วันพฤหัสบดีที่ 14 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

จับตาไทย นำเข้าเนื้อหมูสหรัฐฯ หวั่นโดนฟ้อง WTO ฐานกีดกันการค้า

จับตาไทย ส่ออนุญาตนำเข้าเนื้อหมูที่มีสารเร่งเนื้อแดง หลังสหรัฐฯ จี้หนัก แต่อาจกำหนดต้องติดฉลากให้ผู้บริโภคตัดสินใจซื้อ หวั่นฟ้องร้องไทยต่อ WTO ฐานกีดกันการค้า เหตุมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงได้เล็กน้อย...

ผู้สื่อข่าวรายงานจากกระทรวงพาณิชย์ ว่า ในการเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีของไทย ระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค.นี้ เพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างกันในทุกด้านๆ นั้น ในส่วนของความร่วมมือด้านเศรษฐกิจ การค้า ประเด็นสำคัญที่สหรัฐฯ ต้องการความชัดเจนไทย และสำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐฯ (ยูเอสทีอาร์) ได้หยิบยกขึ้นมาหารือกับไทยอย่างต่อเนื่องมาหลายปี เช่น การเปิดนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในที่ใช้สารเร่งเนื้อแดง (แรคโตพามีน) ในการเลี้ยง, การเปิดตลาดนำเข้าสัตว์ปีกและไก่งวง เป็นต้น

สำหรับการนำเข้าหมูและเครื่องในที่มีสารเร่งเนื้อแดงนั้น สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยทำตามมาตรฐานโครงการมาตรฐานอาหารระหว่างประเทศ (โคเด็กซ์) ที่อนุญาตให้ใช้สารดังกล่าว และอนุญาตให้มีการตกค้างได้เล็กน้อย แต่ไทยมีกฎหมายของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และกระทรวงสาธารณสุขที่ห้ามการใช้สารแรคโตพามีน และสารเร่งเนื้อแดงอื่นๆ ในการเลี้ยงโดยเด็ดขาด เพราะอาจมีอันตรายต่อผู้บริโภค ส่วนในเรื่องการเปิดตลาดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกและไก่งวงนั้น สหรัฐฯ ต้องการให้ไทยเปิดนำเข้าจากพื้นที่ที่ไม่มีการระบาดของไข้หวัดนก

อย่างไรก็ตาม หากไทยไม่เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯ อาจเป็นไปได้ที่สหรัฐฯ อาจฟ้องร้องไทยต่อองค์การการค้าโลก (ดับบลิวทีโอ) ในประเด็นกีดกันการนำเข้า เพราะโคเด็กซ์กำหนดให้ใช้และมีสารแรคโตพามีนตกค้างได้เล็กน้อย แต่ไทยกลับห้ามนำเข้า ขณะเดียวกัน สหรัฐฯ อาจมีมาตรการกีดกันการค้าจากไทย เพราะไทยเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่ได้ดุลการค้าสหรัฐฯ

ดังนั้นจึงอาจทำให้ไทยต้องเปิดตลาดเนื้อหมูและเครื่องในจากสหรัฐฯ แต่การนำเข้าเนื้อหมูดังกล่าว ไทยอาจกำหนดให้ผู้นำเข้าต้องติดฉลาก เพื่อให้ข้อมูลกับผู้บริโภคในการตัดสินใจเลือกซื้อว่า เป็นเนื้อหมูและเครื่องในที่นำเข้าจากสหรัฐฯ และใช้สารแรคโตพามีนในการเลี้ยง รวมถึงอาจเปิดนำเข้าเนื้อสัตว์ปีก ซึ่งก่อนที่ไทยจะห้ามนำเข้า ไทยเคยนำเข้าเนื้อสัตว์ปีกและไก่งวงจากสหรัฐฯ ปีละประมาณ 300 ล้านบาท หากเปิดตลาดได้ น่าจะทำให้มูลค่าการได้ดุลการค้าของไทยที่มีต่อสหรัฐฯ ลดลงได้บ้าง.