วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ไม่ยากอย่างที่คิด! ศึกษาความพร้อม 6 ข้อ ก่อนเกษียณอายุ

สำหรับในช่วงประมาณวันที่ 30 กันยายน ของทุกปี หน่วยงานราชการต่างๆ ต้องสูญเสียกำลังคนที่มีความรู้ความสามารถจำนวนหนึ่ง เนื่องจากการเกษียณอายุราชการ ซึ่งเป็นการครบกำหนดอายุ 60 ปีบริบูรณ์ ในการรับราชการ..

ปัจจุบันสังคมไทยกำลังก้าวสู่ ‘สังคมผู้สูงอายุ’ เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างประชากร อันเนื่องมาจากการลดลงภาวะเจริญพันธุ์ ซึ่งจำนวนประชากรของไทยอีก 5 ปี จะมีผู้สูงอายุเพิ่มมากขึ้นในระดับ 18% สิ่งที่ตามมาจากการเปลี่ยนแปลงนี้ คือ ปัญหาต่างๆ ที่อาจเพิ่มขึ้นตามไปด้วย เช่น ปัญหาทางด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ สภาพจิตและอารมณ์ ที่อยู่อาศัย ตลอดจนปัญหาในการปรับตัว

ขณะที่ ปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นกับผู้สูงอายุ จะเป็นปัญหาที่อาจเกิดขึ้นกับผู้เกษียณอายุได้เช่นเดียวกัน การที่ผู้เกษียณอายุจะสามารถเผชิญกับสภาวะวิกฤติดังกล่าวได้จำเป็นต้องมีการเตรียมความพร้อมวางแผนชีวิตก่อน ที่จะก้าวสู่วัยเกษียณหรือวัยสูงอายุในด้านต่างๆ 6 ด้าน ดังนี้

1. เตรียมตัวด้านจิตใจ
คนที่มีอายุใกล้ถึงเกณฑ์เกษียณ ย่อมรู้สึกประหวั่นวิตกกังวลว่า หลังจากเกษียณจะอยู่อย่างไร ก่อให้เกิดปัญหาทางด้านจิตใจ ทำให้มีอารมณ์รุนแรง หงุดหงิด เหงา เบื่อหน่ายชีวิต ควรเตรียมตัวด้านจิตใจ ดังนี้
- สร้างขวัญกำลังใจที่ดี ในการเผชิญหน้ากับวัยเกษียณ ใช้หลักธรรมะเป็นเครื่องยึดเหนี่ยวจิตใจ
- มองโลกในแง่ดี รู้จักปล่อยวางเมื่อมีปัญหา พร้อมแก้ปัญหาด้วยความมีสติและรู้จักควบคุมตนเอง
- พยายามทำกิจกรรมสร้างสรรค์ร่วมกับผู้อื่น ทั้งการทำอาหาร ทำสวน เลี้ยงสัตว์
- ติดตามเหตุการณ์ข่าวสารบ้านเมืองต่างๆ ทั้ง ฟังเพลง อ่านหนังสือพิมพ์ ดูโทรทัศน์

2. เตรียมตัวด้านร่างกาย
สำหรับสุขภาพร่างกาย เป็นสิ่งที่ต้องดูแลเอาใจใส่อย่างสม่ำเสมอ ผู้ที่ใกล้จะเกษียณอายุควรเตรียมตัวด้านสุขภาพร่างกายให้พร้อม เพราะในวัยนี้ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงให้เห็นได้ชัด เตรียมตัวด้านร่างกาย ดังนี้
- รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ เป็นอาหารที่เคี้ยวง่าย ย่อยง่าย เน้นปลาและผักที่ปลอดสารพิษ 
- ดื่มน้ำสะอาดอย่างน้อยวันละ 10 แก้ว
- นอนหลับอย่างน้อยวันละ 8 ชั่วโมง
- ตรวจสุขภาพประจำปี อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง

3. เตรียมตัวด้านสัมพันธภาพในครอบครัว
เรื่องสัมพันธภาพในครอบครัว เป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นครอบครัวจำเป็นต้องสร้างความสัมพันธ์อันดีต่อกันด้วยวิธีการต่างๆ ดังนี้
- ติดต่อสื่อสารกันเสมอ
- ให้เวลากับสมาชิกในครอบครัว
- เป็นตัวอย่างที่ดีให้แก่คนในครอบครัว
- สอนลูกหลานให้รักและเคารพผู้สูงอายุ

4. เตรียมตัวด้านกิจกรรมการใช้เวลาว่าง
ด้านกิจกรรมยามว่าง เป็นเรื่องสำคัญที่ทำแล้วสบายใจ ควรเลือกกิจกรรมที่มีประโยชน์และถนัด รวมทั้งความเหมาะสมกับกำลัง ดังนี้
- เล่นกีฬา เช่น เดิน ว่ายน้ำ เปตอง เป็นต้น
- ทำงานอดิเรก เช่น เขียนหนังสือ อ่านหนังสือ หรือทำงานประดิษฐ์
- ร่วมกิจกรรมในสังคม หรือทำกิจกรรมสาธารณประโยชน์ เพื่อพูดคุยกับเพื่อนใหม่

5. เตรียมตัวด้านที่อยู่อาศัย
เรื่องที่อยู่อาศัย เป็นสถานที่สำคัญต่อมนุษย์ทุกคน การเตรียมที่อยู่อาศัยควรจัดให้พร้อมก่อนถึงวันเกษียณอายุ หากจัดการตอนเข้าสู่วัยสูงอายุแล้วอาจมีปัญหาบางอย่างซึ่งแก้ไม่ทันการณ์ได้ ควรเตรียมความพร้อม ดังนี้
- บริเวณที่อยู่อาศัย ต้องมีลักษณะเหมาะสม และมีข้อจำกัดในวัยชรา เช่น พื้นบ้านต้องไม่ขัดเงาให้ลื่น เพราะจะทำให้หกล้มได้ง่าย
- สถานที่ตั้งที่อยู่อาศัย ต้องสะดวกในการเดินทาง ไม่ไกลจากแหล่งชุมชน จากญาติหรือเพื่อนสนิท

6. เตรียมตัวด้านทรัพย์สินเงินทอง
ความเป็นจริงแล้ว การวางแผนชีวิตควรเริ่มต้นตั้งแต่อายุยังน้อยเพื่อเป็นการวางเป้าหมายในชีวิต เนื่องจากบุคคลเมื่อถึงเวลาเกษียณอายุ รายได้ที่เคยได้รับประจำก็ลดลง ดังนั้นถ้าไม่มีแผนการใช้จ่ายอย่างรัดกุม เงินอาจหมดไปอย่างรวดเร็ว จึงต้องเตรียมตัวด้านการเงิน ดังนี้
-ประเมินรายจ่ายแต่ละเดือน วิเคราะห์รายจ่ายต่างๆ ทำเป็นตารางงบออกมา ให้เห็นและเข้าใจง่าย
-ประเมินรายรับแต่ละเดือน วิเคราะห์รายรับเพื่อคาดคะเนจำานวนรายได้ เนื่องจากเมื่อเกษียณอายุ รายได้พิเศษต่างๆ อาจสิ้นสุดไป
-ควบคุมค่าใช้จ่ายในบ้านให้สมดุลกับรายได้ ควรหาทางเพิ่มรายได้หรือตัดรายจ่ายไม่จำเป็นออก
-เตรียมสะสมเงินเพื่อสำรองไว้ใช้ยามเจ็บป่วย ฉุกเฉินหรือเมื่อมีปัญหาทางเศรษฐกิจ ควรเริ่มต้นสะสมเป็นเวลาอย่างน้อย 10-15 ปี ก่อนการเกษียณอายุ อาจเป็นการสะสมในรูปอสังหาริมทรัพย์ การซื้อพันธบัตร การประกันชีวิต หรือบริหารเงินที่ได้รับหลังเกษียณ

สำหรับแหล่งเงินได้หลังเกษียณ แบ่งได้ ดังนี้
- กองทุนประกนสังคม หากจ่ายเงินสมทบเข้ากองทุนมา 15 ปี พออายุ 55 ปี ก็จะได้ร้บเงินบำนาญชราภาพ ประมาณ 3,000 บาทต่อเดือน คิดจากเพดานเงินเดือนสูงสูด 15,000 บาท ตามข้อกำหนดของกองทุน หากจ่าย เงินสมทบเกินกว่า 15 ปีก็จะได้ โบนัสอีกปีละ 1.5% สมมติเราจ่ายสมทบมา 30 ปีก่อนเกษียณ จะได้โบนัส 15 ปี หรืออีก 3,375 บาท รวมเป็น 6,375 บาทต่อเดือน ซึ่งยังไม่ได้ปรับด้วยเงินเฟ้อ

- กองทุนบําเหน็จบํานาญข้าราชการ กรณีเป็นข้าราชการท่ีเป็นสมาชิกกองทุนจะได้รับเงินบํานาญ
= (เงินเดือนเฉลี่ย 60 เดือนสุดท้าย x อายุราชการ) / 50 แต่ต้องไม่เกิน 70% ของเงินเดือนเฉลี่ย หรืออาจเป็นเงินบำเหน็จ = เงินเดือน เดือนสุดท้าย x อายุราชการตามเงื่อนไขทางราชการ

- กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ที่ลูกจ้างและนายจ้างสมัครใจร่วมกันสมทบเข้ากองทุน ถ้าเราเริ่มทำงานและสะสมเงินเข้ากองทุนน้ีตั้งแต่อายุ 25 ปีโดยสะสม 3% ของเงินเดือน เดือนละ 20,000 บาท ถ้าเงินเดือนเพิ่มขึ้นปีละ 5% นายจ้างสมทบให้ 3% และกองทุนได้ผลตอบแทนเฉลี่ย 4% เมื่ออายุ 60 ปีเราจะมีเงินประมาณ 1.2 ล้านบาท จากกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ

- กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ หรือ RMF ซึ่งจะช่วยสร้างวินัยในการลงทุนให้เราได้ เพราะเป็นการลงทุนระยะยาวที่ต้องลงทุนอย่างต่อเนื่อง และเรายังได้รับประโยชน์ทางภาษีในช่วงที่ลงทุนอีกด้วย ปัจุบันมีกองทุนรวม RMF มากมาย ใหเราเลือกได้ตามนโยบายการลงทุนที่ต้องการ


อย่างไรก็ตาม การเตรียมตัวในด้านต่างๆ ควรปฏิบัติและทำให้สำเร็จก่อนเกษียณอายุทำงาน เพราะต้องใช้เวลานานและต้องดำเนินการอย่างต่อเนื่อง หากได้เตรียมความพร้อมไว้เร็วเท่าไร ก็จะยิ่งทำให้คุ้นชินกับการเกษียณอายุอย่างมีความสุขยิ่งขึ้น.