วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จ่อเอาผิดตำรวจจับแพะ 'ฉกเพชร' เหยื่อหารือทนาย

อุทธรณ์ใน 30 วัน ได้เยียวยา1แสน

“แพะฉกเพชร” โร่เข้าพบตำรวจ สน.บางบอน ลงบันทึกประจำวันแสดงความบริสุทธิ์ใจ ยันโจรสวมรอยใช้บัตรประชาชนซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์ก่อนและระหว่างถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษธนบุรี ไม่ได้ใช้บัตรประชาชนไปทำผิดกฎหมาย ทนายเผย ถ้าเกิน 30 วัน อัยการไม่ยื่นอุทธรณ์จะพาเหยื่อแจ้งจับชุดจับกุมทันที “ผกก.โรงพักบางเสาธง” โบ้ย วันรวบตัวไปอายัดตัวผู้ต้องหามาจาก สภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ไม่มีการซ้อม ด้านรองปลัดยุติธรรมเผย เตรียมขอเงินเยียวยา 1 แสนให้แพะ ชี้ตำรวจต้องหาจุดบกพร่องตามจับคนร้ายตัวจริงมาให้ได้

กรณีศาลอาญาธนบุรี มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลย คดีที่พนักงานอัยการคดีอาญาธนบุรี 3 เป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 47 ปี พ่อค้าข้าวเหนียวไก่ทอด เป็นจำเลยในฐานความผิดวิ่งราวทรัพย์และกักขังหน่วงเหนี่ยว หลังตกเป็น “แพะฉกเพชร” มูลค่า 15.8 ล้านบาท ไปจากผู้เสียหายที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งย่านบางแวก กทม.เมื่อช่วงปี 59 และนายพิสิษฐ์ถูกตำรวจ สน.บางเสาธง จับกุมตัวได้ที่ จ.นครพนม ศาลพิเคราะห์หลักฐานโจทก์อ่อนมีพิรุธ รูปพรรณสัณฐานไม่ใช่คนร้าย ตำรวจไม่ตรวจดีเอ็นเอ มีพยานจำเลยยืนยันที่อยู่ชัดเจน หลัง กระทรวงยุติธรรมสั่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) รื้อคดี ด้าน พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรมเผยว่า ตำรวจควรทำคดีให้รอบคอบมากกว่านี้ จากนั้นไปร่วมรับการปล่อยตัวนายพิสิษฐ์ ที่เรือนจำพิเศษธนบุรี เมื่อเย็นวันที่ 26 ก.ย.ที่ผ่านมา

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ก.ย. นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 47 ปี อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 7 ถนนคีรีรัฐ ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี แพะในคดีวิ่งราวเพชร มูลค่า 15.8 ล้านบาท พร้อมด้วยนายศักดิ์ศิริ สวัสดิโภชา ทนายความ เดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ประจวบ ขันทอง สว. (สอบสวน) สน.บางบอน เพื่อลงบันทึกแสดงความบริสุทธิ์ใจและแจ้งว่าไม่เคยนำบัตรประชาชนไปใช้ในทางมิชอบหรือกระทำผิดกฎหมาย นายพิสิษฐ์กล่าวว่า เนื่องจากบัตรประชาชนเก่านั้นมีผู้นำไปใช้ซื้อซิมการ์ดโทรศัพท์และเปิดเครื่องใหม่ส่งผลให้ตนต้องเข้าไปพัวพันกับคดี วันนี้เดินทางมาลงบันทึกประจำวันเพื่อยืนยันว่า ในช่วงก่อนและระหว่างที่ตนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำพิเศษธนบุรี ในเขตที่ตั้งพื้นที่รับผิดชอบ สน.บางบอน นั้นไม่ได้นำบัตรประชาชนไปใช้ทำผิดกฎหมายแต่อย่างใด

ด้านนายศักดิ์ศิริ สวัสดิโภชา ทนายความเปิดเผยว่า เรื่องของคดีความที่นายพิสิษฐ์ และญาติๆ ต้องการดำเนินการในเรื่องการเยียวยาและดำเนินการ ด้านกฎหมายกับตำรวจชุดจับกุม จะต้องรอเวลาประมาณ 30 วัน ว่าฝ่ายโจทย์จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลหรือไม่ ถ้าหากเกิน 30 วัน แล้วยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์คดี ตนจะนำนายพิสิษฐ์ พร้อมพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีเข้าร้องทุกข์แจ้งความกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างแน่นอน

ขณะที่ พ.ต.อ.ศุภกิจ ต่อบุญ ผกก.สน.บางเสาธงกล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามพยานหลักฐาน ในส่วนของวันที่จับกุมนายพิสิษฐ์นั้นไม่ใช่ตำรวจ สน.บางเสาธง ไปจับแต่แรก ตำรวจ สน.บางเสาธง ไปอายัดตัวมาอีกทอดหนึ่งจาก สภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา หลังนายพิสิษฐ์ถูกจับกุมตามหมายจับคดีร่วมกันฉ้อโกง ไม่มีการซ้อมผู้ต้องหาให้รับสารภาพ อย่างไรก็ตาม ขณะนี้คดีอยู่ในกระบวนการของศาล จากพยานหลักฐานศาลท่านอาจยกประโยชน์ให้จำเลยก็เป็นได้ ถือเป็นเรื่องปกติของกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวแล้วไม่หนักใจแต่อย่างใด เพราะทำตามขั้นตอนทุกอย่าง หลังจากนี้เชื่อว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจจะยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป

พ.ต.อ.ดุษฎี อารยวุฒิ รองปลัดกระทรวงยุติธรรม เปิดเผยว่า ศาลอาญาธนบุรี มีคำพิพากษายกฟ้องจำเลยนายพิสิษฐ์ ทราบว่าครอบครัวนายพิสิษฐ์ได้กู้หนี้ยืมสินมาใช้ในการเดินทางและต่อสู้คดี ประมาณ 300,000 บาท และจุดขายข้าวเหนียวไก่ทอดที่ จ.นครพนม ถูกคนอื่นเอาที่ไปขายของแทนแล้ว ทำให้ครอบครัวไม่มีรายได้ หลังจากนี้กระทรวงยุติธรรมจะดำเนินการเรื่องการให้ผู้เสียหายรับเงินเยียวยา ช่วยเหลือเหยื่ออาชญากรรมจากกรมคุ้มครองสิทธิและเสรีภาพ กระทรวงยุติธรรม ประมาณ 100,000 บาท นอกจากนี้ ยังประสานภาคเอกชนระดมทุนและหาอาชีพให้ทำ เพื่อให้นายพิสิษฐ์และครอบครัวใช้ชีวิต ได้ในสังคมต่อไป

“ส่วนกรณีการฟ้องร้องกลับตำรวจที่ทำคดีนั้น เป็นสิทธิของผู้เสียหายว่าจะฟ้องกลับหรือไม่ เนื่องจากภารกิจหลักของกระทรวงยุติธรรมคือ ให้ความเป็นธรรมและเยียวยาประชาชนที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม เท่ากับว่าตอนนี้ในด้านคดีความหมดหน้าที่ของดีเอสไอและกระทรวงยุติธรรมแล้ว หลังจากนี้ ตำรวจต้องไปพิจารณาหาจุดบกพร่องในสำนวน และขยายผลตามจับกุมผู้ร้ายตัวจริงมาดำเนินคดีให้ได้” พ.ต.อ.ดุษฎีกล่าว