วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

‘สุพจน์’ โดนคุก 10 ด. แจ้งบัญชีทรัพย์สินเท็จ ยื่นอุทธรณ์-ได้ประกัน

ศาลฎีกานักการเมืองพิพากษาจำคุก “สุพจน์ ทรัพย์ล้อม” อดีตปลัดคมนาคม 10 เดือน โดยไม่รอลงอาญา ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จ หลังเกิดเหตุโจรปล้นบ้านปี 54 ได้เงินสดไปเกือบ 20 ล้านบาท รํ่ารวยผิดปกติ ไม่สามารถชี้แจงที่มาได้ ศาลเชื่อว่าแก๊งคนร้ายปล้นเงินที่ไม่ใช่สินสอดไป ทนายความยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีตามรัฐธรรมนูญใหม่ ศาลไฟเขียวให้ประกันตัววงเงิน 2 ล้านบาท 

ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ถนนแจ้งวัฒนะ เมื่อเวลา 12.20 น. วันที่ 26 ก.ย. องค์คณะผู้พิพากษาอ่านคำพิพากษาคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.) ผู้ร้องฟ้องนายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม อายุ 64 ปี อดีตปลัดกระทรวงคมนาคม ผู้คัดค้าน ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินและเอกสารประกอบด้วย ข้อความอันเป็นเท็จ เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคม และขอให้พิพากษาลงโทษตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 หลังจากเมื่อปี 2555 ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดข้อหานายสุพจน์มีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติและข้อหาจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ

ทั้งนี้ สืบเนื่องจากเหตุการณ์คนร้ายบุกปล้นบ้านนายสุพจน์ที่ซอยลาดพร้าว 64 เมื่อค่ำวันที่ 12 พ.ย.54 แก๊งคนร้ายปล้นบ้านนายสุพจน์ให้การว่า พบเงินสดในบ้านนายสุพจน์นับร้อยล้านบาท ขณะที่นายสุพจน์ไม่สามารถชี้แจงที่มาของทรัพย์สินบางส่วนได้ ป.ป.ช.จึงชี้มูลความผิดนายสุพจน์ว่ามีพฤติการณ์ร่ำรวยผิดปกติ ขณะที่นายสุพจน์ต่อสู้ว่าเงิน 17 ล้านบาท และรถโฟล์กสวาเกน ทะเบียน กฮ 8822 กรุงเทพมหานคร ที่ ป.ป.ช.ชี้มูลไม่ใช่ของตน รถโฟล์กสวาเกนเป็นของนายเอนก จงเสถียร นักธุรกิจด้านฟิล์มถนอมอาหาร และได้คืนให้กับนายเอนกไปแล้ว ต่อมาภายหลังนายเอนกมอบรถคันดังกล่าวให้กับวัดแห่งหนึ่งเพื่อใช้ประกอบกิจของสงฆ์ ส่วนเงินจำนวน 17 ล้านบาทเป็นของกลางที่คนร้ายอ้างว่าปล้นมาจากบ้านตน หลังเกิดเหตุได้แจ้งความว่าเงินหาย 5,068,000 บาท เป็นเงินสินสอดในงานแต่งบุตรสาว และภายหลังเสร็จสิ้นพิธีได้คืนให้กับบุตรสาวและบุตรเขย ไม่จำเป็นต้องยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สิน 2 รายการ ทั้งการไต่สวนของ ป.ป.ช.ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า กระบวนการไต่สวนของ ป.ป.ช.ผู้ร้องชอบด้วยกฎหมาย ส่วนประเด็นจงใจยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สินเป็นเท็จ ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่า หลังเกิดเหตุปล้นเมื่อวันที่ 12 พ.ย.54 เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถจับกลุ่มผู้ร่วมกระทำความผิดได้ 9 คน พร้อมเงินของกลาง 18,121,000 บาท กระทั่งถูกฟ้องเป็นคดีอาญาและคดีถึงที่สุดเมื่อปี 2557 คนร้ายให้การว่าทราบจากบุตรของเลขานุการนายสุพจน์ว่าภายในบ้านที่เกิดเหตุมีเงินสดเก็บไว้ 500 ล้านบาท กลิ่นเงินเหม็นคลุ้งฟุ้งกระจายบางครั้งนำหมูยอมาหั่นก็เจอเงินซ่อนอยู่ จึงร่วมกับพวกเข้าปล้นทรัพย์ ก่อนนำเงินส่วนหนึ่งหลบหนีไป ส่วนเงินสินสอดที่ใส่ถุงวางไว้ใกล้โต๊ะไม่ได้หยิบไป

ศาลเชื่อว่า คนร้ายปล้นเงินของกลางที่ไม่ใช่เงินสินสอดไป พฤติการณ์คนร้ายไม่ได้เป็นการปรักปรำ เพราะหากเป็นเช่นนั้นจะต้องนำเงินไปไว้ที่คนคนเดียวเพื่อให้ง่ายต่อการติดตามเงินคืน กรณีไม่มีเหตุจำเป็นและไม่สมเหตุสมผลที่คนร้ายจะให้การซัดทอดปรักปรำตัวเองให้รับโทษอาญา เมื่อพิจารณาภาพถ่ายกระเป๋าแล้ว เชื่อว่าสามารถบรรจุเงินได้มากกว่าที่นายสุพจน์อ้างว่าถูกปล้นไปเพียง 5 ล้านบาท ส่วนที่อ้างว่าเป็นเงินสินสอด ได้ความจากเจ้าหน้าที่ธนาคารว่าธนบัตรที่ถูกขโมยเป็นธนบัตรที่ใช้แล้วกลางเก่ากลางใหม่นำมาหมุนเวียนใหม่ ปลอกคาดธนบัตรไม่ใช่สีชมพู และถูกเบิกจากธนาคารใน จ.ฉะเชิงเทรา มานานกว่า 8 เดือน ก่อนที่มีพิธีฉลองมงคลสมรส ข้อเท็จจริงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไปแลกธนบัตรไกลถึง จ.ฉะเชิงเทรา ทั้งที่งานฉลองมงคลสมรสจัดขึ้นที่ กทม. เชื่อว่าจำนวนเงินที่ ป.ป.ช.ชี้มูลความผิดนายสุพจน์จงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินเท็จ จำนวน 17,553,000 บาท เป็นเงินก้อนเดียวกับที่ถูกปล้นบ้าน ไม่ใช่เงินสินสอด นายสุพจน์ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินในส่วนนี้ต่อผู้ร้อง

ส่วนรถโฟล์กสวาเกน มูลค่า 3 ล้านบาท นางนฤมล ทรัพย์ล้อม ภรรยานายสุพจน์เบิกความว่าเป็นรถที่นายเอนก จงเสถียร มอบให้เป็นค่าตอบแทนที่ช่วยเหลืองาน ขณะที่นายเอนกอ้างว่าซื้อรถมาเพื่อมอบให้นางนฤมลไปใช้งานสอนเด็กและเผยแผ่ ศาสนา ตอบแทนที่นางนฤมลเคยช่วยงานบริษัทของตน ศาลเห็นว่าระยะเวลาการไปช่วยงานดังกล่าวเพียง 2 เดือน และเป็นการช่วยงานเพียงครั้งคราว แต่กลับได้รถมูลค่าถึง 3 ล้านบาท แตกต่างจากพนักงานบริษัทที่ทำงานประจำได้ค่าตอบแทนเป็นเงินเดือน 3-5 หมื่นบาท และยังได้ความว่าการสอนหนังสือดังกล่าวก็สอนที่บ้านของนางนฤมล ไม่ได้เดินทางไปไหน แม้จะอ้างว่าได้ขับรถนำเด็กออกไปนอกสถานที่บ้างก็เป็นช่วงเวลาสั้นๆ ความสัมพันธ์ระหว่างนายเอนกกับนายสุพจน์ก็ปรากฏว่า ระหว่างที่นายสุพจน์เป็นกรรมการการบินไทย นายเอนกได้ทำสัญญาทางธุรกิจกับกลุ่มคิง เพาเวอร์

นอกจากนี้ ยังมีหลักฐานว่าในการชำระเงินซื้อรถ นายเอนกมอบเงินให้กับนางนฤมลหลายครั้งมีพิรุธ อีกทั้งการจดทะเบียนเลขทะเบียน เป็นเลขกลุ่มเดียวกับเลขทะเบียนรถของบุตรสาวนายสุพจน์ แต่ไม่ใกล้เคียงกับกลุ่มรถของนายเอนกที่มีอยู่หลายคัน ส่วนที่นายสุพจน์อ้างว่าได้มอบรถคันดังกล่าวให้กับวัดแห่งหนึ่งเพื่อไปใช้ในกิจการสงฆ์ แต่ทางนำสืบเห็นว่าการใช้รถ วัดเป็นผู้จ่ายค่าน้ำมันเพียงอย่างเดียว ส่วนภาษีรถยนต์ ค่าซ่อมบำรุง ค่าต่อทะเบียน วัดไม่ได้มีความเกี่ยวข้อง เชื่อว่าเป็นการให้ยืมรถใช้ชั่วคราว ข้อเท็จจริงรับฟังได้ว่ารถเป็นทรัพย์สินของนายสุพจน์ ใช้ชื่อวัดเป็นผู้ครอบครองชั่วคราว และเป็นทรัพย์สินที่ต้องแสดงบัญชีทรัพย์สินต่อผู้ร้อง โดยการกระทำผิดนายสุพจน์ไม่ประสงค์ที่จะให้ผู้ร้องตรวจสอบทรัพย์สินหลังจากการพ้นตำแหน่งกรรมการ รฟท. กรรมการการบินไทย ประธานกรรมการ รฟม. ครั้งที่ 3 และการพ้นจากตำแหน่งปลัดคมนาคมมาแล้ว 1 ปี จึงเป็นการจงใจแสดงบัญชีทรัพย์สิน และหนี้สินอันเป็นเท็จ รวม 5 ครั้ง

องค์คณะมีมติเสียงข้างมากพิพากษาให้จำคุกนายสุพจน์ 5 กระทง กระทงละ 2 เดือน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 119 รวมจำคุกทั้งสิ้น 10 เดือน ฐานจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินหนี้สินและเอกสารประกอบอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงกรณีพ้นจากตำแหน่ง และมีคำสั่งห้ามนายสุพจน์ดำรงตำแหน่งเจ้าหน้าที่รัฐ เป็นเวลา 5 ปี นับจากวันที่พ้นจากตำแหน่งปลัดกระทรวงคมนาคมวันที่ 18 พ.ค. 55

ภายหลังอ่านคำพิพากษา นายสุพจน์มีสีหน้าเคร่งเครียด เจ้าหน้าที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครได้ควบคุมตัวนายสุพจน์ไปควบคุมที่บริเวณศาลแขวงดอนเมืองภายในศูนย์ราชการ ระหว่างที่ทนายความของนายสุพจน์ยื่นคำร้องและหลักทรัพย์ขอปล่อยชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์คดีตามรัฐธรรมนูญใหม่ ต่อมาเวลา 15.50 น. ศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราวนายสุพจน์ ตีราคาประกัน 2 ล้านบาท หลังได้รับการปล่อยตัว นายสุพจน์เดินทางกลับทันที ทั้งนี้การยื่นอุทธรณ์คดีเป็นไปตามสิทธิที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา 195 วรรคสี่ ที่ให้อุทธรณ์ได้ทั้งข้อเท็จจริงและข้อกฎหมาย ต้องยื่นอุทธรณ์ต่อที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาภายใน 30 วัน นับตั้งแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา

ก่อนหน้านี้นายสุพจน์ ทรัพย์ล้อม ปลัดประทรวงคมนาคม ถูกศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายึดทรัพย์เมื่อวันที่ 11 พ.ย.58 ที่โดนคนร้ายปล้นบ้านปี 54 และทรัพย์สินอื่นๆ รวม 19 รายการ ให้ตกเป็นของแผ่นดิน ตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต อาทิ เงินสด 17,553,000 บาท เงินฝากในธนาคารพาณิชย์ต่างๆ 9 บัญชี ทองคำรูปพรรณ โฉนดที่ดินใน กทม. พร้อมสิ่งปลูกสร้าง และใน จ.นครนายก รวม 6 แปลง ห้องชุดคอนโดมิเนียม และรถเก๋งเบนซ์ รุ่น E 230 และรุ่น C 220 รวมมูลค่าทั้งสิ้น 46,141,038.83 บาท คดีนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลฎีกา