วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปชป.หยันคดีปู ส่อช่วย 3 ตร. (คลิป)

“นิพิฏฐ์-วิรัตน์”รองหัวหน้าพรรคและหัวหน้าฝ่ายกฎหมาย พรรคประชาธิปัตย์ ยืนยันตำรวจ 3 นาย เอี่ยวพา “ปู-ยิ่งลักษณ์” หนี ผิดอาญา 100 เปอร์เซ็นต์ มีคำพิพากษาศาลฎีกาปี 39 เป็นบรรทัดฐาน ชี้ “ปู-ยิ่งลักษณ์” ถือเป็นผู้ที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล และศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำฟ้อง ไม่เกี่ยวว่าจะถูกออกหมายจับหรือไม่ จวกอย่าบิดเบือนให้สังคมสับสน ด้าน “ศรีวราห์” แจงตำรวจทั้ง 3 นายผิดแค่ใช้เอกสารปลอม อยู่ระหว่างพิจารณาทางวินัยจากต้นสังกัด ขณะที่ ผบช.น.สั่งเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการสืบสวนสอบสวน “รองชัยฤทธิ์” เป็น “ภาณุรัตน์ หลักบุญ” รอง ผบช.น.แล้ว เพื่อความเหมาะสม

ยังเป็นเรื่องที่สังคมจดจ้อง สำหรับกรณี พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งการชุดสืบสวนคุมตัว พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.กก.สส.ภ.จ.นครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ อก.บก.ภ.จ.นครปฐม มาสอบสวนก่อนปล่อยตัว พร้อมให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบรถเก๋งโตโยต้าคัมรี่ สีบรอนซ์ ติดแผ่นป้ายทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร หลังพบมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกประเทศโดยใช้เส้นทางธรรมชาติ เมื่อกลางดึกวันที่ 23 ส.ค. ก่อนถึงวันอ่านคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวเพียง 2 วัน ท่ามกลางกระแสข่าวมีนายพลตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้หลายนาย ขณะที่หลายหน่วยงานออกมาระบุพร้อมให้ตรวจสอบหากคนในมีส่วนพัวพัน

ความคืบหน้า ที่กระทรวงกลาโหม เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 25 ก.ย. พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.กลาโหม ให้สัมภาษณ์ถึงการสอบสวนตำรวจ 3 นาย ที่ร่วมกันพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนี ว่าตำรวจอยู่ระหว่างสอบปากคำอยู่ สิ่งใดที่เกี่ยวข้องหรือไม่เกี่ยวข้องต้องดำเนินการตามกฎหมาย ส่วนที่มีข้อมูลคนพาหนีอาจไม่มีความผิดตามกฎหมายนั้น คิดว่าตำรวจพิจารณาแล้วจึงออกหมายจับไม่ได้ แต่มีความผิดเรื่องการใช้ทะเบียนรถยนต์ ส่วนข้อเรียกร้องให้คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบเรื่องนี้โดยเฉพาะ ยืนยันว่าเรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับ คสช. ให้รอสักพักเพื่อตรวจสอบรายละเอียดว่าผิดกฎหมายข้อใดบ้าง

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่า ถ้าคนพาหนีไม่ผิด คนสั่งการให้ช่วยก็ไม่ผิดด้วยหรือไม่ พล.อ.ประวิตรตอบว่า ถ้าเขายังรับราชการอยู่ ต้องดูว่ามีความผิดหรือไม่ ทางต้นสังกัดต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนทางวินัย ขอให้ใจเย็น ตำรวจก็คิดเหมือนสื่อ ว่ามีเจตนาและวางแผนไว้หรือไม่ เจ้าหน้าที่อยู่ระหว่างตามหารถยนต์ที่มีส่วนเกี่ยวข้องอีกคัน ส่วนช่องทางหนีนั้นคาดเป็นช่องทางเดินเท้าเข้า-ออกบ่อนตามชายแดน ทหารดูแลทุกวัน อาจมีช่องโหว่บ้าง เพราะมีเขตแดนติดต่อกันหลายกิโลเมตร

“เรื่องการเปิดเผยชื่อคนบงการครั้งนี้ ไม่ต้องรู้หรอก เดี๋ยวให้ตำรวจดำเนินการเอง ที่ไปลือว่าเป็นอดีตบิ๊กตำรวจนั้น ผมไม่รู้ว่าเป็นอักษรย่อ ภ. หรือ ค. หรือเป็นอะไร ส่วนการดูแลสถานการณ์ในวันที่ 27 ก.ย. ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองเตรียมอ่านคำพิพากษาคดีลับหลัง ไม่ต้องห่วง ใช้กำลังตำรวจดูแลรักษาความปลอดภัย ไม่จำเป็นต้องเพิ่มมาตรการอะไรเป็นพิเศษ เชื่อตำรวจสามารถดูแลสถานการณ์ได้ เพราะศาลกำหนดพื้นที่ไว้ชัดเจนอยู่แล้ว” พล.อ.ประวิตรกล่าว

ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.หัวหน้าคณะทำงานในการติดตามตัว น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี เรียกประชุมตำรวจผู้เกี่ยวข้องเพื่อติดตามความคืบหน้าการหาเบาะแสหลังพบตำรวจ 3 นาย เข้าไปเกี่ยวข้อง ก่อนเปิดเผยว่า กรณีที่มีข่าวมีตำรวจชั้นผู้ใหญ่ยศ พล.ต.อ.ที่เกษียณราชการไปแล้วเข้าไปมีส่วนเกี่ยว ต้องรอคดีทางอาญาเพราะตำรวจที่ถูก กล่าวอ้างไม่ได้อยู่ในราชการจะเรียกตัวมาได้อย่างไร หากคดีทางอาญาพาดพิงพนักงานสอบสวนต้องเชิญมาให้ปากคำหรือจับดำเนินการตามกฎหมาย อัตราโทษคนไทยพาผู้ต้องหาหลบหนีออกนอกราชอาณาจักร ปรับ 2,000 บาท กฎหมายบัญญัติด้วยว่าผู้ช่วยเหลือหรือสนับสนุน มีความผิดลหุโทษไม่ต้องรับโทษ ส่วนตำรวจทั้ง 3 นาย แจ้งข้อหาปลอมและใช้เอกสารปลอม ส่วนเรื่องวินัยให้ต้นสังกัดเป็นผู้ดำเนินการ เรื่องนี้ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร.สั่งกำชับให้ดำเนินการตามกฎหมายทุกขั้นตอน

พล.ต.อ.ศรีวราห์ยังกล่าวถึงกรณีสังคมตั้งข้อสงสัยเรื่องนี้จะเป็นปาหี่ ว่ากรณีนี้ยังไงคดีอาญาก็เกิดขึ้นแล้ว มีการร้องทุกข์เป็นคดีอาญาต้องมีคนรับผิดชอบ มุมกฎหมายมีอยู่ไม่ใช่ไปตัดสินดำเนินการกันนอกกฎหมาย ส่วนของตำรวจทั้ง 3 นายไม่มีความจำเป็นต้องเรียกสอบอีก เพราะรวบรวมข้อมูลต่างๆเข้าสำนวนคดีอาญาไปหมดแล้ว เหลือเฉพาะสำนวนสอบทางวินัย ส่วน น.ส.ยิ่งลักษณ์ จะอยู่ประเทศใด สอบถามไปแล้วยังไม่มีประเทศใดพบตัว องค์การตำรวจอาชญากรรมระหว่างประเทศ หรืออินเตอร์โปล ก็ตอบกลับมาว่ายังไม่พบตัว ทั้งนี้ พล.ต.อ.ศรีวราห์ยังให้ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องการเปลี่ยนตัวประธานคณะกรรมการสอบสวนข้อเท็จจริงจาก พ.ต.อ.เกียรติพงษ์ นาลา รอง ผบก.น.5 เป็น พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น.ว่ามีความเหมาะสม ตามระเบียบยศเท่ากันหรือสูงกว่าก็ได้ แต่ถ้ายศสูงกว่าก็ดี จะได้ชัดเจนเหมือนทหาร

ด้าน พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษก ตร. กล่าวถึงเรื่องนี้ว่าการดำเนินคดีกับตำรวจทั้ง 3 นายที่มีส่วนเกี่ยวข้อง ทั้งกองบัญชาการตำรวจ นครบาล และกองบังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนครปฐมได้ตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงทางวินัย มีกรอบระยะเวลา 60 วัน ถ้ายังไม่แล้วเสร็จสามารถขยายเวลาได้ ส่วนการดำเนินคดีอาญา พนักงานสอบสวน สน.ปทุมวัน ดำเนินคดีการปลอมและการใช้เอกสารราชการปลอม ส่วนการขยายผลมีผู้ใดเกี่ยวข้องบงการเป็นหน้าที่ของพนักงานสอบสวน มีทีมงานฝ่ายความมั่นคงของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร.ดำเนินการคู่ขนาน ความผิดจะเชื่อมโยงไปถึงผู้ใดต้องรอผลการสืบสวนข้อเท็จจริง

ที่กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) พล.ต.ท.ศานิตย์ มหถาวร ผบช.น. เซ็นคำสั่ง บช.น.ที่ 302/2560 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง ตามคำสั่ง บก.น.5 ที่ 269/2560 เรื่องแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 มีพฤติการณ์เกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนี ว่ามีสื่อมวลชนและประชาชนให้ความสนใจ ดังนั้นเพื่อให้ได้ข้อเท็จจริงเป็นที่ยุติ อาศัยอำนาจตามความใน พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ.2547 ม.84 จึงแต่งตั้งคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงสืบสวนในเรื่องดังกล่าว ประกอบด้วย พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. เป็นประธานกรรมการ พ.ต.อ.มานพ น่วมลิวงศ์ รอง ผบก.น.4 เป็นกรรมการ พ.ต.อ.รวิโรจน์ เปล่งศรียศภัทร รรท.ผกก. กลุ่มงาน (สอบสวน) บก.สส.บช.น. พ.ต.ท.ภูริส จินตรานันท์ รอง ผกก.สส.บก.น.5 และ พ.ต.ต.อรุณ เลิศศักดิ์เกษตร สว. (สอบสวน) สน.วัดพระยาไกร เป็นกรรมการและเลขานุการ ทั้งนี้ให้คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงดำเนินการสืบสวนพิจารณาตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎ ก.ตร. ว่าด้วยการสืบสวนข้อเท็จจริง พ.ศ.2556 ให้แล้วเสร็จ เสนอสำนวนการสืบสวนข้อเท็จจริงมาเพื่อพิจารณาดำเนินการ ถ้าคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงเห็นว่ากรณีมีมูลว่าผู้ถูกกล่าวหากระทำผิดวินัยในเรื่องอื่นนอกจากที่ระบุในคำสั่งนี้ หรือสืบสวนพาดพิงไปถึงข้าราชการตำรวจผู้อื่น คณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงพิจารณาเบื้องต้นแล้วเห็นว่าข้าราชการตำรวจผู้นั้นมีส่วนกระทำการในเรื่องที่สืบสวนนั้นอยู่ด้วย ให้ประธานกรรมการรายงานมาโดยเร็ว

พล.ต.ต.ภาณุรัตน์ หลักบุญ รอง ผบช.น. กล่าวว่า เบื้องต้นทราบว่า สาเหตุที่มีการเปลี่ยน พ.ต.อ.เกียรติพงษ์ นาลา รอง ผบก.น.5 มาเป็นตนแทน น่าจะมาจากผู้ที่ถูกตรวจสอบ คือ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 มีตำแหน่งในระดับเดียวกัน อาจไม่เหมาะสม ประกอบกับตนดูแลงานด้านความมั่นคง มีข้อมูลเชิงลึกพอสมควร การเปลี่ยนชุดคณะกรรมการไม่ได้สร้างความหนักใจเกี่ยวกับแนวทางการสอบสวน เพราะทุกอย่างต้องเป็นไปตามข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ทั้งนี้จะมีการเรียกสอบข้อเท็จจริงกับ พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.กก.สส.ภ.จ.นครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ อก.บก.ภ.จ.นครปฐม หากพบว่ามีความผิดก็จะให้ทางต้นสังกัดตั้งคณะกรรมการสอบ สวนทางวินัยต่อไป จากการตรวจสอบรถเก๋งโตโยต้า คัมรี สีเทา ทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร พบมีการสวมทะเบียน เตรียมประสานข้อมูลกับ สน.ปทุมวัน เพื่อตรวจสอบการกระทำของตำรวจทั้ง 3 นาย เข้าข่ายกระทำความผิดทางอาญาหรือวินัย เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการอีกครั้งในวันที่ 26 ก.ย. เวลา 11.30 น.

ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ถึงการเอาผิดตำรวจ 3 นายที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯไปส่งที่ชายแดนไทย-กัมพูชา ว่า ตอบไม่ได้ แต่ความผิดของเจ้าหน้าที่รัฐมี 2 ทาง คือ 1.ผิดอาญา มีโทษอาญา 2.ผิดวินัย ที่ห้ามเจ้าหน้าที่ประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ต้องไปดูว่าชั่วหรือไม่ ถ้าชั่วก็ต้องออกจากงาน คล้ายกับกรรมการองค์กรอิสระและนักการเมืองที่มีมาตรฐานจริยธรรมกำกับ ส่วนที่นักการเมืองระบุให้ใช้กฎหมายอาญา ม. 189 ตรงนี้ต้องไปดูข้อเท็จจริง ขณะที่กฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) มีไว้ดูเรื่องทุจริตอย่างเดียว ตัดเรื่องประพฤติมิชอบทิ้ง แต่กฎหมายของทุกหน่วยงานมีกำหนดไว้แล้ว ว่าหากผู้บังคับบัญชารู้ว่าลูกน้องผิดวินัยแต่ไม่ดำเนินการ ผู้บังคับบัญชาจะต้องผิดเอง

ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าฝ่ายกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า ตามที่ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ระบุว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์หลบหนี ไม่มีความผิด เพราะเป็นการกระทำก่อนออกหมายจับนั้น ตามประมวลกฎหมายอาญา ม.189 ระบุชัด น.ส.ยิ่งลักษณ์ถือเป็นผู้ต้องหาที่ถูก ป.ป.ช.ชี้มูล อัยการสูงสุดสั่งฟ้องและศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองรับคำฟ้อง กรณีนี้ไม่เกี่ยวว่าจะถูกออกหมายจับหรือไม่ เป็นเรื่องที่ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองปั่นเรื่องให้สังคมสับสน การอ้างว่ายังไม่มีการออกหมายจับเป็นการบิดเบือนข้อเท็จจริง เพราะมีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4922/2539 เป็นบรรทัดฐาน กรณี น.ส.ยิ่งลักษณ์ถูกปล่อยตัวชั่วคราว มีเงื่อนไขห้ามออกนอกราชอาณาจักร ต้องวางเงินประกันสูงถึง 30 ล้านบาท ดังนั้น การที่ตำรวจพาคนที่ศาลสั่งห้ามออกนอกประเทศและศาลฎีกาฯเตรียมอ่านคำพิพากษา ไม่ว่ามองมุมไหนก็มีความผิด กรณีนี้ถือเป็นความพยายามช่วยพวกเดียวกันคือ ตำรวจช่วยตำรวจมะเขือเทศ ทำให้เห็นว่ายังมีตำรวจเสื้อแดงอยู่มาก และยังสุ่มเสี่ยงกระทำผิด ป.อาญา ม.157 ด้วย น่าแปลกที่ทั้ง รมว.ยุติธรรม สำนักงานอัยการสูงสุด หรือแม้แต่รองนายกฯ ฝ่ายกฎหมาย ไม่มีใครกล้าออกมาให้คำยืนยันเพื่อรักษาหลักกฎหมาย

นายนิพิฏฐ์ อินทรสมบัติ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ลงเฟซบุ๊กว่า เรื่องนี้ตนเห็นแย้ง พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ พล.ต.อ.จักรทิพย์ ชัยจินดา ผบ.ตร. ที่พูดตรงกันว่าตำรวจที่พาหนียังไม่มีความผิดทางอาญา แต่เพื่อให้เข้าใจง่ายๆ 1.น.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้ประกันตัวจากศาลฎีกา มีเงื่อนไขว่าห้ามเดินทางออกนอกประเทศ 2.คำสั่งศาลดังกล่าวถือเป็นข้อกำหนดของศาล เพื่อให้การพิจารณาเป็นไปโดยเที่ยงธรรม รวดเร็ว ไม่เป็นการประวิงคดี เป็นไปตาม ป.วิแพ่ง ม.30 และ ม.31 3.การฝ่าฝืนข้อกำหนดดังกล่าว ถือเป็นการละเมิดอำนาจศาล มีโทษทางอาญา ทั้งจำคุกและปรับ ตาม ป.วิแพ่ง ม.33 4.เมื่อ น.ส.ยิ่งลักษณ์มีความผิดฐานละเมิดอำนาจศาล ตำรวจที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์หนีก็มีความผิดฐานเป็นตัวการหรือผู้สนับสนุน ตาม ป. อาญา ม.83 หรือ ม.86 หาก พล.อ.ประวิตร หรือ พล.ต.อ.จักรทิพย์ เห็นแย้งอีก ให้ระบุชื่อ ตำแหน่ง ที่อยู่ ของตำรวจทั้ง 3 นายมาให้ตน จะได้เอาชื่อไปยื่นต่อศาลฎีกา แล้วคอยฟังว่าศาลฎีกาจะตัดสินอย่างไร