วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

'บิ๊กป้อม' พลิ้ว ไม่ยืนยันมีเลือกตั้งใน 61 อ้างชาวบ้านยังไม่อยาก

พท.จับตาพรรคอะไหล่ฯ ทอท.ให้พธม.จ่ายพันล.

“บิ๊กป้อม” โต้แหลก “หญิงหน่อย” ไม่มีตุกติกขยับโรดแม็ป อ้างชาวบ้านอยากให้อยู่ต่อ เสียงเขียวใส่ “เสี่ยหนู” วิเคราะห์ไม่มีเลือกตั้งในปี 61-62 ตัวใครตัวมัน “บิ๊กตู่” ครวญรับเละอยู่คนเดียว ปัดเดินสายดีลนักการเมือง แขวะเด็กน้อยอยากเป็น “ซัมบอดี้” “วิษณุ” ยันไม่เล่นลูกไม้กั๊ก ก.ม.ลูก “ชูศักดิ์” เย้ยนายกฯคนนอกไม่หมู จับตาพรรคการเมืองอะไหล่เสริม คสช. พท.ป้อง “หญิงหน่อย” มีเจตนาดี “วัฒนา” ว่าทำคนตาสว่างไม่ใช่พวกเดียวกัน “วรชัย” ซัดนายกฯยักคิ้วหลิ่วตา “มีชัย” งัด ม.44 ตั้ง “พรชัย” นั่งรักษาการผู้ว่าการ สตง. “พิศิษฐ์” ปลงพร้อมส่งต่องานคนใหม่ ป.ป.ช.เด้งรับสอบเรือเหาะตามใจ “บิ๊กป๊อก” “เรืองไกร” ย้ำข้อมูลใหม่ต้องสอบ กระทบชิ่งโยงถึง “บิ๊กป้อม” ทอท.เปิดบิล พธม.ต้องชดใช้ 1,000 ล้านบาท

จากแรงกดดันของฝ่ายการเมืองที่เรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจน เพราะเกรงว่าจะมีการเล่นตุกติก รู้เห็นกับคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ยื้อการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญให้เลยกรอบเวลาที่กำหนด เพื่อหวังขยับโรดแม็ปเลือกตั้งออกไปไม่มีกำหนดนั้น

“บิ๊กป้อม” โต้ไม่มีตุกติกเลือกตั้ง

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 ก.ย. ที่กระทรวงกลาโหม พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ตอบโต้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย ที่เรียกร้องให้รัฐบาลและ คสช. ประกาศวันเลือกตั้งที่ชัดเจน ว่าจะไปยืนยันได้อย่างไร หากคุณหญิงสุดารัตน์ไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 ก็ให้มาทำเอง ต้องให้กฎหมายลูกเสร็จจึงจะบอกวันเลือกตั้งที่ชัดเจน เมื่อถามว่ารัฐบาลและ คสช. ไม่ตุกติกเรื่องกำหนดวันเลือกตั้งใช่หรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า จะตุกติกอย่างไร คณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) กำลังดำเนินการอยู่ และต้องผ่านความเห็นชอบจากสภานิติบัญญัติแห่งชาติ(สนช.) ประชาชนไม่อยากให้เลือกตั้งไม่ใช่หรือ ส่วนจะทันปี 2561 หรือไม่ ไม่ทราบ รัฐบาลอยากเป็นไปตามโรดแม็ป ยังไม่มีปัจจัยทำให้โรดแม็ปเปลี่ยน

อ้างชาวบ้านอยากให้อยู่ต่อ

พล.อ.ประวิตรยังปฏิเสธถึงบทวิเคราะห์ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. จะเป็นนายกฯต่อหลังการเลือกตั้ง ว่า ไม่รู้คนที่บอกให้อยู่ต่อเป็นใคร ก็เป็นประชาชน หาก พล.อ.ประยุทธ์ จะเล่นการเมืองก็ต้องลงสมัครรับเลือกตั้ง เมื่อถามถึงกรณีนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย ระบุ ให้ พล.อ.ประยุทธ์ลงสมัครรับเลือกตั้ง พล.อ.ประวิตรตอบว่า ไม่มีคิดอะไร แต่คนพูดจะคิดอะไรตนไม่รู้ และที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ระบุว่าหากปี 2561-2562 ไม่มีการเลือกตั้งก็ตัวใครตัวมันนั้น เป็นอย่างไรตัวใครตัวมัน ต้องไปถามนายอนุทินที่เป็นคนพูด

“บิ๊กตู่” ครวญรับเละอยู่คนเดียว

วันเดียวกันเวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมคอนเวนชัน โรงแรมแอมบาสเดอร์ จอมเทียน พัทยา จ.ชลบุรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวบรรยายพิเศษระหว่างเป็นประธานในพิธีปิดการประชุมสัมมนา “มิติการศึกษาพัฒนาพื้นที่พิเศษ เดินหน้าประเทศไทย มั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน” แก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาในเขตจังหวัดพื้นที่พิเศษ 30 จังหวัด ว่า วันนี้หลายอย่างรุมเร้าที่ตนคนเดียว หลายเรื่องเกิดจากความไม่เข้าใจไม่ยอมรับการเปลี่ยนแปลง กระทรวงศึกษาต้องสร้างหลักคิดที่ถูกต้องให้เยาวชน ไม่ใช่สอนให้คนเกิดความขัดแย้ง อย่างเรื่องประชาธิปไตย อย่าลืมว่าประเทศไทยพิเศษสุดไม่เหมือนที่อื่น “นิสัยคนไทยรักใครรักจริง แต่เสียอยู่อย่างคือไม่ชอบการบังคับ ชอบอิสระเสรี อยู่กันแบบหยวนๆ แต่วันนี้จำเป็นต้องใช้กฎหมายเคร่งครัด และใช้มาตรา 44 เท่าที่เห็นสมควร วันนี้ยืนยันว่าต้องทำให้ได้ด้วย 1 หัวใจ 2 มือ และ 76 ล้านหัวใจร่วมด้วย แต่ประเทศชาติมีอันตราย ตนต้องรักษาแผ่นดินนี้ไว้ด้วยชีวิต ไม่ยอมให้ใครมาทำลายเด็ดขาด”

ยันโรดแม็ปเดิมปัดดีลการเมือง

พล.อ.ประยุทธ์กล่าวอีกว่า เรื่องของการเมืองก็ว่าไป ส่วนหนึ่งไม่ได้ห่วงห้าม แต่อย่าผิดกฎหมาย ส่วนการแก้ปัญหาทุจริตต้องหาให้เจอ การทำงานประชาชนต้องมีส่วนร่วมไม่ใช่อะไรก็ค้านทุกเรื่อง ศาลไม่ต้องตัดสินแล้ว เพราะตัดสินกันเองหมดตั้งแต่วันแรก บางเรื่องเป็นเรื่องของคนบางคนบางกลุ่ม ให้ศาลเขาว่ากันไป เราไปทำอย่างอื่นไม่ดีกว่าหรือ ทำให้สมองโล่ง คิดเรื่องทำมาหากิน ไม่ใช่พอปวดหัวก็ไม่รู้จะทำอะไร มาโทษรัฐบาลว่าทำแย่ การทำงานวันนี้ต้องแก้ด้วยตัวเอง ใช้อำนาจและกฎหมายมากไม่ได้ ต่อให้มีอำนาจมากกว่านี้ก็ทำไม่ได้ ส่วนเรื่องการเลือกตั้งยังยืนยันตามโรดแม็ป วันนี้จะไปเจอใครก็ไม่ได้ลงพื้นที่ไหนก็ไม่ได้ ถูกหาว่าไปดีลการเมือง ไม่มีดีลแต่พร้อมคุยด้วยกับทุกคน หากเป็นเรื่องประเทศชาติ แต่เรื่องขี้หมาไม่พูดคุยเสียเวลา

แขวะเด็กอยากเป็น “ซัมบอดี้”

นายกฯยังกล่าวว่า วันนี้ต้องสอนเด็กให้รู้ดี รู้ชั่ว อะไรถูกไม่ถูก คือการสร้างคุณธรรม ไม่ใช่เกเรขี่มอเตอร์ไซค์แว้นไปสักวันก็ตายอยู่บนถนน หรือไม่ก็อยู่ในคุก ปัญหาเด็กแว้นเกิดจากปัญหาในครอบครัว พ่อแม่ไม่มีเวลาสอนลูก มัวแต่ทำงานเลยเอาเพื่อนมาเป็นพ่อแทน ตนโกรธหลายครั้งแล้วเห็นตีกันในอาชีวะยังฟันกันอยู่เลย มันเป็นอะไรของมัน อยากจะฟันกันอีกกี่คนก็จับคู่มาฟันกัน ไม่รู้ทำอย่างไรแล้วอะไรกันนักหนา ไม่รู้จะโกรธเกลียดอะไรกัน ทำอย่างไปรบชายแดนใต้ ขอร้องสื่อ สังคมต้องช่วยกัน ต้องสอนตั้งแต่เล็กอย่าให้เด็กก้าวร้าว หรือพูดจาไม่สมควร หลายเวทีมีเด็กขึ้นไปพูดซึ่งไม่ถูกต้อง กลายเป็นว่าเด็กหลายคนต้องการเป็นซัมบอดี้จากโนบอดี้ ไปพูดเรื่องการเมืองที่ยังไม่ใช่เวลา หลายมหาวิทยาลัยมีหลายพวก ปวดหัว สอนไม่ตรงกันสักอย่าง แล้วจะไปได้อย่างไร ผู้สื่อข่าวรายงานว่า จากนั้นนายกฯได้เดินลงจากเวทีมาทักทาย และร่วมเซลฟี่กับผู้เข้าร่วมสัมมนา ก่อนเดินทางกลับ กทม.ทันที

“วิษณุ” ปัดไม่เล่นลูกไม้กั๊ก ก.ม.ลูก

ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวิษณุ เครืองาม รองนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีหากมีการตีตกกฎหมายลูกในชั้น สนช. สนช.ต้องรับผิดชอบเอง สามารถแก้ไขเฉพาะมาตราที่มีปัญหา ยืนยันไม่มีสุญญากาศหรือเกิดทางตัน เพียงแต่จะกระทบกรอบเวลาเท่านั้น ขณะนี้ยังไม่ได้มองว่ามีอะไรคลาดเคลื่อนไปจากโรดแม็ปเดิม เมื่อถามว่า เหตุใดจึงพิจารณากฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้ง ส.ส. และการได้มาซึ่ง ส.ว.ท้ายสุด ทั้งที่ตอนแรกระบุจะร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งก่อน นายวิษณุตอบว่า กรธ.เคยชี้แจงว่ามีความจำเป็น เพราะเคยคาดการณ์ตอนแรกว่าเมื่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดนี้พ้นไป จะได้ กกต.ชุดใหม่มาเร็ว เพื่อมาดูกฎหมายว่าด้วยการเลือกตั้ง แต่เมื่อมีการเซ็ตซีโร่เกิดขึ้น ทำให้ได้ กกต.ชุดใหม่มาช้า กฎหมายนี้จึงเลื่อนออกมารอให้ได้ กกต.ชุดใหม่เข้ามาพิจารณาร่างกฎหมายการเลือกตั้ง เพราะต้องการให้บริหารจัดการรายละเอียดเกี่ยวกับ การเลือกตั้งได้ ไม่ใช่ขยักไว้เป็นลูกไม้อะไร

ยังไม่รู้นายกฯ ส่ง ก.ม. กสม.ตีความ

นายวิษณุยังกล่าวถึงกรณีคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ส่งหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 148 (2) ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วย กสม. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ ว่าส่งมาที่สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรีแล้ว นำสำเนามาให้ตนดูไม่ใช่เรื่องง่ายนัก เพราะรัฐบาลไม่มีหน้าที่รับลูกอะไร รัฐบาลจะเห็นด้วยหรือไม่ ไม่ทราบ เพราะเขาส่งมาที่นายกฯ และนายกฯยังไม่ได้ปรึกษาตน

“ชูศักดิ์” เย้ยนายกฯคนนอกไม่หมู

ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ประธานคณะทำงาน ฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การเข้ามาเป็น นายกรัฐมนตรีคนนอก ไม่ง่ายเหมือนปอกกล้วย อาจเข้าใจได้ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจ เพราะผู้มีอำนาจในปัจจุบันเป็นผู้กำหนดกลไกนี้ขึ้น จะเห็นภาพชัดเจนเมื่อมี ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน แต่ที่ไปที่มาของนายกฯคนนอกคงไม่ใช่ทางเดินที่สดใสราบรื่นเสียทีเดียว ด้วยเหตุผลคือ 1.รัฐธรรมนูญกำหนดให้เลือกนายกฯจากบัญชีที่พรรคการเมืองเสนอตรงนี้ คนนอกที่ไม่ได้เป็น ส.ส.จะสอดแทรกเข้ามาได้ต้องมีพรรคการเมืองที่กล้าหาญชาญชัย เสนอชื่อคนนอกที่ว่านั้นมาตั้งแต่ต้น 2.หากการเลือกจากบัญชีพรรคการเมืองตามที่กล่าวข้างต้นไม่สำเร็จ คือได้เสียงไม่เกินกึ่งหนึ่งของรัฐสภา นายกฯคนนอกจะเกิดขึ้นได้โดยการเข้าชื่อเสนอญัตติของ ส.ส.และ ส.ว.จำนวนไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งของสมาชิกทั้งสองสภาฯ รวมกันคือ 376 คน เพื่อให้รัฐสภาสามารถโหวตนายกฯจากบุคคลนอกบัญชีได้ นายกฯคนนอกจะเกิดได้จึงต้องมีเสียงสนับสนุนทั้งจาก ส.ส.และ ส.ว. หาก ส.ว. 250 คนสนับสนุนก็ต้องมี ส.ส.สนับสนุนญัตตินั้นไม่ต่ำกว่า 126 คน 3.กรณีดังกล่าวจะไม่เกิดขึ้นหากพรรคการเมืองสามารถรวมตัวกันได้เกิน 376 เสียงของสมาชิกสภาฯ 500 คน และปฏิเสธนายกฯคนนอก และ 4.หากจะมีนายกฯคนนอก ยังคงต้องอาศัยเสียงของ ส.ส.จากพรรคการเมืองต่างๆสนับสนุนมากกว่า 250 เสียง ไม่เช่นนั้นอาจไม่ สามารถบริหารประเทศได้ เช่น กฎหมายไม่ผ่านสภาฯ

จับตาพรรคอะไหล่เสริม คสช.

นายชูศักดิ์กล่าวอีกว่า ทั้งหมดที่กล่าวมา ส.ว.แต่งตั้ง 250 คน จะเป็นเงื่อนไขตัวแปรสำคัญ เพราะบทเฉพาะกาลให้ ส.ว. 250 คนนี้ ร่วมโหวตนายกฯ กับ ส.ส.ตั้งแต่แรก และเข้าใจว่าคงโหวตไปในทิศทางเดียวกัน แต่เสียง ส.ส.ไม่ต่ำกว่า 250 เสียงต้องสนับสนุนด้วย ถึงเวลานั้นจะรอดูเหมือนกันว่าพรรคการเมืองใดยินยอมต่อกระบวนการดังกล่าว นายกฯคนนอกจึงไม่ใช่ช่องทางที่โรยด้วยกลีบกุหลาบ แต่อาจเต็มไปด้วยค่ายกล มีอุปสรรคขวากหนาม สภาฯในอนาคตมิใช่สภาฯแต่งตั้งล้วนๆอย่างปัจจุบัน ดังนั้น แม้เส้นทางเดินที่กำหนดไว้จะผ่านการเตรียมการวางแผนกันมาแยบยลสุดๆ แต่คงไม่ง่าย เพราะบริบทการเมืองและสภาพแวดล้อมแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ป้อง “หญิงหน่อย” มีเจตนาดี

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า การที่ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ กล่าวตอบโต้หากคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ ไม่มั่นใจว่าจะมีการเลือกตั้งภายในปี 2561 ก็ให้มาทำกฎหมายลูกเองนั้น เป็นการพูดในเวทีสัมมนาสาธารณะ สิ่งที่คุณหญิงสุดารัตน์พูดเป็นเจตนาที่ดี ที่บอกว่าให้มาทำเองนั้น พล.อ.ประวิตรก็รู้ดีว่าเป็นไปไม่ได้ เพราะไม่มีอำนาจ แต่คนที่กำหนดได้คือองคาพยพของแม่น้ำ 5 สาย ที่ต้องเร่งกำหนดวันเลือกตั้ง และช่วยกันดำเนินการให้ทันตามโรดแม็ป เช่น กรธ. เพิ่มวันทำงานเสาร์-อาทิตย์ ทำงานให้หนักขึ้น เลิกให้ดึกขึ้น ส่วนที่บอกว่า ประชาชนไม่อยากให้มีการเลือกตั้งนั้น ไม่แน่ใจว่านำข้อมูลมาจากไหน เพราะโพลต่างๆล้วนสะท้อนว่า ประชาชนอยากเห็นเลือกตั้งเกิดขึ้นในปี 2561 การ กำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจนจะช่วยเรียกความเชื่อมั่น จากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศกลับมา

ทำคนตาสว่างไม่ใช่พวกเดียวกัน

นายวัฒนา เมืองสุข อดีต รมว.พาณิชย์ แกนนำพรรคเพื่อไทย โพสต์เฟซบุ๊กว่า “นี่แหละ...คนดี” ถ้าตนเป็นคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ จะขอบคุณ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ ที่ออกมาตอบโต้ทำให้ประชาชนหูตาสว่างถึงวาทกรรมของคำว่า “คนดี” ไม่เคยคิดว่าพวกที่ยึดอำนาจไปจากประชาชนเป็นคนดี เพราะเผด็จการไม่เคยคิดอะไรมากไปกว่าการบริหารอำนาจให้อยู่กับตัวเองนานที่สุด แต่เวลาจะคืนอำนาจกลับมีเงื่อนไขและข้ออ้างสารพัด ที่สำคัญคืออ้างกระบวนการทางกฎหมายที่ตัวเองไม่เคยเคารพ เพราะเป็นคนฉีกรัฐธรรมนูญกับมือ การออกมาตอบโต้ดังกล่าวยังทำให้ภาพการเมืองของคุณหญิงสุดารัตน์ชัดเจนขึ้น ใครที่เคยกล่าวหาว่ามีคอนเนกชั่นกับพี่ใหญ่ หรือนักวิชาการที่กลัวว่าคุณหญิงสุดารัตน์จะนำพรรคเพื่อไทยไปฮั้วกับ คสช. การออกมาตอบโต้แบบไม่เกรงใจของ พล.อ.ประวิตรคงเป็นคำตอบ

ซัดนายกฯยักคิ้วหลิ่วตา “มีชัย”

นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการ พรรคเพื่อไทยกล่าวว่า การจัดทำกฎหมายลูกที่ล่าช้า กรธ.ควรวางมือการทำกฎหมายลูกหลายฉบับที่ไม่เกี่ยวกับการเลือกตั้ง เช่น ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามทุจริตคอร์รัปชันไว้ก่อน แล้วมาทำร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.ว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ไม่น่าจะมีอะไรยาก ที่มาของ ส.ว.ก็ชัดเจนแล้ว เรื่องนี้แล้วแต่ผู้มีอำนาจต้องการอย่างไร ถ้าต้องการให้เลือกตั้งไวก็สั่งได้ แต่ถ้าอยากยื้อก็คงต้องพูดเหมือนนายกฯ และประธาน กรธ.ที่รับลูกจากนายกฯ ว่า การทำกฎหมายลูกต้องรอบคอบ ทั้งที่กฎหมายที่ควรทำให้รอบคอบอย่าง พ.ร.บ.งบประมาณ กลับผ่านได้สามวาระรวดในเวลาอันรวดเร็ว หากผู้มีอำนาจต้องการให้เสร็จก็ต้องเสร็จ

ถกสรรหา กกต.นัดแรก 6 ต.ค.

ที่รัฐสภา นางวรารัตน์ อติแพทย์ เลขาธิการสำนักงานวุฒิสภา กล่าวถึงความคืบหน้าการสรรหากรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ชุดใหม่ ว่า สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภาส่งหนังสือถึงคณะกรรมการสรรหากกต. ให้ส่งตัวแทนมาทำหน้าที่เป็นกรรมการสรรหากกต.ชุดใหม่ องค์กรอิสระต่างๆทยอยส่งรายชื่อตัวแทนมาแล้ว กำหนดประชุมคณะกรรมการสรรหานัดแรก วันที่ 6 ต.ค.นี้ เพื่อวางกรอบการทำงาน โดยคณะกรรมการสรรหาฯต้องพิจารณาคัดเลือกผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเป็น กกต. ให้เสร็จภายใน 90 วัน หรือภายในวันที่ 12 ธ.ค.นี้ เพื่อส่งรายชื่อให้ สนช.พิจารณาให้ความเห็นชอบภายใน 45 วัน นับ จากวันที่บรรจุวาระเข้าสู่ที่ประชุม สนช. เป็นไปตามขั้นตอนที่นายพรเพชร วิชิตชลชัย ประธานสนช.ระบุไว้

“บิ๊กกุ้ย” ยกธงไม่ส่งความเห็นแย้ง

ที่สำนักงานใหญ่บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. กล่าวถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทุจริต ของ กรธ. ที่กำหนดให้รีเซตกรรมการ ป.ป.ช.ที่มีคุณสมบัติไม่ตรงกับรัฐธรรมนูญกำหนด ว่า พร้อมยอมรับหากที่ประชุม สนช.ให้ความเห็นชอบ ป.ป.ช.จะไม่ยื่นคำโต้แย้งใดเพื่อขอตั้งคณะกรรมาธิการร่วม เพราะไม่ใช่ประเด็นที่ควรต่อสู้ อย่างไรก็ตาม หากมีการรีเซต ป.ป.ช.จริง อาจส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีค้างเก่าบ้าง เพราะมีกรรมการ ป.ป.ช.หลายคนขาดคุณสมบัติ ไม่สามารถเข้ารับการสรรหาเป็น ป.ป.ช.ได้อีก เพราะรัฐธรรมนูญกำหนดให้ดำรงตำแหน่งได้เพียงวาระเดียว เชื่อว่าการรีเซตจะไม่เป็นปัญหาต่อการทำงาน เพราะยังมีเจ้าหน้าที่รับผิดชอบทำสำนวนคดีต่างๆ โดยมีระบบการทำงานที่ชัดเจนอยู่แล้ว

สนช.จ่อถกมาตรฐานจริยธรรม

อีกเรื่อง ผู้สื่อข่าวรายงานจากรัฐสภาว่า การประชุม สนช. วันที่ 28 ก.ย. มีวาระพิจารณารายงานผลการศึกษาของคณะกรรมการจริยธรรม สนช. เรื่องร่างมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน หัวหน้าหน่วยงานธุรการ ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระ ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญเสนอ เป็นการจัดทำตามรัฐธรรมนูญมาตรา 219 ที่ให้ศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ กำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว รวมทั้งให้ใช้บังคับแก่ ส.ส. ส.ว. และ ครม.ด้วย โดยกำหนดต้องทำภายใน 1 ปี นับแต่วันประกาศใช้รัฐธรรมนูญ

คุมเข้มพฤติกรรมองค์กรอิสระ–ส.ส.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ร่างมาตรฐานจริยธรรมแบ่งเป็น 3 หมวด มี 28 ข้อ คือ 1.มาตรฐานทางจริยธรรมที่เป็นอุดมการณ์ ให้ยึดถือผลประโยชน์ชาติเหนือประโยชน์ส่วนตน ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์ ไม่เรียกรับหรือยอมรับทรัพย์สินหรือผลประโยชน์อื่นใด 2.มาตรฐานทางจริยธรรมเป็นค่านิยมหลัก คือ ไม่กระทำการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนตน กับประโยชน์ส่วนรวม ทั้งทางตรงหรือทางอ้อม ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอิสระ เป็นกลาง รักษาความลับ พึงระวังไม่คบหาสมาคมกับคู่กรณี ผู้ประพฤติผิดกฎหมาย ผู้มีอิทธิพล ผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย และไม่กระทำการลักษณะล่วงละเมิดคุกคามทางเพศ 3.จริยธรรมทั่วไป ไม่เบียดบังเวลาราชการไปประกอบธุรกิจส่วนตัว

ตั้ง “พรชัย” นั่งรักษาการผู้ว่าการ สตง.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 43/2560 เรื่อง การแต่งตั้งผู้รักษาการแทนผู้ว่าการการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ตามที่ได้มีคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 23/2560 เรื่องมาตรการแก้ไขปัญหาความต่อเนื่องของผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญ กำหนดให้ผู้ว่าการ สตง.ซึ่งดำรงตำแหน่งอยู่ในวันก่อนวันที่คำสั่งมีผล อยู่ในตำแหน่งต่อจนกว่าจะครบวาระในวันที่ 25 ก.ย.2560 จึงจำเป็นต้องมีผู้รักษาการเพื่อมิให้การทำหน้าที่ต้องหยุดชะงัก อาศัยอำนาจตามความในข้อ 19 วรรคสอง ของคำสั่งหัวหน้า คสช. ที่ 23/2560 หัวหน้า คสช.จึงมีคำสั่งให้นายพรชัย จํารูญพานิชย์กุล รองผู้ว่าการ สตง. (ผู้มีอาวุโสสูงสุด) เป็นผู้รักษาการแทนผู้ว่าการ สตง.ไปพลางก่อน จนกว่าผู้ว่าการ สตง.ที่ได้รับแต่งตั้งใหม่จะเข้ารับหน้าที่ หรือหัวหน้า คสช.จะมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.ย.2560 เป็นต้นไป สั่งเมื่อวันที่ 22 ก.ย.2560

“พิศิษฐ์” ปลงส่งต่องานให้คนใหม่

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. กล่าวถึงคำสั่งหัวหน้า คสช.ฉบับดังกล่าว ว่า การส่งมอบงานให้นายพรชัย จํารูญพานิชย์กุล ไม่มีอะไรมาก เพราะเมื่อรู้จะครบวาระได้เตรียมการส่งมอบงานไว้แล้ว เหมือนส่วนราชการอื่น การทำงานยังเดินต่อไม่มี อะไรสะดุด เพราะเรื่องร้องเรียนที่ตนรับเรื่องไว้ ส่งให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการ ถ้าเขาพิจารณาเสร็จ คนที่รักษาการก็ทำหน้าที่ต่อ ส่วนการแต่งตั้งผู้ว่าการ สตง.คนใหม่ เมื่อตนออกมาแล้วไม่ขอก้าวล่วง

ป.ป.ช.สอบเรือเหาะตาม “บิ๊กป๊อก”

อีกเรื่อง พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริต แห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย ยื่นหนังสือร้องให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบโครงการจัดซื้อเรือเหาะตรวจการณ์ปี 2552 ว่า ป.ป.ช.พร้อมตรวจสอบกรณีจัดซื้อเรือเหาะให้เกิดความกระจ่าง ตามที่ พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย อยากให้ตรวจสอบ แต่ต้องดูรายละเอียดว่าประเด็นใดเคยไต่สวนไปแล้ว และมีพยานหลักฐานใหม่ ส่วนคำร้องของนายเรืองไกร หากพบว่ามีมูลความจริงจะแสวงหาข้อเท็จจริงนำไปสู่การไต่สวนต่อไป ส่วนความคืบหน้าการ พิจารณาคดีสำคัญๆ ที่อยู่ในความสนใจของสังคมนั้น ยังไม่สามารถชี้มูลได้เร็วๆนี้ เนื่องจากกระบวนการพิจารณาต้องรอบคอบ ที่ผ่านมาผู้ถูกกล่าวหาที่เป็นนักการเมืองและเจ้าหน้าที่รัฐ ได้ยื่นฟ้องคดี และส่งประเด็นโต้แย้งมากมาย เพื่อประวิงเวลาพิจารณาคดี ทำให้การพิจารณาชี้มูลความผิดล่าช้า

“เรืองไกร” ย้ำปมใหม่ต้องสอบ

ด้านนายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า วันเดียวกันนี้ได้ส่งหลักฐานเพิ่มเติม 2 ประเด็น ถึงคณะกรรมการป.ป.ช. คือ 1.บันทึกการประชุมสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) เมื่อวันที่ 10 มี.ค.2559 เป็นรายงานลับที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช. แจ้งผลการตรวจสอบคดีเรือเหาะต่อที่ประชุม สนช. ว่า นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรีขณะ นั้น ไม่มีความผิดในการจัดซื้อเรือเหาะ 2.รายชื่อ ครม.รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ ที่ร่วมลงมติอนุมัติใช้งบกลาง 350 ล้านบาท จัดซื้อเมื่อปี 2552 เพื่อชี้ให้เห็นว่ากรณีที่ ป.ป.ช.เคยยกคำร้องคดีเรือเหาะของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรีสมัยนั้น เป็นคนละประเด็นกับที่ตนยื่นเรื่องให้เอาผิดนายอภิสิทธิ์และ ครม. เนื่องจากการยกคำร้องนายสุเทพเป็นการร้องเรียนเรื่องการจ่ายเงินแพงเกินจริง แต่ที่ตนยื่นเป็นกรณีอนุมัติใช้งบกลาง รายการสำรองจ่ายกรณีฉุกเฉินและจำเป็น โดยไม่ถูกต้องตามหลักเกณฑ์ เพราะไม่ใช่เรื่องจำเป็นเร่งด่วน และไม่ได้ขออนุมัติหลักการจาก ครม.ก่อน

กระทบชิ่งโยงเอาผิด “บิ๊กป้อม”

นายเรืองไกรกล่าวว่า สำหรับ ครม.ที่ร่วมอนุมัติต้องร่วมรับผิดชอบและถูกตรวจสอบหมดทุกคน โดยขอโฟกัสไปที่ 3 คน คือ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ และ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีต รมว.กลาโหม ที่รับผิดชอบกองทัพบกสมัยนั้น กลุ่มนี้ต้องเป็นผู้รับผิดชอบหลัก สําหรับการอนุมัติจัดซื้อเรือเหาะดังกล่าว เหมือนกิ้งกือตกท่อ ที่รัฐบาลนายอภิสิทธิ์มาพลาดเรื่องง่ายๆ ที่ไม่น่าจะผิดพลาดได้

ร้องสอบโกดังข้าวเน่าสงขลา

ที่ศูนย์บริการประชาชน บริเวณสำนักงาน ก.พ. นายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาธิปัตย์ ยื่นหนังสือถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯและหัวหน้า คสช. ให้ตรวจสอบการเก็บรักษาข้าวสารโครงการรับจำนำข้าวในรัฐบาล น.ส. ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ นายวัชระกล่าวว่า มีประชาชนร้องเรียนว่าโกดังเก็บข่าวสารโครงการรับจำนำข้าว ที่ อ.บางกล่ำ จ.สงขลา มีข้าวเน่าส่งกลิ่นเหม็น จึงไปตรวจสอบพบว่าองค์การคลังสินค้า (อคส.) เช่าโกดังของนายสมคิด คงแก้วขาว เก็บรักษาข้าวจำนวน 500,000 กระสอบ มีค่าใช้จ่ายตกเดือนละ 1 ล้านบาท แต่นายสมคิดไม่มีโกดังเป็นของตัวเอง จึงนำข้าวไปเก็บที่โกดังของผู้ประกอบการชาวมาเลเซีย โดยบริษัทดังกล่าวได้รับค่าเช่าเดือนละ 500,000 บาท แต่นายสมคิดไม่ชำระค่าเช่าตั้งแต่เดือน เม.ย.2559 ทำให้มีการฟ้องร้องกัน จึงอยากให้นายกฯสอบสวนลงโทษผู้ที่เกี่ยวข้อง และตรวจนับข้าวในโกดังว่าอยู่ครบถ้วนหรือไม่

“มาร์ค” ให้จับตาวันชี้ชะตา “ปู”

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวในรายการต้องถาม กรณีศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง นัดอ่านคำพิพากษา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ ในคดีโครงการรับจำนำข้าววันที่ 27 ก.ย. ว่า ตามหลักกฎหมาย การพิจารณาและอ่านคำพิพากษาจะต้องทำต่อหน้าจำเลย แต่เมื่อจำเลยหลบหนีต้องออกหมายจับ และศาลสามารถให้อ่านคำพิพากษาได้ ส่วนเมื่อศาลตัดสินแล้วต้องดูกระบวนการอุทธรณ์ว่าเป็นอย่างไร ในกรณีศาลไม่อ่านคำตัดสินและมีผลให้กฎหมายใหม่มาบังคับใช้ก่อน จะมีผลค่อนข้างมากในเรื่องสิทธิอุทธรณ์ และเรื่องอายุความ หากตัดสินว่าจำคุกไม่รอลงอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็คงไม่มารับฟังคำพิพากษา หรือถ้ามาก็ลุ้นตอนอุทธรณ์ว่าจะให้ประกันตัวหรือไม่ ส่วนกรณีศาลยกฟ้องเช่นเดียวกับรอลงอาญา น.ส.ยิ่งลักษณ์ก็มาได้ แต่อย่าลืมว่าทั้ง น.ส.ยิ่งลักษณ์และอัยการสามารถยื่นอุทธรณ์ได้ ดังนั้นโอกาสมาคงน้อย

“เต้น” จวกใช้เทคนิค ก.ม.จนชิน

อีกเรื่อง นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กล่าวว่า การเรียกร้องให้มีการอุทธรณ์คดีสลายการชุมนุม นปช.เมื่อปี 2553 ที่มีคนตายนับร้อยชีวิตถือว่าเป็นเรื่องใหญ่เกินกว่าเทคนิคทางการเมือง ที่พรรคเก่าแก่ต้องการทำให้เลือนหายไปเฉยๆได้ ไม่ได้ต้องการสู้คดีนี้บนหน้าหนังสือพิมพ์ แต่ต้องการสู้กันบนศาล และจะทำทุกวิธีตามกฎหมายให้ความยุติธรรมแก่คนตาย ใครจะบิดเบือนอธิบายยังไงก็ว่าไป แต่ตนอยู่กับความจริงว่า คนตายเป็นร้อยต้องมีคนรับผิดชอบ และศาลยังไม่ยกฟ้องคดีที่อัยการสูงสุดสั่งฟ้องนายอภิสิทธิ์กับนายสุเทพฐานฆ่าคน แม้กระทั่งคดีปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 ที่ ป.ป.ช.เคยยกคำร้องไปแล้ว ก็ต้องสู้จนมีการพิจารณาใหม่ บางคนทำอะไรก็ไม่ผิดจนถูกมองว่ามีเส้น แต่ไม่นึกว่าพรรคประชาธิปัตย์จะตั้งคำถามใครเรื่องจุดยืนประชาธิปไตยได้ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นตลอด 10 ปีที่ผ่านมาชี้ชัดอยู่แล้วว่าใครอิงแอบอำนาจเผด็จการ และอีกไม่นานคงเห็นชัดไปอีกว่าพรรคไหนยกมือให้นายกฯคนนอก จะรอฟังว่าถึงวันนั้นจะอธิบายด้วยเทคนิคทางการเมืองอย่างไร

“บิ๊กเจี๊ยบ” แบ่งงานให้ 5 เสือ ทบ.

ที่กองบัญชาการกองทัพบก ผู้สื่อข่าวรายงานว่า พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ได้ลงนามในคำสั่งกองทัพบก (เฉพาะ) ที่ 1250/60 ลงวันที่ 22 ก.ย. 2560 เรื่องการปฏิบัติหน้าที่ของผู้ช่วย ผบ.ทบ. เสนาธิการทหารบกและรองเสนาธิการทหารบก เพื่อมอบหมายงาน โดยมอบหมายให้ “บิ๊กอ้อม” พล.อ.วีรชัย อินทุโศภน ผู้ช่วย ผบ.ทบ.คนที่ 1 น้องรัก “บิ๊กป้อม” พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.กลาโหม รับผิดชอบงานด้านกำลังพล งานกิจการพลเรือนและงานพิเศษที่มอบหมาย “บิ๊กแดง” พล.อ.อภิรัชต์ คงสมพงษ์ ผู้ช่วย ผบ.ทบ.คนที่ 2 รับผิดชอบงานสายงานส่งกำลังบำรุง และงานพิเศษที่มอบหมาย ขณะที่ “บิ๊กเล็ก” พล.อ.ณัฐพล นาคพาณิชย์ เสนาธิการทหารบก รับผิดชอบงานในสายงานการข่าว ยุทธการ การฝึกศึกษาทางทหาร กิจการต่างประเทศและปลัดบัญชี

ทอท.ชี้ พธม.ต้องชดใช้ 1 พันล้าน

วันเดียวกัน นายนิตินัย ศิริสมรรถการ กรรมการผู้อำนวยการใหญ่ บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ ทอท. กล่าวถึงกรณีศาลฎีกามีคำพิพากษา ให้ 13 แกนนำพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย (พธม.) ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายจากการปิดสนามบิน สุวรรณภูมิ และสนามบินดอนเมือง ให้แก่ ทอท.รวม 522,160,947.31 บาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี นับตั้งแต่วันที่ 3 ธ.ค.2551 ว่า ตามขั้นตอนต้องรออัยการแจ้งผลคำพิพากษาให้ ทอท.อย่างเป็นทางการ ใช้เวลาราว 1 เดือน แยกได้ 2 กรณี คือ 1.หากกลุ่มพันธมิตรฯจ่ายเงินตามคำพิพากษา ทุกอย่างก็จบ 2.หากกลุ่มพันธมิตรฯไม่จ่าย ทอท.ต้องทำหนังสือถึงกรมบังคับคดีตามขั้นตอน ดังนั้นขณะนี้จึงยังไม่สามารถดำเนินการอะไรได้ สำหรับยอดค่าชดใช้ที่กลุ่มพันธมิตรฯต้องจ่ายให้กับ ทอท. หากคำนวณจากยอด 522 ล้านบาท รวมกับดอกเบี้ย 7.5 เปอร์เซ็นต์ต่อปี ผ่านมา 9 ปี จะอยู่ที่ประมาณ 1,000 ล้านบาท คาดว่าคงต้องเข้ากระบวนการไกล่เกลี่ย ของกรมบังคับคดี