วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ทรัมป์พบประยุทธ์ ให้คิว 3 ต.ค. เปิดทำเนียบขาวหารือ

‘จเร’ ทิ้งบอมบ์ที่ถูกเด้ง

“บิ๊กตู่” ยืนกรานไม่ลงสมัครเลือกตั้งแน่ เด้งเชือกตอบไม่รู้ จะนั่งนายกฯคนนอกหรือไม่ “โดนัลด์ ทรัมป์” รอเปิดทำเนียบขาวต้อนรับ “ประยุทธ์” 3 ต.ค. เชื่อมสัมพันธ์ ขยายความร่วมมือไทย-สหรัฐฯ เล็งเซ็นเอ็มโอยูความร่วมมือทางธุรกิจ นายกฯเชื่อไม่มีใครกล้าทุจริตโครงการ 9101 ขู่ถ้าเจอโกงให้ลงโทษสถานหนัก รมว.เกษตรฯการันตีทันทีตรวจสอบไม่พบทุจริต “บิ๊กป๊อก” สั่งผู้ว่าฯคุมเข้มเอกชนเช่าที่ดินสาธารณะ กำชับสั่งเพิกถอนการอนุญาตเช่าพื้นที่ทันทีหากมีชาวบ้านคัดค้าน “จเร พันธุ์เปรื่อง” ทิ้งบอมบ์ก่อนเกษียณ ร่ายจดหมายเจอเล่ห์คนโกงกลั่นแกล้งถูกเด้งเข้ากรุสำนักนายกรัฐมนตรี “บิ๊กตู่” ไม่สบายใจสั่งประธาน สนช.ตรวจสอบข้อเท็จจริง

หลังจากที่พรรคการเมืองพยายามกดดันให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุวันเวลาโรดแม็ปการเลือกตั้ง เพื่อให้เกิดความชัดเจน แต่นายกฯยังคงบ่ายเบี่ยง ไม่กล้าระบุถึงช่วงเวลาเลือกตั้งที่แน่ชัด โดยล่าสุดบอกเพียงว่า จะไม่ลงสมัครเลือกตั้ง แต่ยังมีท่าทีกำกวม ตอบคำถามไม่ชัดเจนว่าจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรี โดยไม่ลงสมัครรับเลือกตั้งหรือไม่

นายกฯปักหมุดตามรอยพระราชา

เมื่อเวลา 08.00 น. วันที่ 26 ก.ย. ที่ทำเนียบรัฐบาล ก่อนการประชุม ครม. พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการส่งเสริมสังคมแห่งการเรียนรู้และคุณภาพเยาวชน (สสค.) นำนักเรียนจากโรง เรียนต่างๆ อาทิ โรงเรียนวัดนวลนรดิศ เข้าพบ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. เพื่อประชาสัมพันธ์โครงการหนังสือเดินทางตามรอยพระราชา 9 เส้นทาง โดยจะเปิดตัว 4 เล่มแรก ในงานนิทรรศการ “The King’s Journey” Learning Passport วันที่ 28 ก.ย. ที่คริสตัล คอร์ท ชั้นเอ็ม สยามพารากอน ซึ่งจัดแสดงถึงวันที่ 4 ต.ค. โดยนายกฯได้เยี่ยมชมนิทรรศการและกล่าวกับเยาวชนว่า ต้องนำศาสตร์พระราชาไปใช้ในชีวิตประจำวัน โดยเฉพาะเรื่องความพอเพียง สร้างการรับรู้ทำเพื่ออะไร เพื่อใคร จากนั้นนายกฯได้ปักหมุดหลักกิโลเมตรแรกบนบอร์ดนิทรรศการเพื่อเป็นสัญลักษณ์เปิดตัวเส้นทางตามรอยพระราชา พร้อมกล่าวว่า ระยะทางแสนไกล แต่จะพัฒนาไปเรื่อยๆ เริ่มจากกิโลเมตรที่หนึ่ง ต้องเริ่มต้นตั้งแต่ช่วงชีวิตที่หนึ่ง วันหน้าจะได้ไม่ลำบาก

ซัดเลอะเทอะกุข่าวคนไม่มีเงินใช้

จากนั้นนายอภิศักดิ์ ตันติวรวงศ์ รมว.คลัง นำคณะเข้าพบนายกรัฐมนตรี ประชาสัมพันธ์กิจกรรมการชำระเงินผ่านระบบคิวอาร์โค้ดและโครงการ National e-Payment ของธนาคารกรุงไทย โดยนายกฯได้เยี่ยมชมการใช้ระบบคิวอาร์โค้ด ก่อนกล่าวว่า ตอนนี้เมืองนอกใช้หมดแล้ว วันนี้มีสิ่งที่ทุกคนไปพูดจากันเสียหายว่า “เออ อีกหน่อยแสดงว่าเงินไม่มีอยู่แล้ว เลยใช้ไอ้นี้แทน เพราะคนไม่มีตังค์ใช้ คิดได้อย่างไง พอใช้ตรงนี้ก็ต้องไปตัดเงินที่มี เพียงแต่ไม่ต้องไปเสียสตางค์ซื้อเท่านั้นเอง คือหาเรื่องจนได้ หลายคน นักการเมืองแหละ เลอะเทอะ” จากนั้นนายกฯ หันมาพูดคุยกับเยาวชนว่า “ขอให้ช่วยทำความเข้าใจ บางครั้งอะไรที่เปลี่ยนแปลงเร็วๆ คนอาจมองว่าเป็นเรื่องที่ใช่หรือไม่ใช่ คนพอใจก็ไม่มีปัญหา เพราะวันนี้หลายคนก็มาต่อต้านลุงตลอดเลย”

พลิ้วไม่ตอบนั่งนายกฯคนนอก

ภายหลังการประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ตอบคำถามผู้สื่อข่าวถึงกรณีจะทำงานต่ออีก 5 ปีไหวหรือไม่ว่า จะให้เป็นอะไรเหรอ เมื่อถามว่า หากประชาชนต้องการให้เป็นนายกฯ ต่ออีก 5 ปี จะเอาด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า แล้วจะต้องมาเป็นได้ยังไง รัฐบาลต้องมาจากการเลือกตั้งไม่ใช่เหรอ รัฐธรรมนูญเขียนไว้ เมื่อถามว่า นายกฯจะลงเลือกตั้งด้วยหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่ลง” ผู้สื่อข่าวถามย้ำว่า ถ้าไม่ลงเลือกตั้งแล้วจะมาแบบไม่เลือกตั้งหรือไม่ พล.อ.ประยุทธ์ตอบว่า “ไม่รู้”
ไม่เชื่อมีการโกงโครงการ 9101

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวถึงกรณีการกล่าวหาพบการทุจริตโครงการ 9101 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ว่า ต้องสอบสวนหลายประเด็น ประเด็นแรกบางพื้นที่มีความพร้อมหรือไม่ เป็นการใช้จ่ายงบประมาณโดยจัดกลุ่มกำหนดความต้องการ 8 กลุ่ม ให้ประชาชนสมัครใจเข้ามาทำกันเอง โดยโอนงบให้ผู้ที่มาร่วมทำ บางคนอาจเข้าไม่ได้เพราะไม่เข้าหลักเกณฑ์ ประเด็นที่สองคือ ความพร้อมของส่วนราชการที่อยู่ในพื้นที่ ถ้าไม่พร้อมจะแก้ปัญหาอย่างไร คิดว่าเรื่องเจตนาการทุจริตตนยังไม่ค่อยเชื่อตรงนี้เพราะโครงการนี้เป็นโครงการทำถวายพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เพราะฉะนั้นใครจะกล้าโกงต้องลงโทษสถานหนัก ตอนนี้สั่งการให้ คสช. เจ้าหน้าที่ตำรวจ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงเกษตรฯ ไปสรุปเรื่องขึ้นมาให้ทราบ ยืนยันว่าผิดว่าไปตามผิด ทุกอย่างมีกลไกอยู่แล้ว ประเด็นสำคัญคือ วันนี้โซเชียลมีเดียและสื่อมวลชนวิพากษ์วิจารณ์เยอะมาก อาจทำให้เกิดความไขว้เขวเรื่องความเข้าใจเรื่องข้อกฎหมาย ขอให้เป็นหน้าที่ผู้รับผิดชอบดีกว่า

“บิ๊กฉัตร” สอบทันทีไม่พบทุจริต

พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อ มูลค่า 2.28 หมื่นล้านบาทว่า โครงการนี้กระทรวงเกษตรฯให้เกษตรกรดำเนินการทั้งหมด จึงสั่งให้เกษตรจังหวัดตรวจสอบ ถ้าพบว่ามีทุจริตต้องดำเนินการตามกฎหมาย ขณะนี้ยังไม่มีรายงานว่า มีการทุจริตจังหวัดใดบ้าง พบข้อมูลจากสื่อเท่านั้นว่ามีการทุจริตเช่น การซื้ออุปกรณ์การเกษตร การใช้งบประมาณไม่คุ้มค่า ต้องรอผลตรวจสอบทั่วประเทศอีกครั้ง ส่วนกระแสข่าวทุจริตที่ จ.สุรินทร์ จากการตรวจสอบไม่พบเบาะแสทุจริตแต่อย่างใด มีเกษตรกรเป็นผู้ชี้แจงเอง เช่นเดียวกับการทุจริต จ.ปราจีนบุรี ก็ยังไม่ได้รับรายงาน ปัญหาดังกล่าวต้องดูข้อมูลอีกครั้ง ถ้ามีความผิดพลาดจุดใดต้องปรับปรุงแก้ไข และพิจารณาลงโทษ รัฐบาลตั้งใจทำโครงการนี้ให้เกษตรกรได้รับผลประโยชน์ เกษตรกรส่วนใหญ่มีความพอใจ สามารถต่อยอดสร้างความเข้มแข็งได้

มท.1 ขยายผลรุกพื้นที่ป่าชุมชน

พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าการตรวจสอบคำสั่งอนุมัติให้บริษัท เคทีดี พร็อพเพอร์ตี้ ดีเวลลอปเมนท์ จำกัด สามารถใช้ที่ดินป่าชุมชนห้วยเม็ก จ.ขอนแก่น ว่า ได้มอบให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยตั้งคณะกรรมการสอบสวนหาข้อเท็จจริงว่า เหตุใดจึงมีการเสนอเรื่องขึ้นมา ทั้งที่มีประชาชนในพื้นที่คัดค้าน ถ้าพบว่าทำผิดต้องถูกดำเนินการตามกฎหมาย แต่จะสรุปว่าข้าราชการมีส่วนทำความผิดหรือไม่ อาจเร็วไป เมื่อสัปดาห์ก่อนสั่งการให้หน่วยงานในพื้นที่ตรวจสอบการใช้ที่ดินในพื้นที่อื่นของ จ.ขอนแก่น ได้รับรายงานว่า นายอำเภออุบลรัตน์แจ้งความดำเนินคดีกับบริษัทเอกชนอีกแห่งหนึ่ง หลังพบว่าทำโรงงานคร่อมระหว่างแปลงทับทางสาธารณะในพื้นที่ แต่ไม่ใช่บริเวณป่าชุมชนห้วยเม็ก เบื้องต้นบริษัทดังกล่าวรับทราบแล้ว กระบวนการหลังจากนี้เป็นหน้าที่ของตำรวจในการสอบสวนหาความจริงต่อไป

ให้ผู้ว่าฯคุมเข้มขอใช้ที่ดินสาธารณะ

เมื่อถามว่า กรณีการคัดค้านการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะของบริษัท ไออาร์พีซี จำกัด (มหาชน) ในพื้นที่บ้านแลง จ.ระยอง พล.อ.อนุพงษ์ตอบว่า หลังจากตรวจสอบพบว่า เรื่องนี้เริ่มต้นมาหลายปี มีประชาชนไปร้องคัดค้านต่อศาลแล้ว จึงสั่งการผู้ว่าราชการ จ.ระยอง พิจารณาเพิกถอนการใช้พื้นที่ดังกล่าว และตรวจสอบข้อเท็จจริงว่า ทำไมจึงมีการเสนอเรื่องขึ้นมา ทั้งที่ประชาชนในพื้นที่คัดค้าน และสั่งการให้ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกพื้นที่พิจารณาเพิกถอนการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะทันที ถ้าพบมีการคัดค้านจากประชาชน ได้กำชับต่อไปว่า หลังจากนี้ต้องให้ความสนใจการขออนุญาตใช้ที่ดินสาธารณะของภาคเอกชนเป็นพิเศษ ต้องชัดเจนว่าไม่มีการคัดค้านในพื้นที่ รวมถึงสั่งการให้ตรวจสอบย้อนหลังการใช้ประโยชน์ที่ดินสาธารณะของภาคเอกชนทั้งหมดว่าดำเนินการถูกต้องตามกระบวนการหรือไม่ถ้าพบว่าไม่ถูกต้องให้เพิกถอนทันที เชื่อว่าภาคธุรกิจและการลงทุนอาจมีผลกระทบบ้าง

“จเร” ทิ้งทวนบอกแพ้ภัยคนขี้โกง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อคืนวันที่ 25 ก.ย. นายจเร พันธุ์เปรื่อง ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เขียนบทอำลาตำแหน่ง “สัจธรรมชีวิตราชการ” ในโอกาสเกษียณอายุราชการวันที่ 30 ก.ย.นี้ว่า เป็นข้าราชการรัฐสภาสามัญปี 2522 ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ขยันอดทน สิ่งที่ไม่ทำเด็ดขาดคือ การร่วมมือกับคนขี้โกง ชีวิตราชการเจริญก้าวหน้ามาตามลำดับ ไม่เคยคิดหรือเอาเปรียบราชการ การรับราชการทำให้พบทั้งคนดี คนไม่ดี และแล้ววันที่ 15 ต.ค.58 มีคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 37/2558 ให้พ้นจากตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรมาเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกฯ พร้อมมีข้อกล่าวหาตามมา มั่นใจตลอดมาว่า ข้อกล่าวหาที่ได้รับเป็นการใส่สีตีไข่ เพื่อประโยชน์ของคนบางคน ในที่สุดผลสอบปรากฏว่า ไม่ได้ทำผิด คณะกรรมการสอบสวนไม่ได้แจ้งข้อกล่าวหาใดๆ ประสบการณ์ชีวิตราชการทำให้พบสัจธรรมว่า 1.คนที่เข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภา ไม่ว่าจะมาจากไหน มีที่มาอย่างไร มีโอกาสเป็นคนขี้โกงพอๆกัน 2.การเป็นข้าราชการที่ซื่อสัตย์ขยันอดทน ไม่ก้มหัวให้คนขี้โกง ในที่สุดจะไปไม่รอด เพราะคนโกงมีความสามารถใส่สีตีไข่มากกว่า กว่าจะอธิบายให้ผู้มีอำนาจเข้าใจก็สายไปแล้ว คนขี้โกงคิดกลโกงแยบยลได้มากขึ้นเรื่อยไป ไม่แน่ใจว่าประสบการณ์ในชีวิตราชการของตนจะเป็นประโยชน์กับใครบ้าง แต่หวังว่าข้าราชการส่วนใหญ่จะร่วมมือกันป้องกันกลโกงของคนขี้โกงให้พ้นจากระบบราชการ แม้ความหวังจะเลือนรางก็ตาม

ไม่ติดใจไม่ได้คืนความเป็นธรรม

ต่อมาที่ทำเนียบรัฐบาล นายจเรให้สัมภาษณ์เพิ่มเติมว่า จดหมายดังกล่าวเขียนขึ้นในโอกาสที่สำนักปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีเชิญร่วมงานพิธีมอบประกาศนียบัตรข้าราชการเกษียณ โดยมีหนังสือแจกภายในงานให้ข้าราชการเกษียณเขียนคติสอนใจข้าราชการรุ่นหลังให้ยึดเป็นแนวทางปฏิบัติ จึงเล่าเนื้อหาว่า ตั้งใจปฏิบัติงานตั้งแต่เริ่มรับข้าราชการมา หลังถูกคำสั่งย้ายไม่โกรธใคร ทุกอย่างเป็นไปตามกรรม ในจดหมายไม่ได้ตัดพ้อรัฐบาล เพียงตั้งข้อสังเกตว่า คนไม่ดีไม่ว่าจะมาอย่างไรก็ไม่ดี ส่วนคนดีอยู่ที่ไหนก็เป็นคนดี จริงๆแล้วโชคดีที่ได้ออกมาขอบคุณ คสช. ไม่เช่นนั้นอาจเจอปัญหาอีกมาก อาจไม่ได้เกษียณอายุก็ได้ ส่วนเรื่องที่คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงไม่พบว่าตนมีความผิดนั้น อย่าไปคิดว่าไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่คิดจะเรียกร้องขอความเป็นธรรมหรือให้ คสช.เยียวยา มันเรียกร้องได้หรือ แบบนี้เป็นธรรมสำหรับตนแล้ว อยู่ทางนี้สบายดี ผู้สื่อข่าวถามว่า ที่ผ่านมาถูกกระทำโดยกระบวนการที่ใหญ่มากในสภาใช่หรือไม่ นายจเรตอบว่า อย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าไปอะไรมากเลย เมื่อถามย้ำว่า ที่ระบุในจดหมายเรื่องของคนโกง นายจเรตอบว่า ไม่ได้ว่าใคร เพียงแต่บอกสัจธรรมเท่านั้นเองว่า จะมาอย่างไร เลือกตั้งหรือแต่งตั้ง ถ้าคนไม่มีสำนึก สำนึกมันก็หายไปได้

นายกฯไม่สบายใจสั่งตรวจสอบ

ขณะที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า เรื่องจดหมายอำลาของนายจเร พันธุ์เปรื่อง อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เป็นสิ่งที่ตนฟังแล้วไม่ค่อยสบายใจ วันนี้จึงได้ส่งเรื่องให้ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตรวจสอบว่าข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร

“พรเพชร” โบ้ยไม่เกี่ยวใส่สีตีไข่

ที่รัฐสภา นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีนายจเร พันธุ์เปรื่อง ที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และอดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เขียนบทอำลาตำแหน่งในโอกาสเกษียณอายุ ระบุถูกกลั่นแกล้งย้ายไปเป็นที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีว่า การไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาประจำสำนักนายกรัฐมนตรีของนายจเร เป็นไปตามคำสั่งมาตรา 44 ของ คสช. ส่วนที่บอกว่ารัฐสภามีทั้งคนดีและไม่ดี คงเป็นแบบนั้น แต่คนดีมีมากกว่าคนไม่ดี และคนไม่ดีก็มีอยู่ ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเรื่องที่จะกล่าวหากัน เรื่องต่างๆที่เกิดขึ้นเป็นมรดกตกทอดกันมา อย่าให้ตนพูดเรื่องนี้เลย ทุกอย่างเป็นไปตามกฎระเบียบราชการ ใครใส่สีตีไข่ก็ไปว่ากันเอาเอง ไม่เกี่ยวกับตน เมื่อถามว่า นายจเรเขียนข้อความอ้างว่าถูกคนไม่ดี ใส่สีตีไข่เรื่องการโยกย้าย นายพรเพชรตอบว่า ไม่เกี่ยวกับตน ต้องไปว่าคนที่ใส่สีตีไข่ ขณะนี้เป็นห่วงเรื่องการกล่าวหาคดีทุจริตต่างๆที่ไม่คืบหน้า อย่าเอาเรื่องนายจเรมาพูดกับตน ไม่ขอตอบโต้ ตนตัวคนเดียวให้เห็นใจบ้าง

ปชป.ได้ทีบลัฟปราบโกงล้มเหลว

นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนายจเร พันธุ์เปรื่อง อดีตเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร เขียนบทความอำลาชีวิตราชการ ระบุคนที่เข้ามาทำหน้าที่ในรัฐสภาไม่ว่ามีที่มาอย่างไร มีโอกาสเป็นคนขี้โกงได้พอๆกันว่า สะท้อนให้เห็นว่า แม้แต่ในยุคสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ที่มีนายพรเพชร วิชิตชลชัย เป็นประธาน สนช. ยังมีคนขี้โกง ทำให้นายจเรอยู่ในตำแหน่งเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรไม่ได้ แสดงให้เห็นว่า นโยบายปราบทุจริตของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ล้มเหลวสิ้นเชิง ใน สนช.ยังมีคนขี้โกงแล้วจะปฏิรูปประเทศอย่างไร นายจเรถูกย้ายเพราะไม่ยอมให้ขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ตามที่ใครบางคนต้องการใช่หรือไม่ หลังจากนายจเรตอบหนังสือถึงประธาน สนช.ว่า ไม่ขยายเวลาก่อสร้างอาคารรัฐสภาแห่งใหม่ตามที่ผู้รับเหมาต้องการ วันรุ่งขึ้นก็โดนมาตรา 44 ย้ายไปประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แม้ พล.อ.ประยุทธ์ประกาศว่า ใครโดนมาตรา 44 ถ้าไม่ผิดจะให้กลับไปที่เดิม แต่กรณีนายจเรเมื่อสอบสวนแล้วว่า ไม่มีความผิด แต่ พล.อ.ประยุทธ์ไม่ทำตามคำพูด รอให้นายจเรเกษียณอายุไปเองในสิ้นเดือน ก.ย.60 คำพูด พล.อ.ประยุทธ์จึงเชื่อถือไม่ได้ เสียดายอำนาจมาตรา 44 ที่ไม่นำมาใช้เพื่อการปฏิรูปประเทศอย่างแท้จริง

“ทรัมป์” เปิดทำเนียบขาวรับ “บิ๊กตู่”

วันเดียวกัน ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ออกแถลงอย่างเป็นทางการว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา จะให้การต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ที่ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ในวันที่ 3 ต.ค.นี้ ตามที่เคยได้เชื้อเชิญทางโทรศัพท์ไว้ตั้งแต่เดือน เม.ย. โดยจะหารือถึงหนทางการเสริมสร้างและขยายความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศไปจนถึงความร่วมมือในระดับภูมิภาคแปซิฟิก นายทรัมป์หวังที่จะยืนยันถึงความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯกับไทยที่เป็นทั้งหุ้นส่วนสำคัญและพันธมิตรอันยาวนานในเอเชีย

ขณะที่นายแบรด อดัมส์ ผู้อำนวยการกลุ่มเฝ้าระวังสิทธิมนุษยชนฮิวแมน ไรท์ วอตช์ ประจำภูมิภาคเอเชีย ออกแถลงวิจารณ์ว่า การต้อนรับ พล.อ.ประยุทธ์ที่ทำเนียบขาว ถือว่าสหรัฐฯเมินเฉยที่จะพิจารณาเรื่องสิทธิมนุษยชนอย่างไร้ยางอาย และนายทรัมป์ล้มเหลวที่จะตระหนักว่าการเยือนทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถือเป็นชัยชนะทางโฆษณาชวนเชื่อของพล.อ.ประยุทธ์และรัฐบาลทหารที่แลกมาด้วยการถูกกดขี่ที่หนักขึ้น และการละเมิดสิทธิมนุษยชนต่อประชาชนชาวไทย

“บิ๊กตู่” วอนอย่ามองเลือกข้าง

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. กล่าวว่า นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เชิญตนไปเยือนระหว่างวันที่ 2-4 ต.ค.นี้ โดยจะออกเดินทางไปสหรัฐฯ คืนวันที่ 30 ก.ย. และเดินทางกลับไทยในวันที่ 5 ต.ค. ก่อนจะเดินทางไปประชุมที่ประเทศบรูไน เพื่อร่วมพิธี 50 ปีสุลต่านบรูไน ช่วงเวลานี้อย่ามองว่ารัฐบาลเลือกข้างหรือไม่เลือกข้าง เพราะพบปะกับทุกคน ทุกประเทศที่เชิญ เราดำเนินนโยบายต่างประเทศให้สมดุลกับทุกมหาอำนาจ เราได้รับความร่วมมือจากหลายฝ่าย หลายประเทศทั้งเล็กและใหญ่ ครั้งนี้จะหารือกันในประเด็นความสำคัญแบบทวิภาคีทุกด้านอาทิ ความมั่นคง การค้าการลงทุน และการแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นในประเด็นภูมิภาค เพราะในคำเชิญได้ระบุมาว่า ในฐานะที่ไทยเป็นมิตรเก่าแก่ที่สุดในอาเซียนที่มีความสัมพันธ์ยาวนานกว่า 200 ปี และยังพูดถึงความสัมพันธ์ในแถบอินโดจีน-แปซิฟิก ขอให้มั่นใจเวลาเราไปต่างประเทศจำเป็นต้องเตรียมเรื่องข้อมูลให้ถี่ถ้วน มีการหารือกันในบรรยากาศที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรี ตนใช้คำนี้มาตลอดกับทุกประเทศ

จ่อเซ็นเอ็มโอยูร่วมมือทางธุรกิจ

พล.ท.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงการณ์เยือนสหรัฐฯของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ว่า กรอบการหารือจะมีการผลักดัน ความร่วมมือรอบด้านอย่างที่นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯระบุไว้ว่า จะผลักดันความร่วมมือระหว่างไทย-สหรัฐฯให้มากยิ่งขึ้นอย่างที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน นอกจากการหารือระหว่าง 2 ผู้นำแล้ว ยังมีการประชุมระหว่างภาคธุรกิจไทย-สหรัฐฯ พร้อมเซ็นเอ็มโอยูร่วมกัน ขณะเดียวกันบริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล จำกัด (มหาชน) หรือ PTTGC ซึ่งมีความต้องการลงทุนในสหรัฐฯจะร่วมหารือกับเอกชนสหรัฐฯด้วย ส่วนประเด็นที่สหรัฐฯกดดันให้ไทยเปิดอนุญาตให้นำเข้าชิ้นส่วนสุกรที่ไม่เป็นที่ต้องการบริโภคของชาวสหรัฐฯ เช่น เครื่องในหัว ขาจากสหรัฐฯนั้น จะมีการหารือในการเยือนครั้งนี้ด้วย

ถกจัดทัพยุทธศาสตร์ชาตินัดแรก

เมื่อเวลา 15.00 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการยุทธศาสตร์–ชาติ ครั้งที่ 1/2560 จากนั้น พล.อ.ประยุทธ์ ให้สัมภาษณ์ว่า ได้หารือกำหนดกรอบกว้างๆ โดยสรุปเรื่องที่ผ่านมาทั้งจาก สนช. สปท. เพื่อมาจัดทำแผนแม่บท กำหนดเป็นยุทธ ศาสตร์ สามารถปรับเปลี่ยนได้ทุก 5 ปี และยังหารือถึง 6 ยุทธศาสตร์ย่อยใน 6 กลุ่ม โดยตั้งคณะกรรมการแต่ละด้าน รวม 6 ด้าน นำเสนอสู่กรรมการชุดใหญ่ทำเป็นแผนแม่บท ในวันข้างหน้าจะต้องเดินหน้าต่อโดยใช้กลไกของสภา ศาลรัฐธรรมนูญตามรัฐธรรมนูญ ส่วนตัวคิดว่าไม่น่ามีปัญหา เพราะไม่ได้ไปจำกัดการทำงานของทุกรัฐบาลเพียงแต่กำหนดเป้าหมายไว้ อย่างไรก็ตามยุทธศาสตร์สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอด เพราะมีกลไกอยู่แล้ว เป็นการปรับเพื่อให้เข้ากับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลง หากมีวิธีพัฒนาประเทศแนวใหม่ก็ต้องปรับ อย่าไปมองว่าจะเป็นเรื่องการสืบทอดอำนาจ รัฐบาลข้างหน้ารู้หน้าที่ตัวเองว่า ต้องบริหารราชการแผ่นดินอย่างไรให้มีธรรมาภิบาล

เตรียมคลอดรายชื่อ กก. 6 ด้าน

ด้านนายดนุชา พิชยนันท์ รองเลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แถลงผลการประชุมคณะกรรมยุทธศาสตร์ชาติว่า ที่ประชุมเห็นชอบตั้งคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ 6 ด้านได้แก่ 1.ด้านความมั่นคง 2.ด้านการสร้างความสามารถในการแข่งขัน 3.ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างทรัพยากรมนุษย์ 4.ด้านการสร้างโอกาสและความ เสมอภาคทางสังคม 5.ด้านการสร้างความเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 6.ด้านการปรับสมดุลการพัฒนาระบบการบริหารจัดการภาครัฐ โดยคณะกรรมการจะเป็นบุคคลที่มีความรู้ ความสามารถหลายด้าน หลายช่วงอายุ รายชื่อจะประกาศ วันที่ 27 ก.ย. หลังจากตั้งคณะกรรมการฯแต่ละด้าน จะมีเวลา 120 วัน จัดทำร่างยุทธศาสตร์เบื้องต้นให้แล้วเสร็จ จากนั้นนำร่างดังกล่าวไปรับฟังความเห็นประมาณ 30 วัน และมีเวลา 45 วันเพื่อนำความเห็นมาปรับเพิ่มเติม เพื่อนำเสนอคณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติพิจารณาเห็นชอบ ก่อนส่งคณะรัฐมนตรีภายใน 30 วัน เพื่อส่งไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติที่ใช้ต้องเวลาพิจารณาอีก 30 วัน จากนั้นจึงนำขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อประกาศใช้

กรธ.แจงอำนาจใหม่ศาล รธน.

ที่รัฐสภา นายอุดม รัฐอมฤต โฆษกกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กล่าวถึงร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญที่ กรธ.เสนอให้ สนช.พิจารณาในวันที่ 28 ก.ย.ว่า เป็นการกำหนดหน้าที่ศาลให้สอดคล้องตามรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 คือ 1.พิจารณาคำร้องที่เกี่ยวกับความชอบด้วยกฎหมายกับรัฐธรรมนูญ 2.ดูแลองค์กรที่ต้องทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญว่าขัดแย้งกันหรือไม่ เช่น นิติบัญญัติกับฝ่ายบริหาร นิติบัญญัติกับองค์กรอิสระ 3.วินิจฉัยคุณสมบัติผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ส่วนเรื่องใหม่คือเปิดช่องให้ร้องต่อศาลรัฐ ธรรมนูญได้โดยไม่ต้องมีข้อพิพาท เพื่อปิดช่องไม่ให้ปัญหาบาน ปลายบ้านเมืองเสียหาย ทั้งนี้ มีการตั้งข้อสังเกตว่า จะทำให้ศาลรัฐธรรมนูญเขียนรัฐธรรมนูญเองใช่หรือไม่

ออกกฎสกัดละเมิดอำนาจศาล

นายอุดมกล่าวอีกว่า ส่วนประเด็นที่มีข้อโต้แย้งมากคือ การให้ประชาชนร้องตรงต่อศาลรัฐธรรมนูญ ตามมาตรา 213 ของรัฐธรรมนูญปี 60 กรธ.ยังยืนยันหลักการให้ประชาชนมีสิทธิร้อง ตรงเมื่อไปฟ้องหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแล้วไม่มีการตอบรับหรือครบกำหนด เพื่อป้องกันไม่ให้ศาลมีภาระมากเกินไป หน่วยงานใดที่ถูกกำหนดให้การวินิจฉัยขององค์กรนั้น ถือเป็นที่สุดไม่อาจนำมาร้องอีกได้เช่น คณะกรรมการตุลาการศาลยุติธรรม (กต.) คณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง (ก.ศป.) นอกจากนี้ยังมีมาตรการป้องกันการละเมิดศาลรัฐธรรมนูญ กำกับดูแลความเรียบร้อยบริเวณพื้นที่ศาล เพื่อคงไว้ซึ่งความยุติธรรม ปราศจากการครอบงำ ด้วยการสร้างกระแสมาใช้อำนาจข่มขู่ เช่นเดียวกับศาลยุติธรรม ศาลปกครอง ถือว่าของไทยไปไกลกว่าต่างประเทศที่มีมาตรการป้องกันแค่บริเวณพื้นที่ศาล แต่ของไทยป้องกันถึงการวิพากษ์ วิจารณ์ที่กระทบต่อการทำหน้าที่เช่น การเขียนบทความสร้างกระแส แต่ปกติแล้ว ศาลจะดูจากเจตนาของผู้วิจารณ์ก่อน หากทำความเข้าใจกันได้ก็ไม่มีปัญหา อย่างไรก็ตามมีข้อเสนอแนะจากศาลรัฐธรรมนูญ ที่ กรธ.ไม่ปรับแก้ให้เช่น การตัดข้อกำหนดให้ศาลต้องปฏิบัติหน้าที่เต็มเวลาออกไป เนื่องจากจะมีคนคอยมาเช็กเวลาเข้าออกการทำงาน แต่ กรธ.ไม่ได้ตัด เพราะต้องกำหนดเวลาทำงานให้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญไม่ใช่ข้าราชการเหมือนศาลยุติธรรม

คุก 2 ด.ฉีกบัตรลงประชามติ

วันเดียวกัน ที่ศาลจังหวัดพระโขนง ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีที่พนักงานอัยการพระโขนงเป็นโจทก์ยื่นฟ้องนายปิยรัฐ หรือโตโต้ จงเทพ นายกสมาคมเพื่อเพื่อน นายจิรวัฒน์ เอกอัครนุวัฒน์ และนายทรงธรรม แก้วพันธุ์พฤกษ์ นักกิจกรรมทางการเมือง เป็นจำเลยที่ 1-3 ฐานทำลายเอกสารราชการ และกระทำผิด พ.ร.บ.การออกเสียงร่างประชามติฯ มาตรา 59, 60 (9) กรณีวันที่ 7 ส.ค. 59 ในวันออกเสียงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ นายปิยรัฐฉีกบัตรลงคะแนนที่คูหาเขตบางนา เพื่อแสดงออกว่าไม่ยอมรับการลงประชามติ พร้อมถ่ายทำคลิปวีดิโอการฉีกบัตร โดยนายกฤษาฎางค์ นุตจรัส ทนายความจำเลย เปิดเผยว่า ศาลพิพากษายกฟ้องจำเลยทั้งสาม ฐานกระทำการวุ่นวายเพราะเป็นการแสดงออก ส่วนการฉีกบัตรประชามติ นายปิยรัฐ รับสารภาพกระทำจริง ศาลพิพากษาจำคุก 4 เดือน ปรับ 4,000 บาท รับสารภาพศาลลดโทษกึ่งหนึ่ง คงจำคุก 2 เดือนปรับ 2,000 บาท โทษจำคุกให้รอลงอาญา 1 ปี

โปรดเกล้าฯแต่งตั้ง 7 คตง.

เย็นวันเดียวกัน เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่ประกาศแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน มีเนื้อหาว่า สมเด็จพระเจ้า อยู่หัวมหาวชิราลงกรณ บดินทรเทพยวรางกูร มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม ให้ประกาศว่า โดยที่สภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบผู้มีคุณสมบัติจำนวน 7 คน เป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน และบุคคลผู้ได้รับความเห็นชอบเป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นประชุมเลือกกันเองให้คนหนึ่งเป็นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดินแล้ว อาศัยอำนาจตามความในมาตรา 238 และ 279 ของรัฐธรรมนูญปี 2560 ประกอบคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 23/2560 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้งประธานกรรมการและกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ดังต่อไปนี้ ให้ พล.อ.ชนะทัพ อินทามระ เป็นประธานกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน นางยุพิน ชลานนท์นิวัฒน์ นายพิมล ธรรมพิทักษ์พงษ์ น.ส.จินดา มหัทธนวัฒน์ นายวีระยุทธ ปั้นน่วม นายสรรเสริญ พลเจียก และ นางอรพิน ผลสุวรรณ์ สบายรูป เป็นกรรมการตรวจเงินแผ่นดิน ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป ประกาศ ณ วันที่ 22 ก.ย. พ.ศ. 2560 ผู้รับสนองพระราชโองการ พรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ