วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

แพะฉกเพชร 15 ล้าน ลงบันทึกตร. ยันโจรสวมรอยใช้บัตรปชช.ซื้อโทรศัพท์

พ่อค้าข้าวเหนียวไก่ทอด ชาว จ.อุบลราชธานี เหยื่อคดี “แพะฉกเพชร” มูลค่า 15.8 ล้านบาท พร้อมทนาย บุกโรงพักบางบอน ลงบันทึกประจำวันแสดงความบริสุทธิ์ใจ พร้อมยืนยันโจรสวมรอยใช้บัตรประชาชนซื้อโทรศัพท์ ทำตัวเองซวย...

จากกรณี พ่อค้าข้าวเหนียวไก่ทอด อายุ 48 ปี ชาว จ.อุบลราชธานี ถูกศาลอาญาธนบุรียกฟ้องและมีคำสั่งให้ปล่อยตัวจากเรือนจำพิเศษธนบุรี หลังสิ้นอิสรภาพไปฟรีๆ นานถึง 7 เดือน เพราะถูกตำรวจ สน.บางเสาธง จับกุมส่งฟ้องข้อหาวิ่งราวทรัพย์เครื่องเพชรมูลค่า 15,800,000 บาท และกักขังหน่วงเหนี่ยว เหตุเกิดเมื่อปี 2559 โดยญาติ นายพิสิษฐ์ ได้เข้าร้องทุกข์ต่อกรมสอบสวนคดีพิเศษหรือดีเอสไอ ให้ช่วยรื้อคดีนี้เนื่องจากมีพยานหลักฐานชัดเจนว่า นายพิสิษฐ์ ไม่ใช่ผู้ก่อเหตุ และวันเวลาที่เกิดเหตุ นายพิสิษฐ์ก็ไม่ได้อาศัยอยู่ในกรุงเทพมหานคร จนเป็นเหตุให้ศาลยกฟ้องและต้องปล่อยตัวคืนอิสรภาพให้ผู้ต้องหา ตามที่นำเสนอข่าวไปแล้วนั้น

ความคืบหน้าเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 27 ก.ย.60 นายพิสิษฐ์ สุวรรณพิมพ์ อายุ 48 ปี อยู่บ้านเลขที่ 56 หมู่ 7 ถนนคีรีรัฐ ต.เขมราฐ อ.เขมราฐ จ.อุบลราชธานี แพะในคดีวิ่งราวเพชร 15.8 ล้าน พร้อมด้วย นายศักดิ์ศิริ สวัสดิโภชา ทนายความเดินทางเข้าพบ พ.ต.ท.ประจวบ ขันทอง สว.(สอบสวน) สน.บางบอน เพื่อลงบันทึกแสดงความบริสุทธิ์ใจและแจ้งว่าไม่เคยนำบัตรประชาชนไปใช้ในทางมิชอบหรือกระทำผิดกฎหมาย โดย นายพิสิษฐ์ กล่าวว่า เนื่องจากบัตรเก่านั้นมีผู้นำไปใช้ซื้อโทรศัพท์และเปิดเครื่องใหม่ จึงส่งผลให้ตนเองต้องเข้าไปพัวพันกับคดีดังกล่าว วันนี้จึงเดินทางมาลงบันทึกประจำวันเอาไว้เพื่อยืนยันว่าในช่วงก่อนและระหว่างที่ตนถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำนั้นไม่ได้นำบัตรประชาชนไปใช้ในทางที่ผิดแต่อย่างใด

ด้าน นายศักดิ์ศิริ เปิดเผยว่า ในเรื่องของคดีความที่ นายพิสิษฐ์ และญาติๆ ต้องการดำเนินการในเรื่องเยียวยาและดำเนินการด้านกฎหมายกับทางตำรวจชุดจับกุมนั้น ขณะนี้จะต้องรอเวลาประมาณ 30 วัน ว่าฝ่ายโจทก์จะยื่นอุทธรณ์คดีต่อศาลหรือไม่ ถ้าหากเกิน 30 วันแล้วยังไม่มีการยื่นอุทธรณ์คดี ตนจะนำ นายพิสิษฐ์ พร้อมพยานหลักฐานทั้งหมดที่มีเดินทางเข้าร้องทุกข์แจ้งความดำเนินการตามกฎหมายกับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดอย่างแน่นอน

ขณะที่ พ.ต.อ.ศุภกิจ ต่อบุญ ผกก.สน.บางเสาธง กล่าวว่า คดีนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ตามพยานหลักฐาน ซึ่งในส่วนของวันที่จับกุม นายพิสิษฐ์ นั้นไม่ใช่ตำรวจ สน.บางเสาธง ไปจับแต่แรก ตำรวจ สน.บางเสาธง ไปอายัดตัวมาอีกทอดหนึ่ง จาก สภ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา หลัง นายพิสิษฐ์ ถูกจับกุมตามหมายคดีร่วมกันฉ้อโกง อย่างไรก็ตามขณะนี้คดีอยู่ในกระบวนการของศาล ซึ่งจากพยานหลักฐานศาลท่านอาจยกประโยชน์ให้ทางจำเลยก็เป็นได้ ถือเป็นเรื่องปกติของกระบวนการยุติธรรม ส่วนตัวแล้วไม่หนักใจแต่อย่างใด เพราะทำตามขั้นตอนทุกอย่าง โดยหลังจากนี้ทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องทำการยื่นอุทธรณ์คดีต่อไป.