วันอาทิตย์ที่ 17 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘ทัวร์โอเอ’ เอาคืน โร่จับพ.ต.อ.-พ.ต.ท. เบิกความเท็จ ‘ศูนย์เหรียญ’ ส่งต่อป.ป.ช.

“ทายาททัวร์ศูนย์เหรียญ”โร่แจ้งความกองปราบฯ เอาผิด 2 นายตำรวจทีมทำคดี หลังศาลอาญายกฟ้อง ในฐานความผิดแจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ หลังทำคดีกล่าวหาพร้อมพวก 13 คน ร่วมกันเป็นอั้งยี่ ทายาททัวร์ศูนย์เหรียญระบุ ทำให้ชื่อเสียงและธุรกิจเสียหาย มีหนี้สินมากมาย พนักงานเดือดร้อน ยกฟ้องคดีแล้วยังถูกคุกคามอย่างต่อเนื่อง รอง ผบก.ป. เผยเตรียมสอบสวนผู้เสียหาย ผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นเอกสารแสดงข้อเท็จจริงได้ ภายใน 30 วัน จากนั้นส่งเรื่องให้ ป.ป.ช.จัดการ

ทายาททัวร์ศูนย์เหรียญแจ้งเอาผิด 2 นายตำรวจชุดทำคดีหลังศาลยกฟ้อง เปิดเผยขึ้นที่กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) เมื่อเวลา 13.30 น. วันที่ 28 ก.ย. นายวสุรัตน์ โรจน์รุ่งรังสี อายุ 27 ปี กรรมการผู้มีอำนาจ บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด พร้อมทนายความ เดินทางเข้าพบ พล.ต.ต.สุทิน ทรัพย์พ่วง ผบก.ป. พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป. เพื่อแจ้งความดำเนินคดี พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว ผกก.ควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ บช.ทท. และ พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ เรืองดิษฐ์ รอง ผกก.(สอบสวน) สน.พญาไท ทำคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ ในความผิดฐานแจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 พร้อมนำเอกสารที่เกี่ยวข้องมามอบไว้เป็นหลักฐานประกอบการพิจารณา

นายวสุรัตน์กล่าวว่า เหตุที่เข้าแจ้งความดำเนินคดี เนื่องจากเมื่อวันที่ 29 กรกฎาคม 2559 พนักงานสอบสวนคดีทัวร์ศูนย์เหรียญ ได้นำความเท็จมาพิจารณาดำเนินคดีตนกับพวก ข้อหาร่วมกันเป็นอั้งยี่ ต่อมาสำนักงานตำรวจแห่งชาติ มีคำสั่งที่ 813/2559 ลงวันที่ 31 สิงหาคม 2559 แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวน รวม 35 นาย รวมถึงคำสั่งที่ 823/2559 ลงวันที่ 6 กันยายน 2559 และคำสั่งที่ 831/2559 ลงวันที่ 13 กันยายน 2559 แต่งตั้งคณะพนักงานสอบสวนเพิ่มอีก 16 คน และ 18 คน ตามลำดับ รวมมีพนักงานสอบสวน 69 คน พิจารณาคดี ก่อนมีความเห็นส่งฟ้องผู้ต้องหา 13 ราย ตามความผิด พ.ร.บ.ธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ พ.ศ.2551 ต่อมาศาลอาญาได้มีคำพิพากษายกฟ้อง กรณีการพิจารณาดำเนินคดีตนกับพวก ที่ผ่านมา บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ไม่ได้รับความเป็นธรรม และเมื่อตกเป็นข่าวทำให้บริษัทซึ่งเป็นธุรกิจของครอบครัวที่สร้างขึ้นมานานกว่า 30 ปี ต้องเสื่อมเสียชื่อเสียง เกิดความเสียหายต่อธุรกิจนับพันล้านบาท จึงพิจารณาแจ้งความดำเนินคดี พ.ต.อ.สุรศักดิ์ และ พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ รวมถึงผู้ร่วมกระทำการหรือสนับสนุนการกระทำความผิดทุกคน

“ส่วนตัวเชื่อมั่นในตัว พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และกระบวนการยุติธรรม ผมและครอบครัวอดทนอดกลั้นมานาน หลังถูกดำเนินคดีในข้อหาอั้งยี่ ซ่องโจร ถูกคุมขังในเรือนจำมีคำสั่งห้ามประกันตัวเกือบทั้งครอบครัวนานร่วม 5 เดือน ตกเป็นจำเลยสังคม ธุรกิจครอบครัวที่สร้างมานานกว่า 30 ปี ต้องพังทลายชั่วพริบตา มีหนี้สินพะรุงพะรังหลายพันล้าน พนักงานนับพันชีวิตต้องถูกลอยแพ แต่ในที่สุดศาลชั้นต้นมีคำพิพากษายกฟ้อง อย่างไร ก็ตาม วันนี้ไม่รู้ว่าครอบครัวจะถูกกระทำอะไรอีก อยากให้ทุกสิ่งทุกอย่างกลับมา เหมือนเดิม แต่สิ่งที่หวังกลับตรงกันข้าม ครอบครัวยังถูกผู้ไม่หวังดีคุกคาม กลั่นแกล้ง แอบอ้างถึงผู้ใหญ่มากระทำใส่อย่างต่อเนื่อง หากถามว่า ถูกคุกคาม และมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องอย่างไรบ้าง ในส่วนนี้ขอให้เป็นกองปราบปรามสืบสวนชี้แจงความจริง ต้องตัดสินใจมาร้องขอความเป็นธรรมจากตำรวจกองปราบปราม” ทายาทบริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด กล่าว

ผู้สื่อข่าวถามว่า ก่อนหน้านี้บริษัท โอเอ ทรานสปอร์ต จำกัด ได้ออกหมายแจ้งสื่อมวลชนว่าจะมีการดำเนินการเอาผิดกับ พล.ต.ต.สุรเชษฐ์ หักพาล รรท.รอง ผบช.ทท. ในฐานความผิด 157 แต่ถึงเวลานัดหมายกลับไม่ได้มีการแจ้งความเอาผิด นายวสุรัตน์กล่าวว่า จะดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐเพียง 2 คนเท่านั้น บริษัทไม่เคยชี้แจงลักษณะนั้น ไม่รู้ว่าเป็นการปล่อยข่าวหรือไม่ ผู้สื่อข่าวถามอีกว่า คิดว่า การถูกดำเนินคดีในครั้งนี้มีเบื้องหลังหรือไม่ นายวสุรัตน์กล่าวว่า ส่วนนี้ฝากสื่อมวลชนช่วยหาข้อมูลให้ครอบครัวตนด้วย หลังจากนี้คงไม่สามารถตอบได้ว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป เนื่องจากบัญชีบริษัท รวมทั้งรถบัสยังถูกอายัดอยู่ แม้จะเกินกรอบระยะเวลา 90 วัน แต่เราก็ไม่ได้นำรถมาดำเนินธุรกิจ ต่อ ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา ไม่สามารถประเมินมูลค่าได้ว่าเสียหายไปเท่าไร อย่างไรก็ตาม ขณะนี้เป็นการดำเนินคดีในส่วนของอาญา ส่วนจะร้องทุกข์เรียกค่าเสียหายทางแพ่งหรือไม่ คงเป็นเรื่องต่อไปที่จะดำเนินการ

พ.ต.อ.สุวัฒน์ แสงนุ่ม รอง ผบก.ป.กล่าวว่า เบื้องต้นเจ้าหน้าที่ได้รับคำร้องทุกข์ สอบปากคำเพื่อประกอบสำนวน ขณะนี้มีการกล่าวโทษนายตำรวจสองนายเท่านั้น คือ พ.ต.อ.สุรศักดิ์ สุรินทร์แก้ว ผกก.ควบคุมธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์ บช.ทท. กับ พ.ต.ท.ธรรมรักษ์ เรืองดิษฐ์ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.พญาไท ข้อหาแจ้งความเท็จ เบิกความเท็จ และเป็นเจ้าพนักงานร่วมกันปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ สร้างความเสียหายให้แก่บริษัทฯ เท่านั้น คดีดังกล่าวถือว่ายังไม่สิ้นสุด แต่ในเมื่อมีการร้องทุกข์กับกองปราบฯต้องดำเนินการ ทั้งนี้ กองปราบปรามทำได้เพียงรับคำร้องทุกข์ จากนั้นจะนำคำร้องทุกข์ส่งให้ ป.ป.ช. ขั้นตอนจากนี้พนักงานสอบสวน จะใช้เวลา 30 วัน ในการสอบปากคำผู้กล่าวหารวบรวมหลักฐานทางคดี ส่วนผู้ถูกกล่าวหาสามารถยื่นข้อเท็จจริงได้ เพื่อนำไปประกอบสำนวน ก่อนส่งเรื่องให้กับ ป.ป.ช. พิจารณาตามขั้นตอนต่อไป