วันจันทร์ที่ 11 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

พืชผักผลไม้ไทย สารตกค้างเพียบ

ถือเป็นการตบหน้าหน่วยงานภาครัฐอีกฉาดใหญ่ เมื่อมีรายงานสุ่มตรวจว่า ทุกวันนี้ผักผลไม้ที่คนไทยกลืนกินเข้าไป ล้วนเต็มไปด้วยอันตรายจากสารพัดสารพิษ หรือสารเคมีที่หลายประเทศสั่งแบนห้ามใช้ แต่กลับมาโผล่ที่เมืองไทยกันเพียบ

อันตรายต่อชีวิตและสุขภาพของผู้ได้รับพิษภัยจากสารเคมีเหล่านั้นเข้าสู่ร่างกาย มีทั้งที่แสดงอาการแบบเฉียบพลันและเรื้อรัง

อาการเฉียบพลันจะเกิดขึ้นเมื่อร่างกายคนเราได้รับพิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชรวดเดียวในปริมาณมาก ทำให้มีอาการได้ตั้งแต่ ปวดศีรษะ มึนงง คลื่นไส้ อาเจียน เจ็บหน้าอก ปวดกล้ามเนื้อ เหงื่อออกมาก ท้องร่วง เป็นตะคริว หายใจติดขัด มองเห็นไม่ชัด ไปจนกระทั่งขั้นแรงสุด คือ เสียชีวิต

ส่วนแบบเรื้อรังเป็นภัยร้ายเงียบ ที่เรียกกันว่า “ตายผ่อนส่ง” จะเกิดขึ้นเมื่อได้รับพิษของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชจำนวนไม่มาก แต่ได้รับอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน กว่าจะแสดงอาการ อาจใช้เวลาเป็นเดือน หรือเป็นปี ส่งผลให้ กลายเป็นหมัน เสื่อมสมรรถภาพทางเพศ เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาต และ มะเร็ง โดยไม่รู้ตัว

จึงเหมือนเป็นการประจานให้เห็นถึงผลงานชิ้นโบดำของหลายหน่วยงานภาครัฐที่ดูแลรับผิดชอบเรื่องนี้ว่า มัวทำอะไรกันอยู่ หรือถูกผลประโยชน์จากพ่อค้าขายยาฆ่าแมลงบังตา จึงปล่อยปละให้ผักผลไม้ที่มาจากเรือกสวน ไร่ นา ทั่วประเทศเวลานี้

แทบจะอาบไปด้วยสารพิษทั้งแผ่นดิน!!!

อีกอย่างที่หลายคนอาจยังไม่รู้ ทุกวันนี้คำว่า “ผักปลอดสารเคมี” ซึ่งฟังดูดี แต่ภายหลังถูกจี้ให้เปลี่ยนไปใช้คำใหม่ว่า “ผักปลอดภัยจากสารพิษ” แทน กับ “ผักไฮโดรโปนิกส์” ที่วางขายตามท้องตลาดและซุปเปอร์มาร์เกตทั้งหลาย

แท้จริงแล้ว ผักที่ชื่อฟังดูน่าซื้อทานทั้งสองอย่างข้างต้นนี้ ยังคงอนุญาตให้มีการใช้ได้ ทั้ง ปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์ และ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช ในกระบวนการเพาะปลูก จึงยังมีสารเคมีตกค้างปนเปื้อนเพียบ

เช่นเดียวกัน คำว่า “ผักไร้สารพิษ” ซึ่งเป็นอีกผัก ที่ชื่อฟังดูน่าซื้อทาน แท้ที่จริงแล้ว ก็ยังคงมีการอนุญาตให้ใช้ได้ ทั้ง ปุ๋ยเคมี และ ฮอร์โมนสังเคราะห์ เพียงแต่ไม่อนุญาตให้ใช้ สารเคมีกำจัดศัตรูพืช เท่านั้น

จะมีก็แต่ “ผักออแกนิก” หรือ “ผักอินทรีย์” อย่างเดียวเท่านั้น ที่ไม่อนุญาตให้ใช้ ทั้งปุ๋ยเคมี ฮอร์โมนสังเคราะห์ และสารเคมีกำจัดศัตรูพืชใดๆในกระบวนการเพาะปลูกทั้งสิ้น

สารเคมีเจ้าปัญหา ที่พบว่า มักมีการตกค้างอยู่ทั้งในผักผลไม้ทั่วไปและผักผลไม้ที่ระบุไว้ข้างถุงว่า ปลอดสารเคมี มีทั้ง ไซเปอร์เมทริน (Cypermetrin) ซึ่งเป็นสารพวกไพรีทรอยด์ (Pyrethroids), เอ็นโดซัลแฟน (Endosulfan) เมทามิโดฟอส (Methamidophos) และ ไดโครโตฟอส (Dicrotophos) เป็นต้น

จากการออกสุ่มเก็บตัวอย่างผักผลไม้ตามตลาดค้าส่ง ห้างโมเดิร์นเทรด และซุปเปอร์มาร์เกตหลายแห่งของ เครือข่ายเตือนภัยสารเคมีกำจัดศัตรูพืช หรือ Thai-PAN เมื่อไม่นานมานี้ พบว่า ผักผลไม้ส่วนใหญ่ มีสารพิษตกค้างเกินกว่าค่ามาตรฐานถึง 56% หรือเกินกว่าครึ่งของตัวอย่างที่ทำการสุ่มตรวจ

แม้แต่ผักผลไม้ที่ขายตามห้าง และ มีเครื่องหมายสัญลักษณ์ Q รับรองคุณภาพ กลับพบว่า ยิ่งมีสารตกค้างหนักที่สุดกว่าอย่างอื่น โดยเฉพาะใน ส้ม และ ผักคะน้า ถือว่า ครองแชมป์หาความปลอดภัยแทบไม่เจอ เพราะตรวจพบว่า มีทั้งสารพิษต้องห้ามที่ถูกแบนไปแล้ว และไม่ได้รับอนุญาตให้ขึ้นทะเบียน ปนเปื้อนอยู่เกือบ 20% ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ

ปรกชล อู๋ทรัพย์ ผู้ประสานงาน และ ภาวิณี วัตถุสินธุ นักวิจัยของ Thai-PAN บอกว่า หลังจากได้มีการสุ่มเก็บตัวอย่างผักและผลไม้ที่ได้รับความนิยมบริโภค 16 ชนิด เช่น พริกแดง กะเพรา ถั่วฝักยาว คะน้า ผักบุ้ง ผักกาดขาวปลี กะหล่ำปลี แตงกวา มะเขือเปราะ และมะเขือเทศ กับผลไม้อีก 6 อย่าง คือ ส้มสายน้ำผึ้ง มะละกอ แตงโม แคนตาลูป ฝรั่ง และแก้วมังกร รวมทั้งสิ้นจำนวน 158 ตัวอย่าง

ทั้งยังได้เก็บตัวอย่างผักผลไม้ที่ติดฉลากว่า “ปลอดภัย” และคำว่า “เกษตรอินทรีย์” มาจากห้างและซุปเปอร์มาร์เกตหลายแห่ง ส่งวิเคราะห์หาสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้าง แบบ Multi Residue Pesticide Screen

พบว่า ทั้งผักและผลไม้โดยรวมมีสารพิษตกค้างเกินกว่าค่ามาตรฐาน (MRL) หรือค่าปริมาณสารพิษตกค้างสูงสุด ที่อนุญาตให้พบได้ในอาหาร สูงถึง 56% ของตัวอย่างที่ไปเก็บมาสุ่มตรวจ 158 ตัวอย่าง

เหนือความคาดหมาย ก็คือ แหล่งจำหน่ายที่พบสารพิษตกค้าง เกินค่ามาตรฐานมากที่สุด คือ ผักและผลไม้ที่วางขายตาม ห้างโมเดิร์นเทรด ทั้งหลาย เพราะเจอสารพิษตกค้างมากสุดถึง 70.2% ส่วนที่วางขายตาม ตลาดค้าส่ง พบว่า มีสารพิษตกค้างเกินมาตรฐาน 54.2%

แม้แต่ในผักบรรจุถุงราคาแพง ที่ระบุไว้ข้างถุงว่าเป็น “ผักอินทรีย์” หรือ “ออแกนิก” ก็ยังตรวจพบว่า มีสารเคมีตกค้างเกินกว่า 28%

ส่วนพืชผักและผลไม้ที่มีเปอร์เซ็นต์การพบสารพิษตกค้างมากที่สุด ทั้งคู่บอกว่า อันดับแรก คือ พริกแดง พบมากถึง 85% ผักคะน้า 75% ถั่วฝักยาว และ ใบกะเพรา พบอย่างละ 67% มะเขือเปราะ 30%

ในผลไม้ให้ระวัง ส้มสายน้ำผึ้ง เพราะพบมีสารพิษตกค้างมากที่สุดถึง 100% รองลงมาคือ ฝรั่ง 94% แก้วมังกร พบ 80% มะละกอ 60% และ มะม่วง พบมีสารพิษตกค้าง 44% เป็นต้น

ภาวิณีบอกว่า โดยเฉพาะในมะเขือเปราะ นอกจากจะมีสารเคมีกำจัดศัตรูพืชตกค้างอยู่ถึง 15 ชนิด โดย 12 ชนิดเป็นสารประเภทดูดซึม ที่พบตกค้างสูงกว่าค่ามาตรฐานความปลอดภัย MRLs ถึง 85% ของตัวอย่างที่นำมาสุ่มตรวจ ยังตรวจพบว่า มีสารพิษต้องห้ามอย่าง Carbofuran อีกด้วย

ขณะที่ ฝรั่ง ตรวจพบสารเคมีกำจัดศัตรูพืช 9 ชนิด โดย 6 ใน 9 เป็นสารเคมีประเภทดูดซึม ซึ่งมีการตกค้างสูงกว่าค่ามาตรฐาน MRLs ถึง 94% ของตัวอย่างที่สุ่มตรวจ แถมยังตรวจพบว่า มีการใช้สารพิษต้องห้าม จำพวก Methomyl

ทั้ง ปรกชล และ ภาวิณี บอกว่า แม้จะมีหลายหน่วยงานเข้ามาตรวจสอบควบคุมคุณภาพของผักและผลไม้ให้ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง แต่ก็ยังเป็นในลักษณะของ การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ ซึ่งไม่อาจจะแก้ไขปัญหาได้มากนัก มาตรการที่จะแก้ไขควรเป็นการแก้ที่ต้นเหตุ และควรเป็นการร่วมมือกันแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบระหว่างหน่วยงานภาครัฐ เอกชนและองค์กรต่างๆ

เช่น ร่วมกันสร้างความตระหนักให้กับผู้บริโภคและผู้ผลิต ด้วยการเผยแพร่ความรู้และอันตรายจากสารเคมีที่ใช้ในการเกษตร ให้ทราบทั่วกันอย่างจริงจังและกว้างขวาง

ใช้มาตรการตอบโต้ประเทศคู่ค้าที่ปฏิเสธการซื้อผลผลิตทางการเกษตรของประเทศไทย โดยอ้างการตกค้างของสารเคมีกำจัดศัตรูพืชเกินมาตรฐาน เพื่อเป็นข้อกีดกัน ด้วยการยกเลิกสารเคมีที่ประเทศนั้นส่งเข้ามาขายในไทย หรือยกเลิกนำเข้าสารเคมีบางชนิดที่เป็นปัญหาในการส่งออกผลผลิตทางการเกษตรของไทย

รวมทั้งห้ามมิให้ส่งเสริมการขายด้วยการจัดชิงโชคลุ้นรางวัลต่างๆ

สำหรับลูกค้าที่มียอดการใช้สารเคมีในปริมาณที่สูงสุด หรือถึงตามเป้าที่ตั้งไว้ ห้ามจัดเลี้ยง หรือใช้กุศโลบายอื่นๆในการส่งเสริมการขาย เป็นต้น

ทั้งปรกชลและภาวิณี เชื่อมั่นว่า เมื่อทุกฝ่ายร่วมมือร่วมใจกันอย่างเข้มแข็ง คนไทยก็จะได้บริโภคทั้งผักและผลไม้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้น.