วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คุก 5 ปีนายกฯปู ลงมติ 9:0 ไม่รอลงอาญา!

รูดม่านคดีทุจริตจำนำข้าว ศาลมีหมายจับมารับโทษ

ศาลฎีกาฯอ่านคำพิพากษาลับหลัง “ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร” ยาวเหยียดกว่า 4 ชม. คดีปล่อยปละละเลยจนเกิดการทุจริตโครงการรับจำนำข้าว ทำรัฐเสียหายกว่า 5 แสนล้านบาท สั่งจำคุก 5 ปีโดยไม่รอลงอาญา ทีมทนายเตรียมขอคำพิพากษาฉบับเต็มไปวิเคราะห์แนวทางสู้คดีต่อ ส่วนลูกสาว “เสี่ยเปี๋ยง” ศาลตัดสินจำคุก 4 ปี คดีจีทูจี แต่เจ้าตัวไม่มาศาลเช่นกัน ด้านตำรวจรอหมายบังคับคดีไปออกหมายจับ “ยิ่งลักษณ์” ข้อหาใหม่ เตรียมประสานตำรวจสากล 190 ประเทศช่วยหาตัว เบื้องต้นยังไม่ได้รับรายงานว่าอยู่ประเทศไหน ด้าน พฐ.ตรวจ พบดีเอ็นเอผู้หญิงในรถคัมรีที่ตรวจยึดไว้ รอดีเอ็นเอ “ยิ่งลักษณ์” มาเปรียบเทียบ “บิ๊กตู่” ยังอุบไม่บอกว่า “ยิ่งลักษณ์” อยู่ที่ไหน เผยแค่ว่าอยู่ต่างประเทศ

กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ถูกดำเนินคดีข้อหาปล่อยปละละเลยให้เกิดการทุจริตโครงการจำนำข้าว ส่งฟ้องศาลฏีกาแผนกคดีอาญาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดฟังคำพิพากษา ครั้งแรกเมื่อวันที่ 25 ส.ค. แต่ปรากฏว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ ไม่เดินทางมาศาลจึงถูกออกหมายจับ และนัดฟังคำพิพากษาใหม่เป็นวันที่ 27 ก.ย. จากการตรวจสอบของตำรวจชุดสืบสวนพบหลักฐานว่า มีตำรวจ 3 นายประกอบด้วย พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.กก.สส.ภ.จ.นครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ อก.บก.ภ.จ.นครปฐม ช่วยเหลือขับรถไปส่งอดีตนายกรัฐมนตรี เมื่อนำตัวมาสอบสวนรับว่า ขับรถพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปส่งที่ จ.สระแก้ว จริง อยู่ระหว่างตรวจสอบความผิดทางอาญา และตั้งคณะกรรมการตรวจสอบทางวินัยตามที่เสนอข่าวไปแล้วนั้น

องค์คณะอ่านคำพิพากษา “ปู”

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 27 ก.ย. นายชีพ จุลมนต์ พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คนออกนั่งบัลลังก์อ่านคำพิพากษาจำนวน 90 หน้าต่อหน้าพนักงานอัยการ และทนายความจำเลยที่มาพร้อมกันทั้ง 4 คน ใช้เวลาอ่านคำพิพากษานาน 4 ชั่วโมงเศษ คำพิพากษาใจความว่า คดีนี้อัยการสูงสุดฟ้องว่า ระหว่างวันที่ 23 ส.ค.54 ถึงวันที่ 6 พ.ค.57 จำเลยเป็นนายกรัฐมนตรี มีอำนาจหน้าที่กำกับการ บริหารราชการ เพื่อสั่งการให้ราชการส่วนกลาง ส่วน ภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น เข้าชี้แจงแสดงความคิดเห็นทำรายงานการปฏิบัติการกรณีจำเป็นจะยับยั้งการปฏิบัติราชการใดๆที่ขัดต่อนโยบาย หรือมติคณะรัฐมนตรีก็ได้ จำเลยแถลงนโยบายคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภาว่า มีนโยบายเร่งด่วนคือ การยกระดับราคาสินค้าเกษตรและให้เกษตรกรเข้าถึงระบบแหล่งเงินทุน เพื่อสร้างความมั่นคงทางรายได้แก่เกษตรกร ด้วยการรับจำนำข้าวเจ้า ข้าวหอมมะลิ ความชื้นไม่เกิน 15 เปอร์เซ็นต์ ราคาตันละ 15,000-20,000 ต่อตัน จำเลยและคณะรัฐมนตรีมีมติให้ดำเนินการตามโครงการ 5 ฤดูการผลิต เพื่อรับจำนำข้าวเปลือกหอมมะลิ และข้าวเปลือกเจ้าตามลำดับ

หลายหน่วยงานเตือนเรื่องทุจริต

จากนั้นสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) คณะกรรมการ ป.ป.ช. และธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) มีหนังสือถึงจำเลย แจ้งสภาพปัญหาที่เกิดขึ้นจากโครงการรับจำนำข้าว เปลือกในอดีต พร้อมระบุลักษณะความเสียหาย และสาเหตุที่ทำให้การดำเนินการไม่ประสบความสำเร็จเช่น การบิดเบือนกลไกตลาด การที่รัฐต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเก็บรักษาข้าว และระบายออกไม่ทัน ทำให้ข้าวเสื่อมคุณภาพและราคา ส่งผลกระทบต่อการเกษตรและสร้างความเสียหายระดับประเทศ พบว่ามีการทุจริตทุกขั้นตอน มีกลุ่มบุคคลได้รับประโยชน์จากโครงการดังกล่าวเพียงบางกลุ่ม นอกจากนี้ มี ส.ส. นักวิชาการ สื่อมวลชน แสดงความคิดเห็นถึงปัญหาการทุจริตที่เกิดขึ้นทุกขั้นตอน เสนอปัญหาระบบการเงินการคลังของประเทศ และผลการขาดทุนสะสม อีกทั้งคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก มีหนังสือถึงจำเลยในฐานะเป็นประธานคณะกรรมการข้าวแห่งชาติ หรือกขช.หลายครั้ง

ปี 56 ขาดทุนกว่า 3 แสนล้าน

ล่าสุดวันที่ 31 พ.ค. 56 มีผลขาดทุนสะสมรวม 332,372.32 ล้านบาท ผลดำเนินการรับจำนำข้าวก่อให้เกิดความเสียหายแก่ประเทศ ทั้งที่คำนวณเป็นราคาเงินได้และคำนวณเป็นเงินได้ ตามที่หน่วยงานแนะนำและทักท้วงต่อจำเลยไว้แล้ว ได้แก่ ความเสียหายอันเกิดจากการทุจริต ความไม่โปร่งใส เช่น การโกงความชื้น และน้ำหนัก เพื่อกดราคารับจำนำ การนำข้าวจากประเทศเพื่อนบ้านมาสวมสิทธิ์รับจำนำข้าว การสับเปลี่ยนข้าวในโกดัง การสวมสิทธิ์เกษตรกร ค่าใช้จ่ายอันเกินควรและเปล่าประโยชน์ ข้าวสูญหายหรือข้าวขาดบัญชี การระบายข้าวล่าช้า การปลอมปนข้าว ข้าวขาดมาตรฐาน การไม่รับซื้อข้าวตามชั้นคุณภาพทำให้เกษตรกรขาดแรงจูงใจในการปรับปรุงข้าว กระทบต่อระบบเศรษฐกิจ การคลัง เพราะมีผลขาดทุนสูงมากทำให้เกิดหนี้สาธารณะเพิ่มสูงขึ้น การจ่ายเงินให้เกษตรกรล่าช้า เพราะเงินทุนหมุนเวียนไม่พอ มีการทุจริตระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ จำเลยทราบถึงปัญหาต่างๆที่จะเกิดขึ้นควรใช้ความระมัดระวังทุ่มเทเอาใจใส่ และรอบคอบในการดำเนินการ ต้องกำหนดหลักเกณฑ์ให้สมเหตุสมผล เหมาะสม และรัดกุม ตลอดจนประสิทธิภาพ ในการป้องกันความเสียหาย

ชี้เจตนางดเว้นทำให้เสียหาย

ศาลอ่านฟ้องต่อไปว่า แต่จำเลยกลับงดเว้นการป้องกันความเสียหาย ไม่ระงับยับยั้งโครงการจำนำข้าว โดยวิธีการทำให้เหตุแห่งการทุจริตและเสียหายนั้นหมดไป จึงเป็นการเอื้อประโยชน์แก่ผู้ทำธุรกิจค้าข้าว ที่ทุจริตในขั้นตอนการรับซื้อข้าว ระบายข้าว รวมถึงรัฐมนตรีบางคนที่มีพฤติกรรมหลบเลี่ยงการตรวจสอบ ปกปิดข้อมูล ส่อไปในทางรู้เห็นและได้รับผลประโยชน์จากการทุจริต จำเลยกลับปล่อยปละละเลยงดเว้นไม่ป้องกันความเสียหาย จึงเป็นการแสวงหาผลประโยชน์อันไม่ชอบด้วยกฎหมาย ขอให้ศาลลงโทษจำเลยตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ฐานเป็นเจ้าพนักงานปฏิบัติ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด และใช้อำนาจในตำแหน่งโดยมิชอบ เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตาม พ.ร.ป. ป.ป.ช. พ.ศ.2542 มาตรา 123/1 จำเลยให้การปฏิเสธ โจทก์นำพยานเข้าสืบ 15 ปาก ฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 42 ปาก นัดพิจารณาคดีรวม 25 นัด

ชี้ศาลฎีกาฯ มีอำนาจตัดสินคดี

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า มีประเด็นต้องพิจารณาว่าโจทก์มีอำนาจฟ้องหรือไม่ เห็นว่าศาลเป็น 1 ใน 3 ของอำนาจอธิปไตย มีหน้าที่ตรวจสอบและถ่วงดุล การที่จำเลยและคณะรัฐมนตรีเป็นอำนาจฝ่ายบริหาร ต้องถูกตรวจสอบการดำเนินการ ต้องรับผิดตามกฎหมาย และรับผิดต่อคณะผู้แทนราษฎร โครงการจำนำข้าวเมื่อเป็นนโยบายของรัฐฯ ย่อมถูกตรวจสอบได้ อยู่ในอำนาจการสอบสวนของคณะกรรมการ ป.ป.ช.มีอำนาจสอบสวน มีอำนาจกล่าวหา เมื่อแจ้งข้อกล่าวหาให้จำเลยทราบแล้ว จึงสรุปสำนวนให้อัยการสูงสุดพิจารณา เมื่อพิจารณาเห็นว่ามีข้อไม่สมบูรณ์ก็ตั้งคณะกรรมการพิจารณาร่วมกัน กระทั่งอัยการสูงสุดพิจารณายื่นฟ้อง คดีนี้โจทก์จึงมีอำนาจฟ้อง จำเลยต่อสู้คดีอีกว่า คดีนี้ไม่ได้อยู่ในอำนาจของศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เห็นว่า ศาลฎีกาฯ มีอำนาจพิจารณาโดยอาศัยรัฐธรรมนูญและ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ ป.ป.ช.มาตรา 9 (1)

อัยการสูงสุดมีอำนาจฟ้อง

ดังนั้นเมื่อมีการกล่าวหาว่า มีการกระทำความผิดตามที่ตรวจสอบข้างต้น และจำเลยได้ต่อสู้ อันเกี่ยวกับการดำเนินการและการใช้ดุลยพินิจทางการเมือง เมื่อถูกกล่าวหาว่า เป็นการปฏิบัติหน้าที่หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต จึงอยู่ในอำนาจของศาลนี้ จำเลยต่อสู้ว่า คำฟ้องของโจทก์ไม่ชอบด้วยกฎหมาย อ้างอำนาจฟ้องว่า อัยการสูงสุดคือ นายตระกูล วินิจนัยภาค เป็นอัยการสูงสุดที่มาโดยการรัฐประหาร จึงได้มาโดยไม่ชอบ ดังนั้นจึงไม่มีอำนาจลงชื่อท้ายฟ้อง ศาลเห็นว่า คสช.ปฏิวัติจึงเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีอำนาจในการออกคำสั่งที่ 47/2557 แต่งตั้งนายตระกูลเป็นอัยการสูงสุด จึงเป็นการออกคำสั่งโดยชอบ ทั้งเมื่อยื่นฟ้องแล้วจำเลยให้การต่อสู้ แสดงว่าจำเลยเข้าใจเนื้อหาคำฟ้องได้ดี คำฟ้องของโจทก์จึงชอบแล้ว

ละเลยไม่ยับยั้งโครงการฉาว

ประเด็นวินิจฉัยประเด็นสุดท้าย จำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า นโยบายจำนำข้าวเป็นนโยบายที่จำเลยแถลงต่อคณะรัฐมนตรีและรัฐสภา โดยมีจำเลยเป็นประธาน กขช. และตั้งคณะอนุกรรมการอีกหลายชุด เริ่มดำเนินการในปี 2554 มีหน้าที่อนุมัติกรอบนโยบายชนิดของข้าว เวลาดำเนินการ ปริมาณข้าว กำหนดหลักเกณฑ์วิธีการ รับจำนำข้าวเปลือก เรียกกันว่า โครงการรับจำนำข้าวงบประมาณตั้งไว้ 46,000 ล้านบาทเศษ มีกระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตร กระทรวงการคลัง กระทรวงมหาดไทย ธ.ก.ส. และองค์การตลาดกลาง (อ.ต.ก.) ร่วมดำเนินการและสนับสนุนปัจจัยการผลิต ทำฐานข้อมูลข้าว ติดตามประเมินผลงาน เมื่อดำเนินไปได้สักพักมีการทักทวงกล่าวหาร้องเรียน ตั้งข้อสังเกตจากหลายฝ่าย เช่น ป.ป.ช.พบว่า มีการทุจริตทุกขั้นตอนการจำนำข้าว เริ่มจากนำข้าวค้างสต๊อกจำหน่ายไม่ทัน ขอให้จำเลยระงับโครงการ

พบหลักฐานการเงินจากเอกชน

อีกทั้งพบว่ามีการจ่ายเงินจากเอกชนในประเทศไทยโดยเช็คธนาคารพาณิชย์ในประเทศไทย เอาข้าวมาหมุนเวียนโดยซื้อขายกับบริษัท เพรสซิเดนต์ หรือสยามเอดิก้า จำกัด ของนายอภิชาต จันทรสกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยต่อสู้ว่า โครงการรับจำนำข้าวเป็นโครงการของรัฐบาลที่มาจากการเลือกตั้ง เมื่อแถลงนโยบายต่อคณะรัฐมนตรี กระทั่ง คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ อีกทั้งมีการแถลงต่อรัฐสภาไปแล้ว จึงมีสภาพบังคับผูกพันคณะรัฐมนตรีของจำเลย ศาลเห็นว่า โครงการนี้ซื้อข้าวจำนวนมากครั้งละ 2.4 ล้านตัน แม้มีคณะกรรมการระบายข้าวอนุมัติกรอบ วิธี ปริมาณ ฯลฯ นำเสนอต่อ ครม.เพื่อกำหนดหลักเกณฑ์ แต่เมื่อ ป.ป.ช.เข้ามาตรวจสอบหลายเรื่องเพื่อป้องกันการทุจริต ระหว่างเจ้าหน้าที่รัฐและโรงสีข้าว เช่น พบว่าเกษตรกรไม่มีคุณสมบัติตามเงื่อนไข เอาข้าวมาสวมสิทธิ์ และทักท้วงว่า โครงการจำนำข้าวของรัฐบาลชุดก่อนก็มีปัญหา จึงนำปัญหามาเสนอให้แก่จำเลย ดังนั้น จึงมีเหตุผลให้จำเลยวางนโยบายข้าวต่อไปว่าจะมีความเสียหายเกิดขึ้นหรือไม่ อีกทั้งเมื่อมีสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรอภิปรายไม่ไว้วางใจ ตั้งกระทู้ถามรัฐบาลของจำเลยในรัฐสภา เพื่อให้ตรวจสอบเกี่ยวกับคุณสมบัติของเกษตรกร วิธีการเก็บรักษา วิธีการแปรสภาพ วิธีการระบายข้าว การขึ้นทะเบียนข้าว เพื่อป้องกันการปลอมทั้งข้าวและเอกสาร เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดผลเสียหาย

ชี้ตั้งคณะตรวจสอบพอเป็นพิธี

ศาลเห็นว่า การแจ้งเตือนดังกล่าว ทั้ง ส.ส. ส่วนราชการที่มีหน้าที่เกี่ยวข้อง เกิดจากการติดตามตรวจสอบจนเห็นว่า การดำเนินการโครงการรับจำนำ ข้าวมีการทุจริตขึ้นจริง แม้จำเลยจะต่อสู้ว่าจำเลยตั้งรัฐมนตรีมาดูแล ตั้งคณะอำนวยการตรวจสอบการรับจำนำข้าว มี ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง เป็นประธาน และจำเลยอ้างว่า รับฟังข้อเสนอแนะของ ป.ป.ช.ไว้แล้ว กับยังมอบให้มหาวิทยาลัยบูรพาประเมินผลพบว่า มีความพึงพอใจกับนโยบายนี้ ศาลเห็นว่า ข้อเท็จจริงฟังว่า การรับจำนำข้าวดังกล่าวมีการสวมสิทธิ์ขายข้าวขาดบัญชี ขนส่งข้าวโดยไม่ได้รับอนุญาต และนำข้าวจากต่างประเทศมาหมุนเวียนขาย กับมีการจ่ายเช็คของธนาคารพาณิชย์ภายในประเทศให้กับโรงสีนับพันราย ทั้งยังพบว่ามีผู้กระทำทุจริตระหว่างดำเนินโครงการตามนโยบายของจำเลย สอดคล้องกับรายงาน ของ ป.ป.ช.และสถาบันทีดีอาร์ไอ วิจัยว่า เกิดความเสียหายต่อระบบเศรษฐกิจแล้ว ดังนั้น แม้นโยบายดังกล่าวของจำเลยจะออกมาตรการการป้องกันการทุจริต ความเสียหาย แต่ยังเกิดปัญหาการทุจริต มีความเสียหายจำนวนมาก ทั้งคณะกรรมการปิดบัญชีแจ้งเตือนเข้ามาว่า ขาดทุนถึง 3 แสนล้านบาทเศษรวมเสียหาย 5 แสนล้านบาทเศษ รวมยอดการใช้งบประมาณรับจำนำข้าวสูงถึง 878,000 ล้านบาทเห็นว่าเป็นการใช้งบประมาณเกินกว่า 5 แสนล้านบาทที่ตั้งเป้าไว้ สอดคล้องการรายงานของภาคส่วนต่างๆเมื่อปี 2556 และเกิดความเสียหายต่อธ.ก.ส.ที่ใช้เงินทุนสำรองออกไปก่อนที่จะได้รับเงินตามนโยบายของรัฐบาล

นโยบายพารัฐเจ๊ง 5 แสนล้าน

มีปัญหาต้องพิจารณาว่า การดำเนินการตามนโยบายของจำเลยถูกต้องหรือไม่ ทั้งนี้ จากการไต่สวนจากอนุกรรมการปิดบัญชี 3 รอบคือ รอบแรกวันที่ 31 พ.ค.2555 ขาดทุน 3.23 หมื่นล้านบาท เป็นการใช้เงินจำนำข้าวนาปี 54/55 จำนวน 114,000 ล้าน บาท มีหนี้คงค้าง 113,000 ล้านบาท รอบที่ 2 วันที่ 31 ม.ค.2556 ขาดทุน 220,968 ล้านบาท ใช้เงินจำนำข้าวปี 54/55 และ 55/56 จำนวน 593,000 ล้านบาท มีหนี้คงค้าง 447,103 ล้านบาท รอบที่ 3 วันที่ 31 พ.ค.2556 ขาดทุน 332,372 ล้านบาท ใช้เงินจำนำข้าวปี 54/55 และ 55/56 จำนวน 565,068 ล้านบาท มีหนี้คงค้าง 474,265 ล้านบาท รวม 5 ฤดูกาลผลิต ตามอนุกรรมการปิดบัญชีวันที่ 30 ก.ย.2557 มียอดรับจำนำข้าวสาร 878,000 ล้านบาทเศษ เห็นได้ว่า เป็นเงินเกินกว่ากรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท

ไม่สน อ.ต.ก. และ ธ.ก.ส.ทักท้วง

และศาลเห็นว่าจำเลยปฏิเสธรับฟังรายงานของ อ.ต.ก. ธ.ก.ส.เกี่ยวกับการขาดทุนสะสม 536,000 ล้านบาท อ้างว่าไม่กระทบต่องบประมาณแผ่นดิน จำเลยยังต่อสู้ว่า เป็นเพียงความเห็นที่แตกต่างที่เอาตัวเลขการลงทุนกับการขาดทุนซึ่งเป็นเงินคนละกองมาปะปนกัน รัฐบาลบริหารโครงการ จัดวัดผลประเมินความเสียหาย ความคุ้มค่า ตามหลักกู๊ดโกเวอร์เนนต์ หรือหลักการบริหารจัดการที่ดี เพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรทั้งทางตรงและทางอ้อม ปี 2554 ทำให้เกษตรกรมีรายได้เพิ่มขึ้นทั้งปีละ 42,000 ต่อคน โจทก์มีพยานบุคคลเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐ มีข้าราชการกระทรวงพาณิชย์มาเบิกความสนับสนุนสอดคล้องกับข้อต่อสู้ของจำเลย ที่โต้แย้งว่าตัวเลขขาดทุนจำนวนมากเป็นเพียงความเห็นที่แตกต่าง เห็นว่าการดำเนินการของจำเลย ส่อเค้าว่ามีการดำเนินการที่ขาดประสิทธิภาพไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบคุณสมบัติของเกษตรกร การนำข้าวไปเก็บรักษา การสีข้าว ขั้นตอนการรับจำนำข้าวแม้เป็นขั้นตอนตามลำดับในการปฏิบัติ แต่เกิดการทุจริตจนไม่อาจนำเงินมาหักใช้หนี้ให้ธ.ก.ส.ได้ ซ้ำรัฐบาลยังใช้เงินงบประมาณ 5 แสนล้านบาท ในปี 2556 กระทั่ง ครม.มีมติให้นำเรื่องนี้หยิบยกขึ้นพิจารณา ยิ่งเป็นข้อบ่งชี้ว่า กขช.ขาดประสิทธิภาพการกำกับดูแล

สับสนขายข้าวเอ็มโอยูหรือจีทูจี

ศาลพิเคราะห์ต่อไปว่า นโยบายการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือจีทูจี พยานเบิกความฟังได้ว่า ตรวจสอบจากประชาชนว่า สัญญาจีทูจีเอื้อประโยชน์ให้ผู้ซื้อได้รับประโยชน์จากสัญญา ในราคาส่วนต่างตันละถึงสามพันบาท มีนายอลงกรณ์ พลบุตร ส.ส. อภิปรายในสภาและสื่อมวลชนตรวจสอบ นายนภดล ทิพยวาน สื่อมวลชนเบิกความว่า สัมภาษณ์จำเลยเกี่ยวกับการขายข้าวแบบจีทูจี แต่จำเลยกลับตอบว่า “เป็นแบบเอ็มโอยูค่ะ เจ้าหน้าที่ทราบค่ะ” และขายให้ประเทศในอาเซียน จนนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่ยืนอยู่ด้านหลังต้องพูดว่า “เป็นเซลคอนแทคครับ ไม่ใช่เอ็มโอยู และทำไว้ 6 สัญญา” แสดงว่าจำเลยรับรู้การส่งข้าวขายกับต่างประเทศ ต่อมามีการตรวจสอบ การดำเนินการรับจำนำข้าวของนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ ที่อ้างว่าการขายข้าวให้กับรัฐวิสาหกิจของมณฑลในประเทศจีน 2 แห่ง ศาลเห็นว่าเป็นการขายที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย เนื่องจากมีการแอบอ้างสัญญาแบบรัฐต่อรัฐ เพื่อนำข้าวมาเวียนขายให้แก่ผู้ค้าภายในประเทศ มีการแก้สัญญาถึง 5 ครั้ง โดยผิดปกติ ทั้งจ่ายเช็คหลายฉบับตั้งแต่ห้าล้านบาทถึงพันล้านบาท หมุนเวียนในประเทศ จึงไม่ได้ขายข้าวแก่ต่างประเทศ เรื่องนี้สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรนำไปอภิปรายไม่ไว้วางใจให้จำเลยทราบรายละเอียด แต่จำเลยให้สัมภาษณ์ต่อสื่อมวลชนว่า เป็นการขายแบบรัฐต่อรัฐจริง

ตัดสินจำคุก 5 ปีไม่รอลงอาญา

แม้หลังการอภิปรายไม่ไว้วางใจ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รมว.พาณิชย์ ขณะนั้น แต่งตั้งคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงเป็นข้าราชการในกระทรวง ตัวเอง ตัดบุคคลภายนอกออก แล้วชี้มูลว่าไม่มีมูลความผิด แสดงว่าไม่มีการตรวจสอบอย่างจริงจังตามพฤติการณ์แสดงให้เห็นว่าจำเลยทราบว่าสัญญาซื้อขายข้าวแบบจีทูจีไม่ชอบด้วยกฎหมาย แต่จำเลยกลับไม่ระงับยับยั้ง ปล่อยให้ส่งมอบข้าวตามสัญญาให้รัฐวิสาหกิจจีนต่อไปอีก เป็นการแสวงหาประโยชน์อันมีควรได้ด้วยกฎหมายสำหรับผู้อื่น จำเลยมีความผิดฐานเป็นเจ้าพนักงานละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.ป. ป.ป.ช.มาตรา 123/1 เป็นกรรมเดียวผิดต่อกฎหมายหลายบท ลงโทษตาม พ.ร.ป.ฯ อันเป็นบทหนักให้จำคุก 5 ปี โดยองค์คณะมีมติเป็นเอกฉันท์9 : 0 ว่าไม่รอลงอาญา และหมายจับเดิมออกไว้เกิน 1 เดือนแล้ว จึงให้ออกหมายจับใหม่ เพื่อบังคับจำเลยตามคำพิพากษา

ทนายปูขอคำสั่งศาลไปวิเคราะห์

นายนรวิชญ์ หล้าแหล่ง ทนายความของอดีตนายกฯยิ่งลักษณ์ เดินทางมาฟังคำพิพากษาคดีจำนำข้าวกล่าวว่า ยังไม่ได้รับการประสานจาก น.ส.ยิ่งลักษณ์ และไม่ทราบว่าอยู่ที่ไหน ทีมทนายยังไม่ได้พูดคุยหารือถึงแนวทางคำพิพากษา ส่วนกระแสข่าวที่นายกฯ รู้ว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ไหน นายนรวิชญ์กล่าวว่าไม่ทราบเรื่อง อย่างไรก็ดี เชื่อว่าวันนี้ศาลจะอ่านคำพิพากษาลับหลัง เพราะไม่มีเหตุผลจะเลื่อนอีก ส่วนคำพิพากษาวันนี้จะเปิดทางให้ขอลี้ภัย และ น.ส.ยิ่ง– ลักษณ์จะแสดงจุดยืนหลังจากนี้หรือไม่ นายนรวิชญ์ กล่าวว่า ตอบไม่ได้เพราะไม่มีข้อมูล นายนรวิชญ์ ยังกล่าวหลังฟังคำพิพากษาว่า ทีมทนายจะรอคัดคำพิพากษาฉบับเต็มเพื่อนำไปวิเคราะห์ก่อนว่าข้อต่อสู้ที่ผ่านมาเป็นอย่างไร เนื่องจากมีรายละเอียดค่อนข้างมาก จากนั้นค่อยศึกษาเรื่องการอุทธรณ์ ส่วนการประสานแจ้งไปยัง น.ส.ยิ่งลักษณ์คงต้องอาศัยสื่อมวลชนนำเสนอ ทำให้ น.ส.ยิ่งลักษณ์ทราบคำพิพากษา เนื่องจากทีมทนายไม่ได้ติดต่อตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ไม่ทราบว่าตัวอยู่ที่ใด ต้องรอให้เป็นฝ่ายประสานกลับมาหารือถึงแนวทางคำพิพากษาศาล ฐานะทีมทนายถือว่าได้ทำหน้าที่ของตัวเองแล้ว จากนี้จะนำคำพิพากษาไปวิเคราะห์อีกครั้ง

อ่านคำพิพากษาลับหลังตาม ก.ม.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้ศาลนัดอ่านคำพิพากษาเป็นครั้งที่ 2 หลังจากเมื่อวันที่ 25 ส.ค. นัดฟังคำพิพากษาครั้งแรก น.ส.ยิ่งลักษณ์ จำเลยไม่มาศาลตามนัด ครั้งนั้นมีเพียงทนายความมายื่นคำร้องต่อศาลขอเลื่อนนัดอ้างเหตุป่วยน้ำในหูไม่เท่ากัน วิงเวียนศีรษะรุนแรง แต่ฝ่ายอัยการโจทก์คัดค้านไม่เชื่อว่า ป่วยเพราะไม่มีใบรับรองแพทย์ ไม่เชื่อว่าอาการหนักจนไม่สามารถมาศาลได้ ขณะที่องค์คณะฯเห็นว่า น่าจะมีพฤติการณ์หลบหนีจึงสั่งปรับนายประกันเต็มวงเงินในสัญญาประกัน 30 ล้านบาท และให้ออกหมายจับมาฟังคำพิพากษา นัดอ่านคำพิพากษาอีกครั้งวันนี้ (27 ก.ย.) แต่เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์ไม่มาแสดงตัวต่อศาล และเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถตามตัวจำเลยมาศาลได้ตามหมายจับ องค์คณะฯจึงปฏิบัติตามขั้นตอน พ.ร.บ.วิธีพิจารณาคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง 2542 มาตรา 32 อ่านคำพิพากษาลับหลังจำเลยทันที ถือว่าจำเลยรับทราบผลคำพิพากษาแล้ว แม้ศาลฎีกาฯมีคำพิพากษาแต่ยังไม่ถึงที่สุด เนื่องจากปัจจุบันมีการบังคับใช้รัฐธรรมนูญใหม่ 2560 มาตรา 195 วรรค 4 บัญญัติรับรองสิทธิคู่ความคดียื่นอุทธรณ์คดีได้ ทั้งในประเด็นข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาฯภายใน 30 วัน นับจากวันมีคำพิพากษา

จำคุกลูกสาวเสี่ยเปี๋ยง 4 ปี

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ เช้าวันเดียวกันนายชีพ จุลมนต์ รองประธานศาลฎีกา พร้อมองค์คณะผู้พิพากษา 9 คน นัดอ่านคำพิพากษาคดีหมายเลขดำ อม.22/2558 ที่อัยการสูงสุดเป็นโจทก์ฟ้อง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นจำเลย ฐานปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยชอบฯ ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 กรณีไม่ระงับยับยั้งโครงการรับจำนำข้าวทำให้รัฐเสียหาย 5 แสนล้านบาท ก่อนเริ่มอ่านคำพิพากษาเวลา 09.45 น. นายไพโรจน์ โปเล็ม เลขานุการศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง แจ้งกับอัยการโจทก์และสื่อมวลชนว่า วันนี้ น.ส.ธันยพร จันทร์สกุลพร จำเลยที่ 21 บุตรสาวของนายอภิชาต จันทร์สกุลพร หรือเสี่ยเปี๋ยง จำเลยที่ 14 คดีทุจริตระบายข้าวจีทูจี ที่ศาลออกหมายจับไปเมื่อวันที่ 25 ส.ค. เนื่องจากไม่เดินทางมาศาล องค์คณะฯคดีทุจริตระบายข้าวที่มีนายธนฤกษ์ นิติเศรณี รองประธานศาลฎีกาเป็นเจ้าของสำนวนคดี จึงงดอ่านคำพิพากษา น.ส.ธันยพร ถือว่าจำเลยรับทราบผลคำพิพากษาแล้ว ให้จำคุก น.ส.ธันยพร 4 ปี และให้ปรับ 40,000 บาท รวมทั้งให้ร่วมกันกับบริษัทกีธา พร็อพเพอร์ตี้ จำกัด จำเลยที่ 20 ชดใช้เงิน 1,294,109,764.80 บาท พร้อมออกหมายจับ น.ส.ธันยพรมารับโทษตามคำพิพากษา

รอหมายบังคับคดีประกาศสืบจับ

พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.กล่าวว่า ขั้นตอนหลังจากนี้คือ รอหมายบังคับคดี แล้วนำเข้าระบบประกาศสืบจับโดยกองทะเบียนประวัติอาชญากร เป็นไปตามขั้นตอนของกฎหมาย จากนั้นประสานไปยังช่องทางตำรวจสากลเพื่อขอออกหมายน้ำเงินและหมายแดง ให้ตำรวจสากลสืบเสาะจับกุมต่อไป กองการต่างประเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) ประสานไปยัง 190 ประเทศสมาชิกตำรวจสากล เพื่อสืบหาแหล่งที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์มาตลอดตั้งแต่วันที่ 25 ส.ค. ขณะนี้มีบางประเทศตอบกลับมาแล้ว ยังไม่มีคำยืนยันจากประเทศใดว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์ไปพำนักอยู่ ขณะนี้ตรวจสอบไปทุกที่ที่ระบุว่าพบ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ใช้หนังสือเดินทางเดินทางข้ามประเทศ แต่ยังไม่มีประเทศใดตอบกลับมาว่า พบ น.ส.ยิ่งลักษณ์เลย

“จักรทิพย์” ยัน “บิ๊กตู่” ยังไม่ให้ข้อมูลปู

ส่วนกรณี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีระบุว่า ทราบที่อยู่ของ น.ส.ยิ่งลักษณ์จากสายลับ พล.ต.อ.จักรทิพย์ตอบว่า ส่วนตัวไม่รู้ เชื่อว่าหากนายกรัฐมนตรีมีเบาะแสจะแจ้งมายังตนอยู่แล้ว ส่วนกรณีที่ระบุรถเบนซ์ที่คาดว่า เกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีเป็นเรื่องในสำนวน แต่ยืนยันเป็นรถของจริงเพราะวิ่งได้ ส่วนการตั้งคณะกรรมการสอบตำรวจทั้ง 3 นายที่คาดว่าเกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี ขณะนี้คณะกรรมการอยู่ระหว่างดำเนินการ ทั้งนี้เมื่อศาลมีคำตัดสินออกมาแล้ว จะส่งผลต่อการดำเนินคดีกับตำรวจทั้ง 3 นายนี้หรือไม่ ต้องรอให้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.พิจารณา ส่วนรถที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนีอยู่ในขั้นตอนการตรวจสอบของกองพิสูจน์หลักฐาน (พฐ.) เบื้องต้นตรวจพบดีเอ็นเอของนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการและสารวัตร ส่วนที่เหลือเป็นใครบ้างอยู่ระหว่างดำเนินการ

ผบ.ตร.ไม่รู้เรื่องพาสปอร์ตแดง

พล.ต.อ.จักรทิพย์กล่าวว่า วันนี้มีประชาชนเดินทางไปที่ศาลประมาณ 80-100 คน เหตุการณ์ทั่วไปปกติ ไม่พบมือที่ 3 มาป่วน ส่วนมีข่าวว่า น.ส. ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศโดยใช้พาสปอร์ตเล่มแดงจริงหรือไม่ พล.ต.อ. จักรทิพย์กล่าวว่า หากใช้หนังสือเดินทางเข้าออกจริง กระทรวงการต่างประเทศต้องตรวจสอบเพื่อดำเนินการต่อไป หลังจากที่ศาลมีคำพิพากษาออกมาแล้ว ผู้ต้องหาหลบหนีอยู่ต่างประเทศ ต้องการประสานกับตำรวจสากล ซึ่งต้องดำเนินการขอหมายแดงเพื่อดำเนินการตามขั้นตอนของกฎหมาย

พบดีเอ็นเอผู้หญิงในรถคัมรี่

พล.ต.ต.ธวัชชัย เมฆประเสริฐสุข ผบก.พฐก.กล่าวถึงการตรวจพิสูจน์ดีเอ็นเอภายในรถตโยต้า คัมรี่ สีบรอนซ์ ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร ที่ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 ให้การว่า ใช้พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ และเลขาฯหญิงเดินทางจาก กทม. ไปส่งที่ จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 23 สิงหาคมว่า การตรวจดีเอ็นเอเสร็จเรียบร้อยแล้ว พบดีเอ็นเอของบุคคลจำนวนมาก พบดีเอ็นเอ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ หลายจุดทั่วรถแทบทุกที่นั่ง แต่พบชัดเจนบริเวณพวงมาลัย ที่นั่งของคนขับ ประตู กระจกข้าง และพบดีเอ็นเอ พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ อยู่ที่นั่งคนขับ พวงมาลัย และที่นั่งด้านหน้าข้างคนขับ และยังพบดีเอ็นเอผู้หญิงขึ้นชัดเจนที่เบาะโดยสารด้านหลัง แต่ยังไม่ยืนยันว่าเป็นของ น.ส.ยิ่งลักษณ์หรือไม่ ฝ่ายสืบสวนจะต้องหาดีเอ็นเอมาเปรียบเทียบ นอกจากนี้ ยังพบว่ามีดีเอ็นเอของกับบุคคลอื่นปะปนจำนวนมาก อย่างไรก็ตาม จากสภาพรถพบว่าไม่มีการล้างทำความสะอาดทั้งภายใน ภายนอก

“บิ๊กตู่” บอก “ปู” อยู่ต่างประเทศ

ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ให้สัมภาษณ์ก่อนศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง อ่านคำพิพากษาคดี น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า เรื่องผลการตัดสินคดีดังกล่าวให้รอผลอย่างเป็นทางการ จากนั้นนายกฯเดินกลับขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าทันที ขณะที่ผู้สื่อข่าวพยายามตะโกนถามว่า ตกลง น.ส. ยิ่งลักษณ์อยู่ที่ประเทศใด นายกฯตอบว่า “อยู่ต่างประเทศนั่นแหละ” เมื่อถามว่าใกล้บ้านเราแถวประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์กล่าวว่า “ไม่รู้ๆ ไม่ต้องมาถาม”

ชี้คดี “ปู” บรรทัดฐานสกัดทุจริต

ที่โรงแรมดุสิตธานี พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวว่า ต้องเคารพคำพิพากษาของศาลฎีกาฯ เพราะกระบวนการพิจารณาของศาลใช้ระบบไต่สวน ทำให้สามารถแสวงหาข้อมูลเพิ่มเติมได้ คดีนี้เป็นบรรทัดฐานให้นักการเมืองต้องระมัดระวังเรื่องการปฏิบัติหน้าที่ และสกัดกั้นการทุจริตเชิงนโยบายทุกขั้นตอน ต่อไปนักการเมืองที่อาสาเข้ามา ต้องมุ่งมั่นมีเจตจำนงทางการเมืองในการป้องกันทุจริต การกำหนดนโยบายต้องเป็นประโยชน์ต่อประชาชนอย่างแท้จริง ส่วนความคืบหน้าคดีต่างๆของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ที่ค้างอยู่ใน ป.ป.ช. พล.ต.อ.วัชรพลตอบว่า หลายเรื่องดำเนินการอยู่ เดินหน้าทุกเรื่อง เพราะถือเป็นคดีใหญ่ ในปี 2561 คดีใหญ่ๆต้องมีความคืบหน้าเป็นรูปธรรม จะทุ่มเทคดีใหญ่ๆที่ท้าทายมากขึ้น

“เสี่ยตือ” ชี้ “ปู” ผิดที่ปล่อยปละละเลย

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล แกนนำพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวว่า ขณะนี้ยังเป็นสถานการณ์ฝุ่นตลบ ไม่สามารถประเมินทิศทางการเมืองหลังจากนี้ได้ ต้องรอดูท่าที คำชี้แจงของพรรคเพื่อไทย ตนมองว่าอาจมีผลกระทบต่อความน่าเชื่อถือของพรรคการเมือง นักการเมืองในมุมมองของประชาชนได้ แต่ไม่เกี่ยวกับนโยบาย เพราะนโยบายโครงการรับจำนำข้าวถือว่าได้รับการตอบรับจากประชาชน แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นคือ การปล่อยปละละเลยกำกับการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ หน่วยงาน รวมถึงรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ตามคำพิพากษาเห็นชัดว่า อดีตนายกฯไม่ได้ทุจริต เพียงแต่ปล่อยปละละเลย ไม่กำกับควบคุมให้เป็นไปอย่างซื่อตรง ส่วนกรณีความน่าเชื่อถือของนักการเมืองเชื่อว่า จะไม่มีใครนำไปดิสเครดิตนักการเมืองที่จะลงสนามเลือกตั้งที่ใกล้จะมาถึง หากมีประเด็นดังกล่าวนักการเมืองสามารถชี้แจงได้

สื่อต่างประเทศตีข่าวจำคุก “ยิ่งลักษณ์”

ด้านสำนักข่าวเอพี เอเอฟพี และรอยเตอร์รายงานถึงสถานการณ์การเมืองไทยด้วยเช่นกัน ระบุว่า วันเดียวกันนี้ ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตัดสินจำคุก น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เป็นเวลา 5 ปี โดยไม่รอลงอาญา หลังพบว่ามีความผิดจริงข้อหาปล่อยปละละเลย หรือบริหารโครงการรับจำนำข้าวผิดพลาด ทำให้ประเทศเสียหายหลายพันล้านดอลลาร์ และให้ออกหมายจับ น.ส.ยิ่งลักษณ์ มารับโทษตามคำพิพากษาท่ามกลางมวลชนจำนวนหนึ่งมารอฟังคำพิพากษาด้านนอกของศาลฎีกาฯ ถือว่ามวลชนมีน้อยกว่าเมื่อวันที่ 25 ส.ค. ที่ศาลนัดอ่านคำพิพากษาครั้งแรก ตามรายงานของสื่อหลายสำนักก่อนหน้านี้ระบุว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์เดินทางออกนอกประเทศไปแล้ว ไปอยู่ที่นครรัฐดูไบของประเทศยูเออี ซึ่งนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี พี่ชายลี้ภัยการเมืองอยู่ที่นั่น ขณะที่ทีมทนายความ น.ส.ยิ่งลักษณ์ กำลังหารือเรื่องอุทธรณ์คำตัดสินต่อไป