!!