วันเสาร์ที่ 16 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เงินคืออสรพิษของพระ

แม้จะไม่มีผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ (ผอ.พศ.) ที่มาจากนายตำรวจ แต่คดีการทุจริตเงินทอนวัดก็ยังเดินหน้า และดูเหมือนจะรวดเร็วกว่าเดิมด้วยซ้ำ กองกำกับการตำรวจปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ป.ป.ป.) ตรวจสอบพบใน 30 วัด ความเสียหายราว 200 ล้านบาท มีผู้ต้องหา 19 คน รวมทั้งพระภิกษุ 4 รูป

ผู้บังคับการ ป.ป.ป.เปิดเผยว่า กำลังตรวจสอบสถานที่พำนักของพระ 4 รูป เพื่อแจ้งข้อกล่าวหากระทำความผิด ตาม ป.อาญามาตรา 86, 147 และ 157 ชื่อพระภิกษุที่เกี่ยวข้องมีทั้งระดับเจ้าคณะจังหวัด เจ้าคณะอำเภอ และเลขานุการสมเด็จพระราชาคณะ ซึ่งเป็นกรรมการมหาเถรสมาคม (มส.) ผู้ต้องหา 13 คน เป็นเจ้าหน้าที่ระดับสูงของ พศ.

เห็นได้ชัดว่าการตรวจสอบดำเนิน คดีเงินทอนวัด ทำได้รวดเร็วกว่าเมื่อตอนที่ ผอ.พศ.เป็นนายตำรวจ เนื่องจากองค์กรผู้ตรวจสอบ เช่น บก.ป.ป.ป. หรือ สตง. สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้เร็ว เพราะไม่ต้องเกรงใจคณะสงฆ์ ต่างจากการให้ ผอ.พศ.เป็นผู้ตรวจสอบข้าราชการระดับอดีต ผอ.พศ.และข้าราชการระดับสูงด้วยกันเอง ซึ่งเป็นไปด้วยความล่าช้า

ต้องยอมรับว่าการทุจริตเงินทอนวัด เป็นนวัตกรรมใหม่อันเกิดจากความหัวใสของข้าราชการระดับสูงของ พศ. ในการโกงเงินวัดและเงินแผ่นดินอย่างแยบยล โดยใช้เงินเป็นเหยื่อล่อพระระดับเจ้าอาวาส ให้ถูกครอบงำด้วยโลภะคือความโลภ ไม่ใส่ใจคำเตือนของพุทธองค์ที่ว่า “เงินคืออสรพิษ” ของพระภิกษุ สวนทางกับการลดละ โลภ โกรธ หลง

จากการเปิดเผยของ บก.ป.ป.ป. แสดงว่าผู้ต้องหาที่เป็นพระจะถูกดำเนินคดีในข้อหาเป็นผู้สนับสนุนให้เจ้าหน้าที่ พศ.ทุจริตเงินวัด รวมทั้งข้อหาเบียดบังทรัพย์ของวัดเป็นของตนเอง หรือเป็นของผู้อื่น ซึ่งเป็นความผิดอาญาที่หนัก มีโทษจำคุกอย่างน้อย 5 ปี จนถึงตลอดชีวิต และอาจโดนข้อหาปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยทุจริต

พระที่ถูกทางโลกกล่าวหาเบียดบังทรัพย์ของวัด อาจต้องรับโทษตามพระธรรมวินัย ความผิดฐานเบียดบังทรัพย์เท่ากับการลักทรัพย์ เป็นความผิดทางพระวินัยคือเป็นปาราชิก ต้องขาดจากความเป็นพระและถูกทางโลกดำเนินคดีอาญา หากการตรวจสอบพบว่ามีพระหลายรูปเกี่ยวข้อง อาจต้องมีการจับสึกพระระดับผู้ปกครองคณะสงฆ์ครั้งใหญ่

เป็นผลของการตรวจสอบขั้นต้น และพบวัดที่เกี่ยวข้องกับเงินทอน 30 วัด หากตรวจสอบต่อไป ไม่ทราบว่าจะพบอีกมากน้อยแค่ไหน หวังว่าการตรวจสอบจะต้องตรงไปตรงมา ไม่เลือกปฏิบัติหรือลูบหน้าปะจมูก และเอาผิดผู้กระทำความผิดตามกฎหมาย ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือพระภิกษุ เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และดำรงไว้ซึ่งศรัทธาปสาทะในพระพุทธศาสนาสืบไป.