วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ยันฐานะ 5 แบงก์ใหญ่ยังแกร่ง ไม่กระทบเงินฝาก ออกเกณฑ์คุมเข้มตามหลักสากล

ประชาชนไม่ต้องแตกตื่น คลัง-แบงก์ชาติ ประสานแจงเกณฑ์คุมเข้ม 5 แบงก์ใหญ่ เป็นไปตามหลักสากล ยันฐานะการเงินยังแข็งแกร่ง ไม่มีปัญหา หรือกระทบเงินฝาก...

เมื่อวันที่ 26 ก.ย. นายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยกรณีราชกิจจานุเบกษาเผยแพร่ประกาศธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เรื่องรายชื่อธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศปี 60 ว่า ปัจจุบันธนาคารขนาดใหญ่มีการสำรองสูงกว่ามาตรฐาน BIS Ratio เกิน 7.5% ซึ่งปรับเพิ่มตามประกาศใหม่ไปนานแล้ว การดำเนินการของ ธปท. เป็นการปรับเกณฑ์ให้เป็นไปตามหลักสากล ในการเตรียมความพร้อมการกำกับดูแลสถาบันการเงินมากขึ้น โดยไม่ได้เป็นการออกเกณฑ์ เพื่อแก้ปัญหา ซึ่งประชาชนอาจจะมีความแตกตื่น หลังจากที่มีการประกาศออกมา ทำให้มีการกระจายข่าวออกไป เนื่องจากมีการประชาสัมพันธ์ไม่มากพอ

ทั้งนี้ประกาศดังกล่าวเพื่อกำกับดูแลสถาบันการเงินขนาดใหญ่ 5 แห่ง คือ ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย ซึ่งแสดงให้เห็นว่าธนาคารในกลุ่มนี้มีผลต่อระบบเศรษฐกิจไทย ดังนั้นการจะดำเนินการใดๆ จะต้องมีความระมัดระวัง ซึ่งที่ผ่านมาธนาคารขนาดใหญ่ มีฐานะการเงินที่แข็งแกร่ง ไม่ได้มีปัญหา ขณะที่ธนาคารพาณิชย์ขนาดเล็ก มีการสำรองเกินเกณฑ์ 7.5% ส่วนจะมีการบังคับให้เท่ากับธนาคารใหญ่หรือไม่นั้น ต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของ ธปท.

ด้าน นางฤชุกร สิริโยธิน รองผู้ว่าการ ด้านเสถียรภาพสถาบันการเงิน ธปท.กล่าวว่า การประกาศใช้แนวทางการกำกับดูแลธนาคารพาณิชย์ที่มีนัยต่อความเสี่ยงเชิงระบบในประเทศ (D-SIBs) เป็นการเพิ่มขั้นต่ำอัตราการดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 หรือกันสำรองขั้นต้นจาก 6.5% เป็น 7.5% สำหรับธนาคารที่เข้าเกณฑ์ความสำคัญ 4 ด้าน ตามที่มาตรฐานสากล บาร์เซล 3 (Basel III) คือ 1. ขนาดและปริมาณธุรกรรมใหญ่ 2. ความเชื่อมโยงในการทำธุรกรรมมีมาก 3. เป็นผู้ให้บริการหลักในโครงสร้างพื้นฐานของระบบการเงิน 4. ความซับซ้อนของผลิตภัณฑ์ทางการเงินมาก

ทั้งนี้ สถาบันการเงินในไทยที่เข้าเกณฑ์ดังกล่าว มี 5 ธนาคาร ประกอบด้วย ธนาคารกรุงเทพ ธนาคารกรุงไทย ธนาคารกรุงศรีอยุธยา ธนาคารกสิกรไทย และธนาคารไทยพาณิชย์ ซึ่งเป็นธนาคารที่มีความสำคัญเชิงระบบ โดยการเพิ่มขั้นต่ำการกันสำรองดังกล่าว จะเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและความแข็งแกร่งของสถาบันการเงินภายในประเทศให้มากขึ้น ไม่มีผลกระทบต่อเงินฝากของประชาชน และไม่กระทบต่อการดำเนินงานของสถาบันการเงินดังกล่าว รวมทั้งไม่ต้องเพิ่มอัตราส่วนการกันสำรองเงินกองทุนเพิ่ม เพราะปัจจุบันสถาบันการเงินทั้ง 5 แห่ง กันสำรองไว้ที่ระดับ 14-15% ซึ่งสูงกว่าขั้นต่ำที่กำหนดไว้อยู่แล้ว

ส่วนสาเหตุที่ต้องประกาศใช้ขณะนี้ เพราะเป็นจังหวะที่เหมาะสม เนื่องจากสถาบันการเงินมีความแข็งแกร่ง และมีเงินกองทุนอยู่ในระดับที่สูงอยู่แล้ว จึงมีความพร้อมเพียงพอรองรับดำรงเงินกองทุนส่วนเพิ่มจากการใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าว ขณะที่สถาบันการเงินอื่นที่ไม่เข้าเกณฑ์ D-SIBs ยังคงดำรงเงินกองทุนตามขั้นต่ำที่หลักเกณฑ์กำหนดไว้ จึงไม่มีผลกระทบหรือน่าเป็นห่วงเกี่ยวกับระบบสถาบันการเงินของไทยแต่อย่างใด นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามมาตรฐานสากล เพราะทั้งสิงคโปร์ ฟิลิปปินส์ ออสเตรเลีย และเยอรมนี ได้ประกาศใช้เกณฑ์ดังกล่าวเพื่อดูแลความเข้มแข็งของสถาบันการเงินเช่นกัน

ด้าน นายสมบูรณ์ จิตเป็นธม ผู้ช่วยผู้ว่าการสายนโยบายสถาบันการเงิน ธปท. กล่าวว่า ตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว ธนาคารทั้ง 5 แห่ง จะต้องเพิ่มการดำรงเงินกองทุนชั้นที่ 1 โดยทยอยดำรงเพิ่มขึ้น 0.5% ในปี 62 และเพิ่ม 1% ในปี 63 และธนาคารทั้ง 5 แห่ง จะต้องมีการรายงานข้อมูลและสถานะของธนาคารถี่ขึ้นเป็นประจำทุกเดือน จากปกติที่จะรายงานเป็นรายไตรมาส ทั้งนี้ ยังไม่พบการเคลื่อนย้ายเงินฝากจาก 5 ธนาคารดังกล่าว แต่ ธปท.จะติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ซึ่งต่างประเทศที่ใช้หลักเกณฑ์ดังกล่าวก่อนหน้านี้ ก็ไม่มีผลกระทบเรื่องดังกล่าวเช่นกัน เพราะถือเป็นเกณฑ์ที่ช่วยเพิ่มความเข้มแข็งให้กับสถาบันการเงิน.