วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไทยเฮ! ขีดความสามารถแข่งขันไทย ขยับ 2 อันดับ มาอยู่ที่ 32 ของโลก

ไทยเฮ! ปีนี้ดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก ขยับมา 2 อันดับ ขึ้นที่ 32 ของโลก ด้วยคะแนน 4.7 จากเต็ม 7 คะแนน โดยเฉพาะสัดส่วนการเป็นสมาชิกมือถือ อันดับดีขึ้นจากอันดับที่ 55 เป็นอันดับที่ 5... 

เมื่อวันที่ 27 ก.ย.60 รศ.ดร.พสุ เดชะรินทร์ คณบดี คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นพันธมิตรอย่างเป็นทางการของ WEF (World Economic Forum) ในประเทศไทย เปิดเผยว่า ทางคณะฯ เป็นผู้ทำการเก็บข้อมูลเชิงลึกจากแบบสอบถามกับผู้บริหารระดับสูงขององค์กรขนาดใหญ่และขนาดย่อม ในทุกภาคส่วนอุตสาหกรรม ตามเกณฑ์ที่กำหนด โดย WEF ซึ่งนำไปคำนวณดัชนีความสามารถทางการแข่งขันระดับโลก โดยมีตัวชี้วัด 114 ตัว จัดแบ่งเป็น 3 กลุ่มใน 12 ด้าน ที่สะท้อนภาพความสามารถในการแข่งขันโดยรวมของประเทศ

สำหรับปีนี้ ประเทศไทยอยู่ในอันดับที่ 32 ด้วยคะแนน 4.7 ซึ่งนับว่าดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดจากปีที่ผ่านมา ซึ่งอยู่ในอันดับที่ 34 และมีคะแนน 4.6 โดยเป็นที่น่าสังเกตว่า คะแนนและอันดับของประเทศนั้น หากเปรียบเทียบกับความสามารถทางการแข่งขันของประเทศไทย ในปีที่ผ่านมา จะพบว่า ด้านที่มีอันดับที่ดีขึ้นและส่งผลบวกต่อดัชนีความสามารถทางการแข่งขันโดยรวม ได้แก่ ด้านโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastr ucture) ที่ได้รับคะแนนเพิ่มขึ้นจาก 4.4 เป็น 4.7 และได้รับอันดับดีขึ้นจาก 49 เป็น 43 นับเป็นการปรับตัวดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด จากในแง่ของอันดับที่สูงขึ้นจากคุณภาพของถนน คุณภาพของโครงสร้างระบบราง คุณภาพของท่าเรือ คุณภาพของโครงสร้างพื้นฐานด้านการขนส่งทางอากาศ และโดยเฉพาะในแง่ของสัดส่วนการเป็นสมาชิกโทรศัพท์เคลื่อนที่/มือถือ นั้น ได้รับอันดับดีขึ้นอย่างมากจากอันดับที่ 55 ในปีที่แล้ว เป็นอันดับที่ 5 ในปีนี้

นอกจากนี้ ประเทศไทยยังได้รับการจัดอันดับที่ดีขึ้นในหลายๆ ด้านในปีนี้ ประกอบด้วย ด้านประสิทธิภาพของตลาดแรงงาน ด้านสภาพแวดล้อม ด้านหน่วยงาน ด้านการศึกษาขั้นสูงและการฝึกอบรม ด้านสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจมหาภาค รวมถึงด้านที่บ่งชี้ถึงการพัฒนาของประเทศอย่างชัดเจน อย่างทางด้านนวัตกรรม และด้านความพร้อมเทคโนโลยี ก็ได้รับการจัดอันดับที่สูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญในปีนี้ด้วย

ทั้งนี้ เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับภาพรวมของการจัดอันดับทั้งโลก ปรากฏว่าดัชนีชี้วัดที่น่าสนใจของประเทศไทย ที่ได้รับการจัดให้อยู่ใน 30 อันดับแรกของโลกนั้น ประกอบด้วยอัตราการเข้าเรียนในระดับมัธยมศึกษา อยู่ในอันดับที่ 8 จาก 137 ประเทศ ซึ่งดีขึ้นอย่างมากจากอันดับในปีที่แล้ว คือ อันดับที่ 84 ในแง่ของสมดุลในงบประมาณรัฐบาล และสัดส่วนการออมของประเทศต่อผลผลิตมวลรวมประชาชาติ  ซึ่งทั้งสองประเด็นนี้อยู่ในอันดับที่ 10 และ 16 ตามลำดับ จาก 137 ประเทศ

ส่วนขนาดของตลาด ทั้งตลาดต่างประเทศและตลาดภายในประเทศ นั้นได้รับการจัดอันดับที่ 13 และ 24 ตามลำดับ รวมถึงมูลค่าของผลผลิตมวลรวมประชาชาติ (GDP) ได้รับการจัดอันดับที่ 20 นับเป็นอันดับที่สูงมากเช่นกัน

อย่างไรก็ตาม ยังมีประเด็นทางด้านการเงินและการตลาด ที่ประเทศไทยได้รับอันดับในระดับสูง เมื่อเทียบกับประเทศอื่นทั่วโลก ในการจัดหาเงินทุนผ่านทางตลาดทุนในประเทศ ความพร้อมของบริการทางการเงิน ความแข็งแกร่งของระบบธนาคาร และความเพียงพอของทุนร่วมเสี่ยง ซึ่งบ่งชี้ถึงความพร้อมทางด้านตลาดการเงินของประเทศในการสนับสนุนการเติบโตอย่างต่อเนื่อง รวมถึงปัจจัยด้านการตลาด และระดับการมุ่งเน้นตอบสนองลูกค้าได้รับอันดับที่ 21 และ 25 ตามลำดับ ที่แสดงให้เห็นถึงระดับการพัฒนาในแนวคิดด้านการตลาดเช่นเดียวกัน

“เห็นได้ชัดว่าในประเด็นดังกล่าวนั้น ประเทศไทยได้รับการยอมรับเป็นอย่างสูงในระดับโลก เมื่อเปรียบเทียบประเทศไทยกับประเทศในกลุ่ม ASEAN + 3 ซึ่งถือเป็นกลุ่มที่มีความใกล้ชิดกับไทยเป็นอย่างสูงนั้น ผลปรากฏว่า ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับในลำดับที่ 6 เมื่อเทียบกับกลุ่ม ASEAN+3 ทั้งหมด โดยเป็นรองประเทศ สิงคโปร์ ญี่ปุ่น มาเลเซีย เกาหลีใต้ และ จีน ซึ่งได้รับอันดับเดียวกันกับปีที่ผ่านมา นับว่าเป็นการสะท้อนสถานะทางการแข่งขันที่มั่นคงของไทยในเวที ASEAN+3 ได้เป็นอย่างดี” รศ.ดร.พสุ กล่าว.