วันพฤหัสบดีที่ 19 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ร่างกม.ลูกลวกๆ ไม่ได้ ข้ออ้างมีชัย ไม่ตอบตรงๆ 'ยื้อ' โรดแม็ป

พิชัยขย่มศก. ขาขึ้นแต่ชี้ฟ้า

“มีชัย” เด้งเชือกขยับโรดแม็ป อ้าง ก.ม.ลูกทำลวกๆไม่ได้ ยันเร่งพิจารณา ก.ม.ลูกให้เสร็จตามกรอบ ย้ำจุดยืนรีเซ็ต ป.ป.ช. กรธ.กางปฏิทินส่ง ก.ม.ลูก 4 ฉบับถึงมือ สนช. พท.จี้เร่งกำหนดวันเลือกตั้งฟื้นเชื่อมั่น “พิชัย” โต้สมคิดละเมอ ศก.ดี สารพัดปัจจัยบ่งชัดขาขึ้นชี้ฟ้ามากกว่า วอนอย่าตุกติกประวิงเวลาปลดล็อกพรรคการเมือง ชทพ.ย้ำรัฐบาลแห่งชาติผลเสียไร้การถ่วงดุล “บิ๊กป๊อก” จี้ให้ตรวจสอบเรือเหาะสังคมจะได้รู้แจ้ง ลั่นฟันไม่เลี้ยงทุจริตโครงการ 9101 สตง.แจงยังไม่พบทุจริต โพลจี้จัด ครม.สัญจร 3 จังหวัดชายแดนใต้ กล้ำกลืนรัฐประหาร ยอมรับเมื่อจำเป็น

เสียงเรียกร้องจากบรรดานักการเมืองทวงถามถึงโรดแม็ปวันเลือกตั้งยังดังต่อเนื่องไม่ขาดสาย กระนั้น พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ระบุยังไม่สามารถกำหนดชัดเจนได้ ขึ้นอยู่กับการร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือกฎหมายลูก ล่าสุดนายมีชัย ฤชุพันธ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ระบุหากกฎหมายลูกติดขัดก็ต้องแก้ไข เขียนแบบลวกๆไม่ได้ จะอยู่จนกว่าจะเขียนเสร็จทั้งหมด

“มีชัย” อ้างร่าง ก.ม.ลูกลวกๆไม่ได้

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. ที่รัฐสภา นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) ให้สัมภาษณ์ก่อนการประชุม กรธ. ถึงข้อกังวลกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ตีตกร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. หลังพ้นกรอบการทำงานของ กรธ. 240 วัน ไปแล้วว่า กรธ.ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่จนกว่ากฎหมายลูกทั้งหมดมีผลบังคับใช้ หาก สนช.ตีตกร่างกฎหมายดังกล่าว กรธ.จะนำประเด็นที่ สนช. ไม่เห็นด้วยมาปรับแก้ ไม่จำเป็นต้องยกร่างใหม่ เว้นแต่แก้แล้วไม่ถูกใจ สนช.ด้วยกันเอง ขณะนี้กฎหมายลูกทั้ง 10 ฉบับ เสร็จสิ้นเกือบหมดแล้ว เหลือเพียง 3 ฉบับคือ ร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ร่าง พ.ร.บ.การเลือกตั้ง ส.ส. และร่าง พ.ร.บ.การได้มาซึ่ง ส.ว. ที่ กรธ.ต้องใช้เวลาพิจารณา ไม่สามารถทำลวกๆได้ ยืนยันว่า กรธ.ต้องรีบดำเนินการให้เสร็จสิ้น หากไม่ทันต้องนัดประชุมเพิ่มวันเสาร์และวันอาทิตย์ ส่วนความเป็นไปได้ที่จะเชิญ สนช.มาร่วมพิจารณากฎหมายกับ กรธ. เพื่อลดขั้นตอนการตั้งกรรมาธิการร่วม หลังกฎหมายผ่านวาระ 3 จาก สนช.นั้น โดยปกติ สนช.จะพิจารณาคู่ขนานกับ กรธ.อยู่แล้ว เมื่อเสร็จสิ้นจะส่งความเห็นมายัง กรธ.

ย้ำจุดยืนรีเซ็ตกรรมการ ป.ป.ช.

นายมีชัยกล่าวว่า ส่วนร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ในประเด็นสถานะการดำรงตำแหน่งของกรรมการ ป.ป.ช.ชุดปัจจุบันนั้น ยังไม่มีการพูดถึง แต่การประชุม กรธ.นอกสถานที่เดือน ส.ค.ที่ผ่านมา กรธ.มีแนวทางรีเซ็ตกรรมการ ป.ป.ช. ที่ขาดคุณสมบัติ เบื้องต้น กรธ.ยังคงยืนยันจุดยืนเดิม หากไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ส่วนที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธาน ป.ป.ช.อยากให้ ป.ป.ช.อยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อจนครบวาระ เพราะ ป.ป.ช.มีลักษณะการทำงานพิเศษ ต้องใช้บุคคลที่มีความสามารถนั้น ยืนยันว่าต้องทำตามหลักการเดิม เว้นแต่จะมีกรณีพิเศษอย่างคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ที่ กรธ.เสนอให้เซ็ตซีโร่ทั้งคณะ

กางโรดแม็ปส่ง 4 ก.ม.ลูกให้ สนช.

เมื่อเวลา 14.00 น. ที่รัฐสภา นายอุดม รัฐอมฤต โฆษก กรธ. แถลงถึงการพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ 4 ฉบับที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของ กรธ.ว่า กรธ.จะส่งร่างกฎหมายลูกทั้ง 4 ฉบับให้ สนช.ตามกรอบเวลาภายใน 240 วัน ดังนี้ 1.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งให้ สนช.วันที่ 26 ก.ย. คาดว่า สนช.จะบรรจุเข้าวาระการประชุมในวันที่ 28 ก.ย. 2. ร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ขณะนี้ กรธ.กำลังพิจารณารายละเอียด คาดว่าสัปดาห์หน้าจะส่งให้ ป.ป.ช.พิจารณา และส่งให้ สนช.พิจารณาในวันที่ 24 ต.ค. เป็นอย่างเร็ว หรือวันที่ 31 ต.ค. เป็นอย่างช้า 3.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ว. คาดว่าจะส่งให้ สนช.ได้วันที่ 21 พ.ย. 4.ร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส. คาดว่าจะส่งให้ สนช.ได้ในวันที่ 28 พ.ย. โดย กรธ.จะเร่งรัดการทำงาน หากร่างกฎหมายฉบับใดคาดว่าจะเสร็จไม่ทันตามกำหนด จะนัดประชุมเป็นพิเศษในวันเสาร์และวันอาทิตย์ ทั้งนี้ ในส่วนร่าง พ.ร.บ.การป้องกันและปราบปรามการทุจริต ที่ กรธ.กำลังพิจารณาอยู่นั้น อยู่ระหว่างการพิจารณาในส่วนบทลงโทษและบทเฉพาะกาล ยอมรับว่าร่างกฎหมายนี้มีรายละเอียดค่อนข้างมาก และมีส่วนเกี่ยวพันกับองค์กรอิสระอื่นๆ จึงต้องดูให้ละเอียด

“พิชัย” โต้ “สมคิด” ละเมอ ศก.ดีขึ้น

นายพิชัย นริพทะพันธุ์ อดีต รมว.พลังงาน กล่าวว่า กรณีที่นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจ บอกว่า การส่งออกฟื้นทำให้รัฐบาลเป็นขาขึ้น ไม่ได้เป็นรัฐบาลช่วงขาลงเหมือนที่ประชาชนทั่วไปรู้สึกกันอยู่ในตอนนี้ อยากให้นายสมคิดฟังคำพูดของนายสมชัย สัจจพงษ์ ปลัดกระทรวงการคลัง บอกชัดเจนว่า การส่งออกที่เพิ่มขึ้นมีเพียง 10 บริษัทใหญ่เท่านั้นที่ได้ประโยชน์ ธุรกิจเอสเอ็มอี ยังแย่ ความเหลื่อมล้ำยังเป็นปัญหา ประชาชนส่วนใหญ่ยังลำบากกันมาก ตอกย้ำข้อกล่าวหาที่ว่ารัฐบาลเอื้อประโยชน์แก่นายทุนมากกว่าเห็นประโยชน์ของประชาชนส่วนใหญ่ ถามว่าจะเป็นรัฐบาลขาขึ้นได้อย่างไร ในขณะที่ประชาชนส่วนใหญ่ยังย่ำแย่ ขนาดขาขึ้นก่ายหน้าผาก ไม่ใช่แค่มือก่ายหน้าผาก อีกทั้ง การที่ส่งออกเพิ่งฟื้นจากที่ลดลงมาหลายปีติดกัน จะทำอย่างไรให้การส่งออกฟื้นตัวได้อย่างต่อเนื่องหากไม่มีการลงทุนเพิ่ม เพราะการลงทุนจริงในครึ่งปีแรกต่ำมาก และอยากให้นายสมคิดแถลงว่า ที่นักลงทุนญี่ปุ่น 500-600 คนมาไทย มีการลงทุนจริงๆเท่าไหร่ นักลงทุนที่มาส่วนใหญ่เป็นนักลงทุนเดิมที่มาลงทุนอยู่ในไทยแล้วใช่หรือไม่ เป็นแค่การจัดฉากใช่หรือไม่ แล้วจะให้การส่งออกเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องได้อย่างไร ห่วงว่าจะเป็นแค่การฟื้นตัวชั่วคราว ตามเศรษฐกิจโลกเท่านั้น

สารพัดปัจจัยบ่งชัดขาขึ้นชี้ฟ้า

นายพิชัยกล่าวว่า ส่วนจีดีพีที่อาจจะเพิ่มขึ้นเป็น 3.7-3.8% ในปีนี้ ก็ยังถือว่าต่ำมาก ไม่ใช่เป็นตัวเลขที่น่าพอใจ เพราะยังต่ำสุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีฐานเศรษฐกิจใกล้เคียงกัน อีกทั้งเป็นการเติบโตจากฐานเดิมที่โตต่ำติดกันมาหลายปี ซึ่งนายสมคิดน่าจะทราบดี ดังนั้นหากหวังจะช่วยไม่ให้ รัฐบาลเป็นช่วงขาลง นายสมคิดจะต้องบริหารเศรษฐกิจให้ได้ผลดีกว่านี้มาก เพราะปัญหารัฐบาลขาลงปัจจุบันนอกจากเรื่องเศรษฐกิจที่ยังย่ำแย่แล้ว ยังมีข้อครหาเรื่องทุจริตคอร์รัปชัน ทั้งในปัจจุบันและในอดีต เช่น เรือเหาะที่ใช้การไม่ค่อยได้และต้องปลดระวาง จีที 200 ข้อกล่าวหาเรื่องการระบายข้าวดี แต่ขายในราคาข้าวเสีย การเอื้อประโยชน์ให้บริษัทใหญ่เช่าที่ดินในป่า โครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกฯ ยอมรับเอง และอีกหลายเรื่องซึ่งรัฐบาลยังไม่สามารถชี้แจงให้ชัดเจนได้ จะทำให้มีโอกาสจะเป็นรัฐบาลขาขึ้นชี้ฟ้าก็เป็นไปได้สูง

จี้เร่งกำหนดเลือกตั้งฟื้นเชื่อมั่น

นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ไม่รู้ทีมเศรษฐกิจรัฐบาลเอาความมั่นใจมาจากไหนในการระบุตัวเลขส่งออกเดือน ส.ค. สูงสุดในรอบ 5 ปี วันนี้ประชาชนในระบบเศรษฐกิจฐานรากยังประสบปัญหาอย่างหนัก ราคาผลผลิตการเกษตรตกต่ำ ซึ่งเป็นดัชนีชี้วัดเศรษฐกิจจริง อยากให้รัฐบาลส่งรัฐมนตรีไปคุยกับชาวบ้านแบบไม่จัดฉาก จะได้สัมผัสรับรู้ถึงความยากลำบาก ขอเรียกร้องทีมเศรษฐกิจรัฐบาลนำความเดือดร้อนของประชาชนมาเร่งแก้ไข โพลหลายสำนักสะท้อนความต้องการประชาชน ไม่อยากให้เลื่อนโรดแม็ป ช่วงเวลาที่เหมาะสมสำหรับการเลือกตั้งคือเดือน ส.ค.61 การกำหนดวันเลือกตั้งให้ชัดเจนจะเป็นประโยชน์ในแง่ของการเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนทั้งในประเทศและต่างประเทศกลับมา วันนี้สิ่งที่ประชาชนอยากเห็นคือ มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ การดูแลผู้มีรายได้น้อย กำหนดวันเลือกตั้ง ก่อนจะฝืดเคืองมากไปกว่านี้

ขออย่าตุกติกสับขาหลอก ก.ม.ลูก

นายชัยเกษม นิติสิริ อดีต รมว.ยุติธรรมแกนนำพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯและ รมว.กลาโหม ระบุจะปลดล็อกให้พรรคการเมืองทำกิจกรรมก็ต่อเมื่อทำกฎหมายลูกเสร็จแล้วว่า ถ้าเป็นจริงก็ดี การที่พูดว่าเมื่อทำกฎหมายลูกเสร็จ อยู่ที่ว่าท่านจะไปเร่งรัดหรือดูแลให้ทำเสร็จหรือเปล่า ถ้าไม่ดูแลให้เสร็จ หรือมีลูกเล่น โยนกันไปโยนกันมา ซึ่ง คสช.ก็อยู่ในฐานะที่เป็นไกด์ได้อยู่แล้ว อาจบอกว่าให้ไปพิจารณาเรื่องนั้นเรื่องนี้ว่าอย่างไร ถ้าอย่างนั้นก็ไม่เสร็จ ดังนั้น ต้องพูดจริงทำจริง เร่งรัดดูแลให้เสร็จในเวลาอันควร และเมื่อเสร็จแน่นอนควรให้พรรคการเมืองเริ่มดำเนินการอะไรต่อไปได้ ถ้าไม่ดำเนินการให้แล้วเสร็จ บอกว่าแล้วแต่ กรธ.หรือ สนช.ก็จบได้ไม่ง่าย เห็นได้จากการพิจารณาจัดทำกฎหมายในหลายๆฉบับ ก็ได้แต่หวังว่าเมื่อท่านมีความตั้งใจจริงก็ให้เป็นตามโรดแม็ปในกรอบเวลาที่เป็นจริง

เย้ย “บิ๊กตู่” ระวังหกล้มหัวทิ่ม

นายชัยเกษมกล่าวว่า ส่วนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช. ระบุยินดีพูดคุยกับนักการเมืองทุกพรรคในการลงพื้นที่นั้น ถ้าท่านคิดอยู่ต่อ มีพรรคที่ คสช.ตั้งขึ้นมาใหม่ และมี ส.ว. 250 คนที่มาจากแต่งตั้ง สนับสนุนแล้วก็ตาม การเป็นมิตรกับบางพรรคที่สามารถเป็นมิตรกันได้ไว้ก่อน ก็จะทำให้การตั้งรัฐบาลง่ายขึ้น แต่จะเป็นอย่างไรต้องไปดูหลังประชาชนตัดสินใจแล้วว่าเลือกใครมากน้อยแค่ไหน อย่าเพิ่งไปคาดเดาอะไรมาก ยังอีกไกล อาจหกล้มก่อนก็ได้ ส่วนโพลที่ออกมาระบุต้องเกิดการปรองดองก่อนเลือกตั้ง คสช.และนักการเมืองยังมีสัมพันธ์ที่ไม่ดีต่อกันนั้น เวลานี้โพลต่างๆ ที่ออกมาไม่ค่อยเชื่อเท่าไหร่ เพราะถ้าทำโพลเต็มรูปแบบใช้เงินเยอะ ต้องถามคนจำนวนมาก ถ้าทำในวงแคบๆ ในกลุ่มคนกลุ่มเดียว เราไม่รู้เขาทำอย่างไร จะแม่นหรือไม่แม่น ก็อย่าไปเชื่ออะไรมาก เอาไว้ดูสนุกๆ

ชทพ.ไม่ท้อผลโพลไม่ติดอันดับ

นายสมศักดิ์ ปริศนานันทกุล ที่ปรึกษาหัวหน้าพรรคชาติไทยพัฒนา กล่าวถึงกรณีผลสำรวจพรรคชาติไทยไม่ติดอยู่ในอันดับความนิยมว่า เป็นเรื่องปกติ เลือกตั้งมากี่ครั้งแม้แต่สมัยนายบรรหาร ศิลปอาชายังอยู่ เขาก็จะมองแต่พรรคใหญ่ แต่อย่างไรก็ตาม เราไม่รู้ว่าคะแนนนิยมของพรรคอื่น รวมพรรคชาติไทยพัฒนาไปด้วยหรือไม่ จึงอย่าสรุปว่าไม่มีใครเลือกพรรคเรา ตรงนี้ไม่ใช่สาระสำคัญที่จะทำให้พวกเราท้อถอย กลับเป็นฟืนโหมไฟให้แรงกล้า ทำงานให้หนักขึ้น ส่วนกรณีโพลบางสำนักระบุว่า อยากให้ปรองดองสำเร็จก่อนเลือกตั้งนั้น ทุกคนคิดอย่างนี้ เพราะถ้าเปิดสนามเลือกตั้งแล้วเผชิญหน้ากัน จะเกิดการปะทะกันอีก แต่ความเป็นจริงอาจจะไม่ใช่อย่างนั้นก็ได้ เราไปคิดแทนคนอื่น วันนี้ทุกคนโดยเฉพาะนักการเมืองมีสำนึกต่อบ้านเมือง อะไรที่ทำไปแล้วบ้านเมืองดี ทำให้บาดแผลหาย ตนคิดว่าเขาเลือกเป็น อย่าหวาดระแวงเลย ลองมองมุมกลับถ้ามีอำนาจเบ็ดเสร็จทุกอย่างอยู่ในมือ แล้วทำไมยังเป็นไม่ได้ดั่งใจ

ย้ำ รบ.แห่งชาติผลเสียไร้ถ่วงดุล

เมื่อถามถึงข้อเสนอให้มีรัฐบาลแห่งชาติ นายสมศักดิ์ตอบว่า อย่าไปฝืนหลักการของระบอบประชาธิปไตย ในเรื่องของหลักการถ่วงดุล เพราะการมีรัฐบาลแห่งชาติจะเป็นรัฐบาลร่วมกันหมดทุกพรรค ไม่มีการถ่วงดุล ประชาชนจะเสียโอกาสมาก จะไม่มีกระบวนการตรวจสอบ อาจมองว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะทุกฝ่ายจะได้ปรองดอง ร่วมมือร่วมใจสมานฉันท์ แต่บอกได้เลยว่ามันอันตราย เอาผลประโยชน์ของชาติมาแลกกับความปรองดองไม่ได้ มันไม่คุ้ม ต้องยึดในหลักการ ขอให้เล่นไปตามกติกา ระบบรัฐสภาดีอยู่แล้ว ดีกว่าไปปล่อยให้อยู่นอกกติกา

“ราเมศ” ซัด “เต้น” ใส่ร้าย “มาร์ค–เทือก”

วันเดียวกัน ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกและคณะทำงานด้านกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตอบโต้นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ว่า กรณีที่นายณัฐวุฒิเรียกร้องให้ ป.ป.ช.ยกคดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ขึ้นมาดำเนินคดีใหม่ โดยอ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงเพื่อใส่ร้ายนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกฯ และหวังผลทางการเมือง นายณัฐวุฒิได้อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288-4289/2560 ฉบับลงวันที่ 26 มิ.ย.2560 คดีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ทั้งที่คดีนี้ศาลชั้นต้น อุทธรณ์ และฎีกาได้ยกฟ้องทั้ง 3 ศาล แต่นายณัฐวุฒิยังกล้าบิดเบือนคำพิพากษาศาลว่า ศาลฎีกาชี้ว่า เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงเป็นคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ ทั้งที่คดีไม่มีการสืบพยาน เพราะศาลวินิจฉัยว่า “คดีนี้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณา จึงให้ยกฟ้อง เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลได้วินิจฉัยแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในข้ออื่น” ดังนั้น ในคำพิพากษาของศาลฎีกาไม่มีส่วนใดระบุว่า “เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงเป็นคำสั่งของนายอภิสิทธิ์” ตามที่นายณัฐวุฒิบิดเบือนข้อเท็จจริง

จี้ “บิ๊กฉัตร” ทวงเงินปุ๋ยปลอม 367 ล้าน

นางมัลลิกา บุญมีตระกุล มหาสุข รองโฆษก พรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่า ขอเรียกร้องให้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์จัดเก็บค่าเสียหายจากคดีการฮั้วประมูลจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ปลอมปี 2545 ยุครัฐบาลนายทักษิณ โดยนายวิทยา เทียนทอง เลขานุการ รมว.เกษตรฯขณะนั้น และนายชูชีพ หาญสวัสดิ์ รมว.เกษตรฯขณะนั้น ชงเรื่องการจัดซื้อปุ๋ยเข้า ครม. โดย ป.ป.ช.ได้ส่งฟ้องศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตัดสินว่า บุคคลทั้งสองมีความผิดในข้อหาปฏิบัติหน้าที่ หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ โดยการทุจริตทำให้เกิดความเสียหายแก่ผู้หนึ่งผู้ใด ตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานรัฐหรือฮั้วประมูลมาตรา 17 ทั้งหมดร่วมกันทุจริตจัดซื้อปุ๋ยอินทรีย์ปลอม 1.3 แสนตัน มูลค่า 367 ล้านบาท ปัจจุบันทั้ง 2 คน ยังถูกจำคุกคนละ 6 ปี ซึ่งท้ายคำพิพากษาศาลฯ ระบุชัดว่า เป็นการกระทำก่อความเสียหายต่อรัฐ ดังนั้น พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ควรจะเป็นผู้แสดงความรับผิดชอบติดตามเรียกคืนค่าเสียหาย 367 ล้านบาท รวมดอกเบี้ย และค่าเสียโอกาสทั้งหมดคืนแก่รัฐตามคำสั่งศาล หากไม่ดำเนินการเท่ากับเจตนาปล่อยปละละเลย หรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่ตามมาตรา 157

ปธ.กสม.ร่อนหนังสือร้อง “บิ๊กตู่”

นายวัส ติงสมิตร ประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) เปิดเผยว่า สัปดาห์ที่ผ่านมาได้ทำหนังสือส่งถึง พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เพื่อขอให้ใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 148 (2) ส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฉบับที่ผ่านการพิจารณาของ สนช. ให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่ามีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญหรือไม่ โดยสาระสำคัญของหนังสือที่ส่งให้นายกฯ นั้นเป็นการยืนยันเจตนารมณ์ว่า 6 ประเด็นที่ กสม.เคยเสนอความเห็นไปนั้นมีข้อความขัดหรือแย้งต่อรัฐธรรมนูญ ส่วนนายกฯจะส่งร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญดังกล่าวให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาหรือไม่ ขึ้น
อยู่กับดุลพินิจของท่าน การทำหนังสือส่งถึงนายกฯ ครั้งนี้เป็นการทำในฐานะตำแหน่งประธาน กสม. ไม่ได้ทำในนามขององค์กร

“บิ๊กป๊อก” ย้ำสอบเรือเหาะเป็นเรื่องดี

เมื่อเวลา 10.00 น. ที่โรงแรมปรินซ์พาเลส พล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รมว.มหาดไทย กล่าวถึงการแถลงชี้แจงกรณีการจัดซื้อเรือเหาะของ พล.อ.เฉลิมชัย สิทธิสาท ผบ.ทบ.ว่า ยังไม่ได้ฟังสิ่งที่ พล.อ.เฉลิมชัยแถลงไป แต่อยากให้มีโอกาสได้ชี้แจงและตรวจสอบ ดีกว่าให้คนไปพูดหรือวิจารณ์กันโดยไม่เกิดประโยชน์ ถ้าไม่ดีอย่างไรก็ให้ตรวจสอบมา เพราะเท่าที่ทราบเรื่องการตรวจสอบการทุจริตนั้นไม่มี เพราะ ป.ป.ช.เคยตรวจสอบแล้ว แต่วันนี้มีการยื่นเรื่องเข้าไปใหม่ให้ตรวจสอบว่าคุ้มค่าหรือไม่ ก็ขอให้ไปตรวจสอบ ถือเป็นเรื่องที่ดี สังคมจะได้รู้ว่ากลไกของประเทศเราดำเนินการอย่างไร ไม่ว่าจะเป็นโครงการอะไรก็ขอให้ตรวจสอบกันไป

ฟันไม่เลี้ยงทุจริตโครงการ 9101

พล.อ.อนุพงษ์กล่าวถึงโครงการตามรอยเท้าพ่อใต้ร่มพระบารมี (9101) ที่มีกระแสข่าวข้าราชการท้องถิ่นเข้าไปพัวพันทุจริตว่า การทำงานทุกอย่างต้องเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาล ยึดความโปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย หากพบใครที่ไม่ดำเนินการตามกฎหมายจะต้องถูกดำเนินการอันนี้คือหลักใหญ่ ส่วนโครงการ 9101 ก็ต้องเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลด้วย หากพบการกระทำผิดกฎหมาย ผู้ที่กระทำผิดจะต้องถูกดำเนินการ ไม่ว่าใครก็ตาม เรื่องนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดและนายอำเภอจะต้องไปกวดขันไม่ให้มีการทุจริต หรือหากพบการดำเนินการที่ไม่โปร่งใสจะต้องเอาผิดทันที อย่างไรก็ตาม ขณะนี้ยังไม่มีรายงานการกระทำที่ไม่โปร่งใส หรือมีข้าราชการเข้าไปเกี่ยวข้อง ความจริงโครงการ 9101 นี้ เป็นของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่วนตัวคิดว่ากระทรวงเกษตรคงไม่ปล่อยให้มีการทุจริตเช่นเดียวกัน

สตง.แจงเบื้องต้นยังไม่พบทุจริต

นายพิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) กล่าวถึงกรณีนายกรัฐมนตรีสั่งให้ตรวจสอบการทุจริตในโครงการ 9101 หลังมีกระแสข่าวข้าราชการท้องถิ่นเข้าไปพัวพันการทุจริตว่า หน้าที่ของ สตง.ต้องตรวจสอบคู่ขนาน เมื่อมีแผนงานและเบิกใช้เงินในโครงการว่ามีประสิทธิภาพและถูกต้องหรือไม่ ถ้ามีอะไรไม่ชอบมาพากลต้องแจ้งผู้บังคับบัญชาระดับสูงกว่าหน่วยงานนั้นๆ ให้รับทราบ แจ้งหน่วยงานปรับปรุงบรรเทาปัญหา โดยไม่จำเป็นต้องรอให้มีการร้องเรียนมา แต่จากรายงานการตรวจสอบเบื้องต้นยังไม่พบความผิดปกติ ส่วนข้อมูลที่ปรากฏเป็นข่าว สตง.จะรับมาตรวจสอบเพิ่มเติม เมื่อถามว่า ปัจจุบันพบการร้องเรียนให้ตรวจสอบทั้งโครงการในอดีตและปัจจุบัน โดยบางโครงการมีชื่อรัฐมนตรีในรัฐบาลปัจจุบันเกี่ยวข้องด้วย นายพิสิษฐ์ตอบว่า ทุกอย่างว่ากันตามหลักฐานและข้อเท็จจริง จะไม่เอาเรื่องเหล่านี้มาเป็นข้อจำกัด

โพลจี้จัด ครม.สัญจร 3 จ.ชายแดนใต้

วันเดียวกัน สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนทั่วประเทศ จำนวน 1,204 คน สำรวจระหว่างวันที่ 19-23 ก.ย.ที่ผ่านมา เรื่องประชาชนคิดอย่างไรกับ ครม.สัญจร ที่ จ.สุพรรณบุรี และ จ.พระนครศรีอยุธยา ร้อยละ 72.92 ระบุเป็นกิจกรรมที่ดี นายกฯใกล้ชิดประชาชน ร้อยละ 71.26 กระตุ้นให้ข้าราชการในพื้นที่และผู้ที่เกี่ยวข้องเร่งทำงาน และร้อยละ 64.62 บรรยากาศคึกคัก กระตุ้นเศรษฐกิจ เมื่อถามถึงกรณีนักการเมืองจากพรรคชาติไทยพัฒนามาต้อนรับ คิดว่าทิศทางการเมืองไทยต่อจากนี้ไปจะเป็นอย่างไร ร้อยละ 67.94 ระบุน่าจะดีขึ้น แสดงให้เห็นถึงความร่วมมือที่ดี ร้อยละ 65.45 แต่ละพรรคมีการเตรียมพร้อมก่อนการเลือกตั้ง และร้อยละ 59.14 ยังมีความขัดแย้งเหมือนเดิม แก่งแย่งผลประโยชน์กัน เมื่อถามถึงสิ่งที่ประชาชนได้รับจากการจัด ครม.สัญจรครั้งนี้ พบว่าร้อยละ 68.52 ทำให้มีโอกาสพบปะพูดคุยกับนายกฯอย่างใกล้ชิด ร้อยละ 60.38 ได้เห็นถึงความตั้งใจของรัฐบาล ได้รู้นโยบายแนวทางการทำงาน การแก้ไขปัญหา และร้อยละ 53.99 เป็นการประชาสัมพันธ์พื้นที่และแหล่งท่องเที่ยวให้คนรู้จักมากขึ้น และเมื่อถามว่าตามกำหนดการจัด ครม.สัญจรครั้งต่อไปจะจัดขึ้นที่ อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี และหากจะมีการจัด ครม.สัญจรหลังจากนี้ ประชาชนอยากให้จัดที่ใด 3 อันดับแรก พบว่า ร้อยละ 59.63 จัดที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้ ร้อยละ 32.72 จ.เชียงใหม่ และร้อยละ 26.38 จ.อุดรธานี

กล้ำกลืนรัฐประหารยอมรับถ้าจำเป็น

ขณะที่สำนักวิจัยซูเปอร์โพล ชมรมขับเคลื่อนวิชาการเพื่อวิจัยความสุขชุมชน เผยผลสำรวจเรื่อง อดีตภาพ ก่อนยุค คสช. สำรวจเงื่อนไขประชาชน ทำไมไม่เอารัฐบาลจากการเลือกตั้ง กรณีศึกษาตัวอย่างประชาชนทุกสาขาอาชีพ จำนวน 1,194 ตัวอย่าง สำรวจระหว่างวันที่ 10-23 ก.ย.ที่ผ่านมา เมื่อถามถึงภาพเก่าในอดีตก่อนยุค คสช. ถึงเงื่อนไขประชาชนไม่เอารัฐบาลจากการเลือกตั้ง 5 อันดับแรก ร้อยละ 55.4 ระบุรัฐบาลในอดีตทุจริต คอร์รัปชัน ร้อยละ 44.1 เจ้าหน้าที่รัฐ ข้าราชการระดับสูง เอาใจเอื้อประโยชน์รัฐบาล แลกตำแหน่ง อำนาจและผลประโยชน์กัน ร้อยละ 41.6 นายกรัฐมนตรีในอดีตใช้อำนาจเอื้อประโยชน์ครอบครัว และพวกพ้อง ร้อยละ 39.9 แก้ไขกฎหมายเพื่อประโยชน์ตนเองและพวกพ้อง เอื้อประโยชน์ธุรกิจให้พ้นผิด นิรโทษกรรมสุดซอย และร้อยละ 37.3 รัฐบาล นักการเมือง เป็นต้นเหตุขัดแย้งแตกแยกในหมู่ประชาชนเสียเอง เมื่อถามถึงทัศนคติการสนับสนุนรัฐประหารในอดีต พบว่า ร้อยละ 58.5 สนับสนุนในเงื่อนไขที่จำเป็น ร้อยละ 36.8 ไม่สนับสนุนเลย และร้อยละ 4.7 สนับสนุนรัฐประหารโดยไม่มีเงื่อนไข

รบ.เร่งติดตั้งเครื่องรูดบัตรคนจน

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การใช้บัตรสวัสดิการแห่งรัฐ เพื่อช่วยเหลือผู้มีรายได้น้อย ที่จะเริ่มต้นในวันที่ 1 ต.ค. รัฐบาลได้เร่งติดตั้งเครื่องรูดบัตรอิเล็กทรอนิกส์ (อีดีซี) ในส่วนของโครงการร้านธงฟ้าประชารัฐติดตั้งแล้ว 3,000 แห่งทั่วประเทศ และมีเป้าหมายติดตั้งให้ได้ถึง 5,700 ร้านค้าภายในต้นเดือน ต.ค.60 ส่วนจุดที่ยังติดตั้งไม่ทัน กระทรวงพาณิชย์ได้เตรียมรถโมบายเคลื่อนที่ 200 คัน ที่ติดตั้งเครื่องรูดบัตรออกไปให้แก่ประชาชน ส่วนของรถโดยสารของขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.) ได้ติดตั้งระบบบัตรโดยสารอิเล็กทรอนิกส์ (E-Ticket) แล้วเช่นกันในรถโดยสารธรรมดา 200 คัน และจะทยอยติดตั้งให้ครบ 800 คัน ให้ครอบคลุมพื้นที่ กทม.และปริมณฑล ซึ่งรถที่ร่วมโครงการจะติดสติกเกอร์สีเขียวข้อความว่า “รถคันนี้ใช้ระบบเก็บเงินอัตโนมัติ” ส่วนผู้ที่ลงทะเบียนใน 7 จังหวัด ได้แก่ กทม. นนทบุรี ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ นครปฐม และสมุทรสาคร จำนวน 1.3 ล้านคน จะได้รับบัตรในวันที่ 17 ต.ค.60 เนื่องจากรัฐต้องบรรจุข้อมูลระบบตั๋วร่วม เชื่อมโยงการเดินทางด้วยรถโดยสาร ขสมก. รถไฟฟ้าทั้งบนดินและใต้ดิน และนายกฯกำชับหน่วยงานต้องเตรียมการรองรับที่รัดกุม นำข้อบกพร่องปรับปรุงทุกเดือน

เผยขั้นตอนบังคับคดีพันธมิตร

นายธนกฤต วรธนัชชากุล อัยการจังหวัดประจำสำนักงานอัยการสูงสุด คณะกรรมการแก้ไขกฎหมาย ป.วิแพ่ง เปิดเผยถึงกรณีการบังคับคดีแพ่ง หลังศาลฎีกายกคำร้องของแกนนำพันธมิตร 13 คน ขอขยายระยะเวลาฎีกาในคดีปิดสนามบินดอนเมืองและสนามบินสุวรรณภูมิ ที่ให้ชดใช้ค่าเสียหายให้แก่บริษัทท่าอากาศยานไทย 522 ล้านบาทเศษ พร้อมดอกเบี้ยร้อยละ 7.5 ว่า หลังจากศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษา กฎหมายวิธีพิจารณาความแพ่ง ศาลจะออกคำบังคับให้ลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 13 คน ปฏิบัติตามคำพิพากษาภายในระยะเวลาและตามเงื่อนไขที่ศาลกำหนด ซึ่งปกติศาลจะให้เวลาในการปฏิบัติตามคำบังคับ 30 วัน โดยหลังจากที่ศาลออกคำบังคับแล้ว หากลูกหนี้ตามคำพิพากษาไม่ปฏิบัติตาม ทอท.ในฐานะเจ้าหนี้ตามคำพิพากษาก็จะต้องร้องขอต่อศาลให้มีการบังคับคดีโดยวิธียึดทรัพย์สิน อายัดสิทธิเรียกร้องหรือบังคับคดีโดยวิธีอื่น ภายใน 10 ปี นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา และถ้าศาลเห็นว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษาทราบคำบังคับแล้วแต่ไม่ชำระหนี้ตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ในคำบังคับ ศาลจะออกหมายบังคับคดีตั้งเจ้าพนักงานบังคับคดี และแจ้งให้เจ้าพนักงานบังคับคดีทราบเพื่อดำเนินการตามที่กำหนดไว้ในหมายบังคับคดี

มีสิทธิตรวจค้นสถานที่ เปิดตู้เซฟ

นายธนกฤตกล่าวว่า ในการสืบหาทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาทั้ง 13 คนนั้น หาก ทอท. เจ้าหนี้ตามคำพิพากษามีเหตุอันควรเชื่อว่าลูกหนี้ตามคำพิพากษามีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดีมากกว่าที่ตนทราบ หรือมีทรัพย์สินที่จะต้องถูกบังคับคดี แต่ไม่ทราบว่าทรัพย์สินนั้นอยู่หรือเก็บไว้ที่ใด หรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าทรัพย์สินใดเป็นของลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือไม่ ทอท.มีสิทธิตาม ป.วิ.พ. มาตรา 277 ที่จะยื่นคำขอฝ่ายเดียวโดยทำเป็นคำร้องเพื่อให้ศาลทำการไต่สวนได้ ซึ่งถ้าศาลเห็นสมควร ศาลมีอำนาจออกหมายเรียกลูกหนี้ตามคำพิพากษาหรือบุคคลอื่นที่เชื่อว่าจะให้ถ้อยคำอันจะเป็นประโยชน์มาศาล เพื่อทำการไต่สวนในเรื่องทรัพย์สินของลูกหนี้ตามคำพิพากษาได้ นอกจากนี้ ตาม ป.วิ.พ. มาตรา 282 ให้อำนาจเจ้าพนักงานบังคับคดีในการค้นสถานที่และตรวจสอบและยึดบัญชี เอกสาร จดหมาย หรือวัตถุอื่นใดอันเกี่ยวกับทรัพย์สินหรือกิจการของลูกหนี้ตามคำพิพากษามาเพื่อตรวจสอบ และมีอำนาจเปิดสถานที่รวมทั้งตู้นิรภัย ตู้ หรือที่เก็บของอื่นๆได้ด้วย