วันพุธที่ 18 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ปชป.สวน 'เต้น' ยัน 'มาร์ค-สุเทพ' ใช้อำนาจตามหน้าที่ สลายม็อบแดง ปี 53

"ราเมศ" ตั้งกระทู้ถาม นายกฯ วัณโรคระบาดในเรือนจำ จี้เร่งหามาตรการป้องกัน เปิดคำพิพากษาศาลฎีกาจับโกหก "เต้น" ใส่ร้าย "อภิสิทธิ์-สุเทพ" สวนเจ็บ ยกคำพิพากษาคดีฟ้อง "ธาริต" ศาลชี้ชัดปี 53 มีคนชุดดำใช้อาวุธ

เมื่อวันที่ 24 ก.ย. 60 ที่พรรคประชาธิปัตย์ นายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แถลงตั้งกระทู้ถาม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. ถึงกรณีการแพร่ระบาดของเชื้อวัณโรคในเรือนจำที่ไม่ได้รับการดูแล ทั้งที่มีสิทธิความเป็นมนุษย์ในการเข้าถึงกระบวนการรักษาโรค และได้รับการป้องกันโรคจากภาครัฐ ซึ่งญาติพี่น้องคาดหวังให้คนเหล่านี้ออกมาใช้ชีวิตตามสังคมปกติ จึงเป็นเรื่องสิทธิมนุษยชนที่รัฐบาลต้องดูแล ควบคุมและป้องกันเชื้อวัณโรค เพราะเกือบทุกเรือนจำมีผู้ติดเชื้อวัณโรค โดยพบว่าเรือนจำที่จังหวัดนครราชสีมาและอ่างทอง มีนักโทษติดเชื้อวัณโรคราวร้อยละ 70 และที่จังหวัดอ่างทองถึงขนาดผู้พิพากษาต้องสั่งให้มีการเปิดประตูและหน้าต่างในการพิจารณาคดี โดยต้องใส่หน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแพร่เชื้อวัณโรค จึงขอถามไปยังนายกรัฐมนตรีว่าเคยได้รับรายงานจากกระทรวงยุติธรรม และกรมราชทัณฑ์บ้างหรือไม่ ทั้งนี้ ขอเรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งหามาตรการปกป้องบุคลากรในกระบวนการยุติธรรม และดูแลผู้ต้องหาในเรือนจำด้วย

นอกจากนี้ นายราเมศ ยังกล่าวตอบโต้ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ แกนนำ นปช. กรณีที่เรียกร้องให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.ยกคดีสลายการชุมนุมคนเสื้อแดงปี 2553 ขึ้นมาดำเนินคดีใหม่ โดยอ้างถึงคำพิพากษาศาลฎีกา ที่ไม่ตรงตามความเป็นจริงเพื่อใส่ร้าย นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกฯ และ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี ว่า เป็นความพยายามทำลายใส่ร้ายหวังผลทางการเมือง เพื่อสร้างราคาให้กับตัวนายณัฐวุฒิเอง เพราะรู้ว่าจะตกอยู่ในที่นั่งลำบาก หลังจากเอาตัวรอดจากทุกเหตุการณ์ ทำให้เพื่อนฝูงรู้ธาตุแท้จนไร้คนคบหา ซึ่งนายณัฐวุฒิได้อ้างคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 4288-4289/2560 ฉบับลงวันที่ 26 มิ.ย. 2560 คดีที่พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้อง นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ทั้งที่คดีนี้ศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และศาลฎีกาได้ยกฟ้องทั้ง 3 ศาล แต่นายณัฐวุฒิ ยังกล้าบิดเบือนคำพิพากษาศาลว่า ศาลฎีกาชี้ว่าเจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงเป็นคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ ทั้งที่คดีไม่มีการสืบพยาน ตามคำพิพากษาในหน้าที่ 7 เพราะศาลวินิจฉัยว่า

"คดีนี้เป็นอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช.ที่จะพิจารณา จึงให้ยกฟ้อง ตามที่คำพิพากษาศาลฎีกาหน้า 14 ระบุชัดว่า เมื่อเป็นปัญหาข้อกฎหมาย ศาลได้วินิจฉัยแล้ว ไม่จำเป็นต้องวินิจฉัยในข้ออื่น ในคำพิพากษาของศาลฎีกาไม่มีส่วนใดระบุว่า เจ้าหน้าที่ใช้กระสุนจริงเป็นคำสั่งของนายอภิสิทธิ์ ตามที่นายณัฐวุฒิ กล่าวหาโดยการโกหกบิดเบือนข้อเท็จจริง" นายราเมศ กล่าว 

นายราเมศ กล่าวต่อว่า นอกจากนายณัฐวุฒิจะบิดเบือดความจริงโดยกล่าวร้ายโกหกแล้ว ยังมีข้อเท็จจริงอีกคดีที่ศาลฎีกาตัดสิน มีคำพิพากษาศาลฎีกาที่ 1699/2560 ในคดีที่ นายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ยื่นฟ้อง นายธาริต เพ็งดิษฐ์ อดีตอธิบดีดีเอสไอ ที่เป็นผู้ฟ้องนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ ในข้อหาสั่งฆ่าประชาชนโดยมิชอบ ในความผิดตาม มาตรา 157 และ มาตรา 200 กรณีความผิดต่อหน้าที่ในกระบวนการยุติธรรม ซึ่งมีการนำสืบทั้งพยานบุคคล และพยานเอกสารกว่า 60 ฉบับ มีคำพิพากษาศาลฎีการะบุในหน้าที่ 9 ว่า "มีชายชุดดำใช้อาวุธปืนปะปนอยู่ในกลุ่ม นปช. และซุ่มอยู่บนอาคารในบริเวณดังกล่าวโดยมีการยิงเครื่องยิงลูกระเบิด เอ็ม 79 จากกองกำลังไม่ทราบฝ่าย ทำให้มีเจ้าหน้าที่ทหารและพลเรือนเสียชีวิต และได้รับบาดเจ็บเป็นจำนวนมาก" นี่ต่างหากที่เป็นความจริงที่ศาลฎีกามีคำวินิจฉัยระบุชัดเจนว่า มีชายชุดดำก่อเหตุใช้อาวุธปืนสงครามให้มีผู้เสียชีวิตและบาดเจ็บ ซึ่งทำให้ศาลฎีกาเห็นว่านายธาริตน่าจะทำผิด จึงให้มีการรับคำร้องของนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพไว้พิจารณาคดี และยังระบุในคำพิพากษาในหน้า 15 ว่า "มีการปะทะกันจนเป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตทั้งสองฝ่าย การชุมนุมมีกองกำลังติดอาวุธ คำสั่งของนายสุเทพเป็นการกำหนดแนวปฏิบัติของทหารให้เป็นไปตามสถานการณ์ ให้ใช้อาวุธได้ตามความจำเป็นเพื่อป้องกันชีวิตตนและผู้อื่น และการกระทำของทั้งนายอภิสิทธิ์และนายสุเทพ เป็นการปฏิบัติหน้าที่ราชการเพื่อให้เกิดความสสงบเรียบร้อย อันเป็นหน้าที่และความรับผิดชอบของบุคคลทั้งคู่" แสดงให้เห็นว่านายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ปฏิบัติโดยชอบตามกฎหมาย ไม่ได้ทำผิดตามที่นายณัฐวุฒิได้พยายามใส่ร้ายโจมตี จึงขอให้ยุติการใส่ร้ายโกหก บิดเบือนความจริงได้แล้ว