วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โสมแดงก็ยั่ว-มะกันก็ขู่! สงครามนิวเคลียร์จะบังเกิดหรือไม่?

ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ความตึงเครียดระหว่างเกาหลีเหนือกับสหรัฐฯ พุ่งสู่จุดสูงที่สุด เมื่อต่างฝ่ายต่างข่มขู่จะทำลายอีกฝ่ายให้สิ้น จนกระทั่ง รัฐมนตรีต่างประเทศของเปียงยาง กล่าวหา โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำแดนลุงแซมว่า ได้ประกาศสงครามกับพวกเขาแล้ว พร้อมขู่จะสอยเครื่องบินของสหรัฐฯ ทุกลำ แม้ไม่ได้บินเข้าน่านฟ้าของพวกเขาก็ตาม

แม้ว่าจนถึงตอนนี้ ไม่มีใครเชื่อว่า เกาหลีเหนือ และ สหรัฐฯ จะเปิดสงครามเต็มรูปแบบกัน แต่กำลังมีความหวั่นวิตกว่า สงครามน้ำลายที่กำลังเกิดขึ้น อาจจุดชนวนให้เกิดสงครามโดยไม่ได้ตั้งใจ เมื่อทั้ง 2 ฝ่ายยังไม่แสดงท่าทีว่าจะลดทอนการยั่วยุอีกฝ่ายลงเลย

สหรัฐฯ - เกาหลีเหนือ เริ่มขยับยุทโธปกรณ์

สำนักงานข่าวกรองแห่งชาติของเกาหลีใต้ เปิดเผยต่อคณะกรรมาธิการข่าวกรองของรัฐสภาแห่งชาติว่า เมื่อช่วงสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา เกาหลีเหนือเคลื่อนย้ายเครื่องบินของพวกเขา และเสริมการป้องกันบริเวณชายฝั่งทางตะวันออกของประเทศ เพื่อตอบโต้กรณีที่สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-1บี และ เอฟ-15 ของสหรัฐฯ แอบบินเข้าใกล้ชายฝั่งดังกล่าวในระยะใกล้ที่สุดอย่างไม่เคยมีมาก่อน เมื่อวันเสาร์ที่ 23 กันยายน

ขณะที่ สหรัฐฯ ให้คำมั่นว่าพวกเขาจะส่งยุทโธปกรณ์กองทัพเชิงยุทธศาสตร์ไปยังคาบสมุทรเกาหลีให้มากขึ้นในช่วงปลายปีนี้ ซึ่ง นายจุง อึย-ยอง หัวหน้าสำนักงานความมั่นคงแห่งชาติเกาหลีใต้ ระบุว่า ยุทโธปกรณ์เหล่านี้จะช่วยขยายขีดความสามารถในการป้องกันของพวกเขาให้มากยิ่งขึ้นไปอีก

นอกจากนี้ ในเดือนตุลาคม สหรัฐฯ จะส่งเรือรบและเครื่องบินจำนวนมากมายังคาบสมุทรเกาหลี เพื่อร่วมการฝึกซ้อมทางทหารร่วมกับ เกาหลีใต้ และญี่ปุ่น ซึ่งแน่นอนว่าจะทำให้เกาหลีเหนือไม่พอใจ และอาจจะมีความเคลื่อนไหวใดๆ เช่น การทดสอบยิงขีปนาวุธ เกิดขึ้นตามมาอีกก็เป็นได้

ไม่มีฝ่ายใดอยากทำสงครามเต็มรูปแบบ

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่มีเหตุการณ์ต่างๆ เกิดขึ้นมากมายในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา ทำให้สถานการณ์ระหว่างทั้ง 2 ประเทศทำท่าว่าจะขยับเข้าใกล้การแตกหักด้วยกำลังทหารมากขึ้น และความหวังในการใช้วิธีทางการทูตแก้ปัญหา ดูเหมือนจะค่อยๆ เลือนลางหายไป แต่ในความเป็นจริงแล้ว มีสัญญาณหลายอย่างที่บอกว่า ทั้ง เกาหลีเหนือ และ สหรัฐฯ จะไม่เปิดฉากทำสงครามกัน

ประธานาธิบดีทรัมป์ แม้จะพูดกลางที่ประชุมสมัชชาใหญ่สหประชาชาติ เมื่อสัปดาห์ก่อนว่า จะทำลายเกาหลีเหนือให้สิ้นซาก แต่เขายังยึดถือนโยบายของประธานาธิบดีสหรัฐฯ รุ่นก่อนๆ คือ ย้ำว่าคำขู่ของเขาจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อ สหรัฐฯ ถูกบังคับให้ต้องปกป้องตนเอง หรือพันธมิตรเท่านั้น

ส่วนฝั่งเกาหลีเหนือไม่ได้ออกมาระบุอย่างชัดเจนเหมือนสหรัฐฯ แต่เมื่อดูจากกรณีที่สหรัฐฯ ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิด บี-1บี เข้าใกล้ชายฝั่งทางตะวันออกของแดนโสมแดงมากๆ แต่รัฐบาลเปียงยางกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบโต้ใดๆ ทำให้มองได้ว่า เรดาร์ของพวกเขาอาจตรวจไม่พบเครื่องบินของสหรัฐฯ หรือพวกเขาต้องการหลีกเลี่ยงการเผชิญหน้ากับสหรัฐฯ

สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือ เกิดสงครามโดยไม่ได้ตั้งใจ

อย่างที่ระบุไปข้างต้น ไม่มีฝ่ายใดต้องการทำสงคราม แต่นายรอดเจอร์ เบเกอร์ รองประธานฝ่ายวิเคราะห์ยุทธศาสตร์ ของบริษัทข่าวกรอง ‘สตราตฟอร์’ (Stratfor) เตือนว่า การแสดงแสนยานุภาพ กอปรกับการทำสงครามน้ำลายขู่กันไปขู่กันมา อาจทำให้เกิดสงครามขึ้นโดยไม่ได้ตั้งใจ “เกาหลีเหนืออาจทึกทักเอาเองว่า คำขู่เหล่านี้เพียงพอต่อการยับยั้งการกระทำของสหรัฐฯ แต่ฝ่ายสหรัฐฯ ก็อาจคิดแบบเดียวกัน สุดท้ายจึงไปจบลงที่สถานการณ์ซึ่งการยั่วยุจากอีกฝ่ายถูกมองว่าเป็นความเคลื่อนไหวสู่สงครามจริงๆ”

นายเบเกอร์ ยังแสดงความกังวลด้วยว่า ความเคลื่อนไหวใดๆ ของเกาหลีเหนือที่จะคุกคามเครื่องบินของสหรัฐฯ หรือการแข่งกันแสดงแสนยานุภาพ อาจนำไปสู่การต่อสู้กันโดยไม่ได้ตั้งใจ แต่เบเกอร์ยังมั่นใจว่า เราจะไม่ได้เห็นทั้ง 2 ฝ่ายมีความเคลื่อนกองทัพครั้งใหญ่ หรืออพยพประชาชนเพื่อเตรียมทำสงครามเต็มรูปแบบ

ทว่าสิ่งที่มีโอกาสทำให้เกิดการโจมตีทางทหารเกิดขึ้นมากที่สุด คือ คำขู่ของเกาหลีเหนือ ที่จะทดสอบระเบิดไฮโดรเจน หรือ เอช-บอมบ์ ระเบิดนิวเคลียร์อานุภาพทำลายล้างสูงในมหาสมุทรแปซิฟิก หรือในน่านน้ำรอบคาบสมุทรเกาหลี ซึ่งผลลัพธ์ที่ออกมาจะรุนแรง และอาจเป็นอันตรายต่อชีวิตได้ จนอาจทำให้สหรัฐฯ ตัดสินใจชิงใช้กำลังทหารโจมตีก่อน

จะเกิดอะไรขึ้นหากสงครามอุบัติ?

สมมติว่า หากสงครามระหว่าง เกาหลีเหนือ กับ สหรัฐฯ อุบัติขึ้นมาจริงๆ จะเกิดอะไรขึ้น? นายเดวิด แม็กซ์เวลล์ ผู้เชี่ยวชาญด้านความสัมพันธ์เกาหลีแห่งกองทัพสหรัฐฯ และนายบรูซ เบคตอล อดีตนักวิเคราะห์ของกระทรวงกลาโหมสหรัฐฯ ได้เปิดเผยความคิดของพวกเขาเกี่ยวกับเรื่องที่ว่านี้ต่อสำนักข่าว บีบีซี

เราจะได้เห็นการสูญเสียชีวิตมนุษย์อย่างโหดร้าย อาจจะมากถึง 300,000 หรือ 400,000 คน ไม่ว่าจะเป็นทหารหรือพลเรือนในสัปดาห์แรก และอาจมากถึง 2 ล้านคน ภายในเวลา 3 สัปดาห์ “ถ้าผมเป็นผู้บัญชาการกองทัพเกาหลีเหนือ ผมจะยิงอาวุธของกองทัพ และสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินแก่เกาหลีใต้ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้” นายแม็กซ์เวลล์ กล่าว “ในช่วงไม่กี่ชั่วโมงแรก จะมีกระสุนปืนใหญ่และจรวด ถูกยิงสู่เกาหลีใต้ และกรุงโซล”

แล้วสหรัฐฯ ซึ่งมีทหารอยู่ในเกาหลีใต้, ญี่ปุ่น และเกาะกวมในแปซิฟิกจะตอบโต้การโจมตีของเกาหลีเหนืออย่างไร? นายเบคตอล ระบุ “หน้าที่ของเราคือการใช้ขุมกำลังทางอากาศเพื่อยื้อเกาหลีเหนือเอาไว้ให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ จนกว่าเราจะสามารถส่งอาวุธที่ใหญ่กว่าไปถึงที่นั่น สิ่งแรกที่ต้องทำคือ ขนทุกอย่าง ทั้งรถถัง รถกระบะ รถหุ้มเกราะ ปืนใหญ่ ทหารราบ เหล่านี้ลงเรือให้หมด และจะใช้เวลาประมาณ 3-4 วัน เพื่อที่นาวิกโยธินสหรัฐฯ จะเดินทางไปถึงญี่ปุ่น และอีก 3 สัปดาห์ กว่าที่อาวุธหนักจะถูกส่งมาถึงจากเทกซัส”

นั่นหมายความว่า “เกาหลีเหนือมีเวลาเพียง 2-3 สัปดาห์ เพื่อเก็บรวบรวมอาวุธ, อาหาร, เชื้อเพลิง และอื่นๆ เพื่อสู้ในสงคราม ดังนั้นพวกเขาต้องทำตามเป้าหมายทุกอย่างในแผนการสงครามของพวกเขาให้สำเร็จในช่วงเวลาสั้นๆ นั้น เพราะจากนั้นพวกเขาจะไม่เหลืออะไร” นายเบคตอล กล่าวต่อว่า “เมื่อสถานการณ์ฝั่งเกาหลีเหนือเริ่มแย่ลง หน่วยต่างๆ ส่วนใหญ่ของพวกเขาก็จะเริ่มพังทลายลง และเมื่อกองทัพของพวกเขาเริ่มล้ม การต่อสู้จะลดลงอย่างรวดเร็ว”

“ถึงตอนนั้น คิม จอง-อึน ก็จะเริ่มรู้ตัวว่าเหลืออาวุธเพื่อใช้ต่อสู้เพียงน้อยนิดเท่านั้น และเมื่อเป็นเช่นนั้น จะมีเหตุผลอะไรที่พวกเขาจะไม่ใช้อาวุธนิวเคลียร์ เพื่อพาทหารอเมริกันหลายแสนคนลงหลุมไปด้วยกัน”