วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จังหวะคุมแรงเหวี่ยง

บันทึกไว้อีกคดีประวัติศาสตร์เมืองไทย

ในที่สุดศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองก็ได้พิพากษาจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี จำเลยในคดีความผิดมาตรา 157 ไม่ระงับยับยั้งให้เกิดความเสียหายในคดีทุจริตโครงการรับจำนำข้าว เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญาและให้ออกหมายบังคับคดี นำตัวมารับโทษตามคำพิพากษา

โดยบรรยากาศไม่น่าตื่นเต้นซักเท่าไหร่ เพราะสถานการณ์ค่อนข้างคาดเดาได้ตั้งแต่วันที่อดีตนายกฯหญิงตัดสินใจไม่เดินทางมาฟังคำพิพากษาครั้งแรกในวันที่ 25 สิงหาคมที่ผ่านมา

น่าจะรู้ชะตากรรมตั้งแต่ตอนนั้นแล้ว

แต่สิ่งที่คนอยากรู้มากกว่าผลการตัดสินคดีจำนำข้าว นั่นคือ ปมที่ “บิ๊กตู่” พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี หัวหน้า คสช. แพลมเองเลยว่า รู้แหล่งกบดานของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ แต่รอเปิดเผยหลังศาลอ่านคำพิพากษาคดีจำนำข้าวชัดเจนแล้ว

แนวโน้มคงจะข้ามช็อตไปถึงการติดตามตัวอดีตผู้นำหญิงกลับเมืองไทย

ตามรูปการณ์คงต้องต่อสู้กันด้วยเงื่อนไขในการขอลี้ภัยทางการเมือง

ตามท้องเรื่องที่แตกต่างจากกรณีของอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร ที่โดนทำรัฐประหารระหว่างบินไปปฏิบัติภารกิจอยู่ต่างประเทศ จึงเข้าเงื่อนไขการลี้ภัยทางการเมือง

แต่กรณีของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ อยู่ในโหมดของการหนีฟังคำพิพากษาศาล โดนออกหมายจับ ตกอยู่ในสถานะของผู้ต้องหาหลบหนีคดีอาญาจากประเทศไทย

มันก็ยังก้ำกึ่ง เข้าเงื่อนไขลี้ภัยทางการเมืองได้หรือไม่

ตามสถานการณ์ไหลมาถึงจุดวัดใจ จะไล่ต้อนให้จนตรอก บีบให้ปักหลักสู้ตายกันไปข้าง หรือปล่อยให้ไปหลบอยู่ในมุมที่ไม่เป็นพิษเป็นภัยกับฝ่ายคุมเกมอำนาจประเทศไทย

แต่ก่อนอื่นใด ตามจังหวะที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯ หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ รีบออกมาประกาศในวันเดียวกับที่ศาลตัดสินคดีจำนำข้าวเลยว่า นักลงทุนไทยและต่างประเทศเชื่อมั่นต่อประเทศไทยมากขึ้น หลังรัฐบาลวางนโยบายปฏิรูป สะท้อนจากตัวเลขเศรษฐกิจล่าสุดที่เวิลด์ อีโคโนมิค ฟอรั่ม ได้ปรับอันดับไทยดีขึ้น 2 อันดับ จาก 34 มาอยู่ที่ 32 จาก 137 ประเทศ

โดยเฉพาะเศรษฐกิจปรับขึ้นจากอันดับ 13 มาอยู่อันดับที่ 9 ติดท็อปเทน

มั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 3 จะขยายตัวได้ดีกว่าไตรมาสที่ 2 เกิน 3.7 เปอร์เซ็นต์แน่ จากบรรยากาศการลงทุนในตลาดทุนฟื้นตัวดี ตลาดหลักทรัพย์ปรับตัวดีขึ้น

ประกอบกับการเมืองก็มีเสถียรภาพ แม้จะมีการตัดสินคดีของอดีตนายกฯก็ตาม

“สมคิด” ต้องประคองไม่ให้คดี “ยิ่งลักษณ์” ลามกระแทกเศรษฐกิจที่กำลังเข้าที่เข้าทาง

และตามรูปการณ์ที่น่าจะโยงเป็นคนละเรื่องเดียวกัน เพราะมันเกิดขึ้นในจังหวะที่พลพรรคประชาธิปัตย์กำลังเปิดยุทธการตีกินกระแสอย่างสนุก

รุกไล่ฝ่ายความมั่นคง คสช.ปล่อย “น้องปู” ล่องหนออกจากประเทศไทย

ตามเหลี่ยมเขี้ยวยิงกระสุนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งประจาน คสช.กระตุกระแวงเกมเกี้ยเซียะ ทั้งตามซ้ำพรรคเพื่อไทย กดลูกข่าย “ทักษิณ” ไม่ให้โงหัวขึ้น

ฉกฉวยสถานการณ์เป็นพระเอกตามฟอร์มถนัด

แต่ประชาธิปัตย์ก็ต้องสะดุ้ง กับการที่อัยการสูงสุดเห็นชอบให้อัยการฝ่ายคดีพิเศษลงนามส่งหนังสือแจ้งไปที่เลขาธิการสำนักงานป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เพื่อให้ไต่สวนในประเด็นความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และผู้อำนวยการ ศอฉ.ในเหตุสลายการชุมนุม นปช.เมื่อปี 2553

ที่ศาลฎีกาวินิจฉัยยกฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เนื่องจากไม่อยู่ในอำนาจของศาลอาญา จึงเป็นการดำเนินการคดีในฐานะผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง และเป็นความผิดเกี่ยวกับการปฏิบัติหน้าที่ราชการ ทางอัยการสูงสุดจึงให้ ป.ป.ช.ไต่สวนในประเด็นดังกล่าว ว่าทั้ง 2 คนได้ทำผิดตามมาตรา 157 หรือไม่

และหลังจากไต่สวนแล้วให้ทาง ป.ป.ช.แจ้งมายังอัยการสูงสุด เพื่อนำไปประกอบสำนวนความผิดฐานเจตนาฆ่า ที่อัยการสูงสุดเคยสั่งฟ้องไปแล้ว

แนวโน้ม “ปลุกผี” เสื้อแดง นปช.มาหลอนคนประชาธิปัตย์แน่

ย้ำ “แผล” มือเปื้อนเลือดให้เสียววาบ.

ทีมข่าวการเมือง