วันอาทิตย์ที่ 22 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ศูนย์วิจัยและพัฒนาในพระราชดำริ คลังสร้างอาหารและรายได้คนไทย

ประเทศไทยแม้จะอุดมสมบูรณ์ไปด้วยแหล่งท่องเที่ยว แหล่งเรียนรู้ที่มีอยู่หลากหลายประเภท แต่เนื่องจากการศึกษากระตุ้นให้ประชาชนใฝ่หาความรู้ ปัจจุบันการไปท่องเที่ยวในสถานที่ต่างๆ นอกจากไปเที่ยวเพื่อความเพลิดเพลินอารมณ์ และได้เรียนรู้ไปในตัวด้วย

วันนี้ นายพลไชย ภิรมย์ศรี ผู้สื่อข่าว นสพ.ไทยรัฐ จ.ประจวบคีรีขันธ์ ซึ่งเป็นจังหวัดหนึ่งในเมืองท่องเที่ยวที่น่าสนใจ ชาวบ้านเรียกกันจนชินปากว่า “เมืองเกาะหลัก” ขอนำเสนอสถานที่ท่องเที่ยวที่แตกต่างและน่าเข้าไปสัมผัส นั่นคือ ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ ต.คลองวาฬ อ.เมือง จ.ประจวบคีรีขันธ์

ที่นี่ถือเป็นหนึ่งในชิ้นงานสำคัญจากน้ำพระทัยของ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จนนำมาซึ่งประโยชน์มหาศาล จากผลสำเร็จการเพาะพันธุ์ ปลานวลจันทร์ทะเล จนโด่งดัง ให้เกษตรกรนำไปเลี้ยงตามแนวพระราชดำริ หลังจากเสด็จพระราชดำเนินเยือน สถานีประมง จ.ประจวบคีรีขันธ์ ชื่อศูนย์ในขณะนั้น เมื่อปี 2508

นายธเนศ พุ่มทอง ผอ.ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ กล่าวว่า ปลานวลจันทร์ทะเล หรือ ปลาน้ำดอกไม้ ปลาทูน้ำจืด ปลาชะลิน มีชื่อสามัญว่า มิลค์ฟิช (Milkfish) และชื่อวิทยาศาสตร์ ชาโนส ชาโนส (Chanos Chanos) เป็นปลาประจำถิ่น เลี้ยงได้ในน้ำจืดและน้ำกร่อย กรมประมง สำรวจพบครั้งแรกเมื่อปี 2493 บริเวณชายฝั่งทะเลคลองวาฬ

ในอดีตชาวบ้านไม่นิยมบริโภค เนื้อปลาเต็มไปด้วยก้างเล็กก้างน้อย แต่หลังจาก พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มีพระราชดำริให้ กรมประมง หาลู่ทางเพาะขยายพันธุ์ให้ได้ปลาเนื้อมากแต่ก้างน้อยลง โดยมอบหมายศูนย์วิจัยฯแห่งนี้ศึกษาค้นคว้าก่อนที่จะทดลองฉีดฮอร์โมนให้ปลา เป็นผลสำเร็จเป็นครั้งแรกในปี 2540

ปัจจุบัน ปลานวลจันทร์ทะเล จึงได้ชื่อว่าเป็น ปลาในพระราชดำริ โดยมีกลุ่มเกษตรกรนำไปเพาะเลี้ยงมากขึ้น ขณะที่สถานประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม ร้านอาหาร ให้การตอบรับนำไปแปรรูปประกอบเป็นเมนูจานเด็ด เช่น ปลานวลจันทร์นึ่งซีอิ๊ว นึ่งมะนาว และปลาแดดเดียว เป็นต้น

ด้าน นายศุภกานต์ ชัยโชติรานันท์ นักวิชาการประมงปฏิบัติการ เผยว่า นอกจากศูนย์ฯแห่งนี้จะเพาะขยายพันธุ์ ปลานวลจันทร์ทะเล ส่งฟาร์มเพาะเลี้ยงตั้งแต่ปราณบุรี-เมืองประจวบคีรีขันธ์ ขณะนี้ยังเพาะเลี้ยง หอยมือเสือ ซึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ หลังจากถูกนำไปใช้ประโยชน์ตั้งแต่สมัยโบราณ เหตุผลเพราะเนื้อหอยมือเสือโดยเฉพาะกล้ามเนื้อยึดเปลือก เป็นอาหารที่มีราคาแพงและนิยมนำไปบริโภคในหลายประเทศ จึงถูกลักลอบจับจากทะเลนำไปขายอย่างต่อเนื่อง

ศูนย์ฯแห่งนี้ได้ทดลองนำลูกหอยในธรรมชาติมาอนุบาลจนสำเร็จเมื่อปี พ.ศ.2536 ในปีต่อมาจึงทดลองนำลูกหอยที่เกิดขึ้นไปปล่อยในทะเลเกาะเต่า จ.สุราษฎร์ธานี จากนั้นวันที่ 10 มิถุนายน 2540 กรมประมงจึงจัดพิธีปล่อยหอยมือเสือ เป็นปฐมฤกษ์สู่แนวปะการัง เพื่ออนุรักษ์ให้คงอยู่ พร้อมจัดสร้างเป็นอุทยานหอยมือเสือ ตามแนวพระราชดำรัส สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ ในรัชกาลที่ 9 ที่ทรงห่วงใยต่อการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

สำหรับ หอยมือเสือ ชื่อสามัญ SCALY GIANT CLAM ชื่อวิทยาศาสตร์ Tridacna squamosa เป็นหอยสองฝาขนาดใหญ่ที่สุด อาศัยอยู่ตามแนวปะการัง พบแพร่กระจายอยู่เฉพาะในทะเลเขตร้อนแถบอินโด–แปซิฟิก ด้วยเหตุที่อยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ หรือถูกทำลาย อย่างหนัก จึงเป็นหนึ่งในบัญชีรายชื่อสัตว์และพืชใกล้สูญพันธุ์ หรือหายาก ในอนุสัญญาว่าด้วยการค้าระหว่างประเทศ ซึ่งชนิดของสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์ หรือ CITES รวมทั้งในบัญชีสัตว์สงวนและคุ้มครอง ประเภท 2 พ.ร.บ.สงวนและคุ้มครองสัตว์ป่า พ.ศ.2535

ประการสำคัญจากการเป็นแหล่งอาหารโปรตีน โดยเฉพาะคุณสมบัติพิเศษสามารถสังเคราะห์สร้างพลังงานได้ในตัวเอง จึงไม่มีปัญหาเรื่องอาหารในการเพาะเลี้ยง ทำให้ในอนาคตน่าจะเป็นสัตว์เศรษฐกิจตัวใหม่ที่สำคัญ และเป็นแนวทางหนึ่งที่จะช่วยอนุรักษ์ ไม่ทำลายทรัพยากรหอยมือเสือในธรรมชาติ

จ.จันทบุรี เป็นอีกแห่งหนึ่งซึ่งเป็นที่ตั้ง ศูนย์การศึกษาพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนในพระราชดำริ อยู่ที่ ต.คลองขุด อ.ท่าใหม่ จ.จันทบุรี ที่ได้น้อมนำแนวพระราชดำรินี้มาขยายผลเพาะเลี้ยงพันธุ์ปลานวลจันทร์ทะเล จากที่คนไทยแทบไม่รู้จัก สู่การนำไปเพาะเลี้ยงเชิงพาณิชย์ สร้างอาชีพ สร้างรายได้แก่คนในพื้นที่

นายศุภชัย จุลละนันท์ ผู้สื่อข่าวไทยรัฐ จ.จันทบุรี ได้รับการเปิดเผยจาก นายประจวบ ลีรักษาเกียรติ ผอ.ศูนย์การพัฒนาอ่าวคุ้งกระเบนในพระราชดำริ ทราบว่า เมื่อกลางปี 2557 ได้ทดลองนำลูกพันธุ์ ปลานวลจันทร์ทะเล จาก ศูนย์วิจัยและพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำชายฝั่งประจวบคีรีขันธ์ มาอนุบาลแล้วเลี้ยงในบ่อดินและกระชังปลาภายในศูนย์ฯ พบว่าสามารถเจริญ–เติบโตในบ่อดินเป็นอย่างดี โดยตัวอ่อนมีอัตราการรอดชีวิตสูง ตัวโตขึ้นน้ำหนักประมาณ 0.7-1.0 กก. สามารถนำไปแปรรูปและแนะนำอาชีพให้ชาวบ้านได้

นายประจวบ บอกด้วยว่า กระทั่งปี 2558 จึงเริ่มขยายผลสู่การเพาะเลี้ยงในชุมชน โดยจัดเป็นแหล่งอาหารกลางวันนักเรียน โรงเรียน ตชด.บ้านน้ำแดง อ.ขลุง จ.จันทบุรี ควบคู่กับการสร้างแหล่งเรียนรู้ประกอบการพัฒนาอาชีพเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเล แรกๆชาวบ้านยังไม่ตื่นตัว ยังนึกถึงแต่ปัญหาก้างปลาที่มีจำนวนมาก

ทั้งนี้ หลังจากเข้าไปให้ความรู้วิธีการถอดก้างปลา ควบคู่กับการแปรรูปพัฒนา ผลิตภัณฑ์ ทำออกมาเป็นเมนูปลานวลจันทร์ทะเลรมควันก้างนิ่ม ปลานวลจันทร์หมักสูตรฟิลิปปินส์ นอกจากนี้ยังนำไปทำเป็นปลาต้มเค็ม แฮมเบอร์เกอร์ปลานวลจันทร์ น้ำยาขนมจีน ไส้กรอก ลูกชิ้น ปลากระป๋อง และอื่นๆอีกสารพัด

จนถึงขณะนี้เกษตรกรใน จ.จันทบุรี ได้เกิดการตื่นตัวเลี้ยงปลานวลจันทร์ทะเลเป็นอาชีพเพิ่มมากขึ้น ประกอบกับการตอบรับจากโฮมสเตย์ ให้ความสนใจรับซื้อจากชาวบ้านจำนวนมาก เพื่อนำไปปรุงอาหารให้นักท่องเที่ยว ถัวเฉลี่ยราคาแบ่งเป็นปลาสดยังไม่ถอดก้าง อยู่ที่ 50-60 บาท/กก. แต่ถ้าถอดก้าง ราคาอยู่ที่ 100-200 บาท/กก.

นอกจากนี้ หลังจากศูนย์ฯได้จัดการอบรมพร้อมแจกจ่ายปลาพันธุ์นี้ให้กับผู้อบรมนำไปเลี้ยงฟรีๆ ทำให้ทราบว่าในบ่อเลี้ยงกุ้งก็สามารถปล่อยปลานวลจันทร์ทะเลเลี้ยงได้ หลังจากชาวนากุ้งนำไปปล่อยเลี้ยงในบ่อตามธรรมชาติ ให้ช่วยทำความสะอาดกินเศษอาหารที่ตกค้าง เพื่อปรับสมดุลเตรียมบ่อไว้เลี้ยงลูกกุ้งลอตใหม่

วันนี้ศูนย์อันเนื่องมาจากพระราชดำริทั้ง 2 แห่งนี้ จึงเป็นทั้งแหล่งความรู้และแหล่งท่องเที่ยว น่าเข้าไปดูความสำเร็จ ผลสำเร็จจากพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 ทรงสร้างอาชีพและรายได้ให้ประชาชนจากการเป็นแหล่งผลิตอาหารสำหรับใช้ในการดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน.

ทีมข่าวภูมิภาค