วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

เหตุเกิดในสตง.

ปรากฏเป็นข่าวสืบเนื่อง ต่อกรณีที่ กรพจน์ อัศวินวิจิตร ได้ลาออกจากตำแหน่งคณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค.ที่ผ่านมา ทำให้ คตง.เหลือคณะกรรมการแค่ 4 คน โดยตามคำสั่งของ คสช. ที่กำหนดว่า หาก คตง.มีจำนวนน้อยกว่า 5 คนให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ทันที และตามที่ พิศิษฐ์ ลีลาวชิโรภาส ผู้ว่าการ สตง. ได้ออกมาระบุว่า คตง.หยุดปฏิบัติหน้าที่แล้วและในคำสั่งเปิดช่องให้ ผู้ว่าการ สตง.เป็นผู้ใช้อำนาจแทน เท่ากับว่า อำนาจทั้งหมดอยู่ที่ผู้ว่าการ สตง.แต่เพียงผู้เดียวจนกว่าจะครบวาระในวันนี้และทำหน้าที่รักษาการไปจนกว่าจะได้ คตง.ชุดใหม่

ในขณะเดียวกัน ชัยสิทธิ์ ตราชูธรรม ประธาน คตง. ได้ทำหนังสือถึง ประธานสภานิติบัญญัติแห่งชาติ สอบถามเรื่อง การลาออกของกรรมการต่อประธาน สนช. เป็นการลาออกที่ถูกต้องหรือไม่ ซึ่งมีหนังสือตอบมาว่า ประธาน สนช.ไม่มีหน้าที่และอำนาจในการพิจารณาเรื่องดังกล่าว ประธาน คตง.จึงสั่งให้มีการประชุมเพื่อหาทางออก ปรากฏว่า พิศิษฐ์ ในฐานะผู้ว่าการ สตง. ไม่ยอมเรียกประชุม โดยอ้างว่าการลาออกของกรรมการ คตง. ไม่มีแบบพิธีกำหนดไว้ ดังนั้น การแสดงเจตนาลาออกก็มีผลแล้ว เนื่องจากประธาน สนช. เป็นผู้รับสนองการแต่งตั้ง คตง.

อย่างไรก็ตาม ที่ประชุม คตง.จำนวน 4 คนได้มีมติและบันทึกการประชุมไว้ด้วยว่า เมื่ออ้างอิงตาม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญ
ว่าด้วยการตรวจเงิน พ.ศ.2542 ตามมาตรา 5 วรรคแรก กำหนดให้ประธาน คตง. ทำหน้าที่รักษาการและมีอำนาจในการออกประกาศหรือระเบียบตามความเห็นของ คตง.และไม่มีกฎหมายใดบัญญัติให้ คตง.ยื่นลาออกต่อประธาน สนช. โดยตามระเบียบทั่วไปต้องลาออกกับ ประธาน คตง. ดังนั้น การลาออกของ กรพจน์ จึงไม่ถูกต้อง การทำหน้าที่ของ คตง.ยังต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไป

ผู้ว่าการ สตง.จึงไม่อาจทำหน้าที่แทนได้

เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นอยู่ในเวลานี้จึงส่งผลต่อการทำหน้าที่ของ คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินโดยตรง โดยเฉพาะความเชื่อมั่นและความถูกต้องชอบธรรมในการปฏิบัติหน้าที่

การใช้หลักนิติธรรมมากำกับ ตามข้อเท็จจริงแล้วก็ไม่ควรให้ คำสั่งหรือการใช้อำนาจขององค์กรทั้งหมดไปอยู่ในมือ ใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าจะให้อำนาจการตัดสินใจทั้งหมดไปอยู่ที่ ผู้ว่าการ สตง. เพียงคนเดียว ก็เป็นเรื่องที่ไม่ถูกต้องอยู่แล้ว

อำนาจหน้าที่ของ สตง. และ คตง. ไม่สามารถชี้ผิดชี้ถูก หรือการันตีความบริสุทธิ์ของใครได้ด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้น จึงควรเป็นเหตุที่จะทบทวนอำนาจหน้าที่การทำงานของ สตง. และ คตง.ใหม่ทั้งระบบด้วย

การให้อำนาจอยู่ในมือบุคคลใดหรือองค์กรใดเพียงลำพัง จะกลายเป็นดาบสองคมทันที ความผิดพลาดที่เที่ยวไปตัดสินใครต่อใคร ก่อนที่จะมีคำวินิจฉัยจากกระบวนการยุติธรรม ใครจะรับผิดชอบ

ความไม่ชอบมาพากลในเรื่องเหล่านี้ คงต้องมีคำตอบต่อการทำหน้าที่ของ คตง. และผู้ว่าการ สตง. ความขัดแย้งในหน่วยงาน ความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานที่เกิดขึ้น

ทำลายระบบการตรวจสอบโดยสิ้นเชิง.

หมัดเหล็ก
mudlek@thairath.co.th