วันจันทร์ที่ 23 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ประชาธิปไตยครึ่งใบ กับเงื่อนไขสำคัญที่สุด

โดย ซูม

เมื่อวันศุกร์ที่แล้วผมเขียนทบทวนความหลัง โดยพยายามโยงการเมืองกับการพัฒนาเศรษฐกิจสังคมเข้าด้วยกันในช่วงเวลา 50 กว่าปี ได้ข้อสรุปที่แม้จะยังไม่ฟันธง แต่ก็ค่อนข้างทิ้งน้ำหนักไปในทางเลือกที่เรียกกันว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” มากที่สุด

เพราะดูแล้วว่า “เผด็จการเต็มใบ” อย่างในยุค จอมพลสฤษดิ์ แม้จะมีจุดดีในแง่การพัฒนาประเทศ วางแผนอะไรไว้ทำได้เกือบหมด แต่ก็มีจุดเสียที่ใหญ่หลวงคือ การ “คอร์รัปชัน” อย่างหนัก ในหลายๆระดับ

พอมาถึงช่วง “ประชาธิปไตยเต็มใบ” ก็เต็มไปด้วยการขัดแย้งเพราะต่างฝ่ายต่างก็ใช้สิทธิใช้เสียงเต็มที่ มีการเดินขบวน มีการประท้วงจนเกิดความวุ่นวายหลายครั้งหลายหน

การพัฒนาประเทศชาติก็เลยติดขัด หรือแทบจะถอยหลังด้วยซํ้า

กลายเป็นว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” คือ ยังมีการเลือกตั้งให้ประชาชนได้ใช้สิทธิใช้เสียง แต่ก็ไปเปิดทางออก ให้คนนอก เข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้ อย่างเช่น ยุคของป๋าเปรมนั้น สามารถลงหลักปักฐานด้านพัฒนาประเทศได้อย่างเป็นกอบเป็นกำ

ซึ่งถ้าดูจากบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญฉบับ 2560 ก็คงจะไปในแนวนี้แหละคือ ออกแบบไว้สำหรับประชาธิปไตยครึ่งใบที่ “คนนอก” ที่มีศูนย์อำนาจสนับสนุน จะมีโอกาสเข้ามาเป็นนายกรัฐมนตรีได้

ทำให้ต้องย้อนหลังกลับไปมองอีกว่า ในช่วง “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” สมัยป๋าเปรมนั้นมีปัจจัยอะไรบ้างที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จ

ผมพบว่าข้อแรกเลยก็คือ ตัวผู้นำหรือป๋าเปรมนั้นเองที่มีคุณสมบัติที่เหมาะสมกับสถานการณ์ในขณะนั้นอย่างครบถ้วน

เริ่มจากมีฐานอำนาจสนับสนุนจากกองทัพอย่างเข้มแข็งและมีบารมีพอที่จะทำให้ใครก็ตามที่ไม่สนับสนุนหรือต่อต้าน ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้

ขณะเดียวกัน ท่านก็เป็นนักประชาธิปไตย ยอมรับในการวิพากษ์ วิจารณ์ ยอมอดทน ฟังเสียงวิพากษ์วิจารณ์ ซึ่งบางครั้งก็รุนแรงและไร้เหตุผลตามแบบฉบับการเมืองไทย แต่ท่านก็ไม่แสดงความโกรธออกมาให้เห็น

ให้เกียรติคำว่า “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ซึ่งแปลว่า จะต้องครึ่งมาทางประชาธิปไตย มิใช่ครึ่งไปทางเผด็จการจนกลายเป็น “เผด็จการครึ่งใบ” ซึ่งก็เคยเกิดขึ้นบ่อยๆในการเมืองยุคเก่า

ป๋าเปรมท่านเข้ามาในฐานะ“ประชาธิปไตยครึ่งใบ” โดยแท้ มิใช่ “เผด็จการครึ่งใบ” อย่างที่เคยเกิดขึ้นบ่อยๆในการเมืองยุคเก่าๆ

ท่านจึงยอมอดทนแม้จะถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักบ้างเบาบ้างโดยตลอดในช่วงที่อยู่ในตำแหน่ง

ในส่วนของการบริหารบ้านเมืองนั้นก็จำเป็นจะต้องบริหารและจัดการให้สมดุลระหว่าง “เทคโนแครต” หรือข้าราชการ วิชาการที่จะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนประเทศไปข้างหน้า กับ “นักการเมือง” จากพรรคการเมืองต่างๆที่มาร่วมเป็นรัฐบาล

เพราะนักการเมืองไม่ว่าอย่างไรก็ยังเป็นนักการเมืองที่มีความต้องการ มีวัตถุประสงค์บางอย่างบางประการที่จะทำให้ได้เสียงให้ได้คะแนนนิยมสู่พรรคของตนอยู่เสมอ เป็นเหตุให้หลายๆโครงการพัฒนาที่เสนอโดยฝ่ายการเมืองมักจะขัดกับความเห็นของเทคโนแครต

ในประเด็นนี้ป๋าเปรมท่านบริหารจัดการได้อย่างดีเยี่ยม มีการยอมให้โครงการที่พอเป็นประโยชน์และไม่ทำความเสียหายมากนักของฝ่ายการเมืองได้ผ่านออกไปบ้าง

ดังนั้น เงื่อนไขความสำเร็จของ “ประชาธิปไตยครึ่งใบ” ข้อแรกที่สุดและสำคัญที่สุดก็คือ ตัว “ผู้นำ” ที่มาจากคนนอกนี่แหละ อย่างอื่นแม้สำคัญแต่ก็จะรองๆลงไป

เมื่อมองจากเงื่อนไขนี้ผมจึงออกจะหนักใจอยู่ไม่น้อยว่า จะมีใครมาเป็นผู้นำที่บริหารประเทศในระบอบประชาธิปไตยครึ่งใบได้อย่างราบรื่น และเป็นผลให้ประเทศเดินไปข้างหน้าได้อย่างป๋าเปรมหรือไม่?

เพราะว่าที่ผู้นำที่มองเห็นตัวอยู่ในขณะนี้อะไรๆก็ดีอยู่หรอก เสียแต่หงุดหงิดง่ายทะเลาะกับคนง่าย พอไปถึงยุคประชาธิปไตยครึ่งใบโดนวิพากษ์วิจารณ์หนักๆจะทนไหวหรือเปล่าก็ไม่รู้ซี?

ผมถึงไม่ฟันธงไงล่ะครับว่า ระบอบนี้จะเป็นทางออกที่ดีที่สุด ของประเทศ และใช้เพียงคำว่า “น่าจะ” ดีที่สุดเท่านั้นก็คงต้องทดลองใช้กันไปก่อนครับ เพราะบทเฉพาะกาลของรัฐธรรมนูญเขียนไว้แล้ว จะยังไงก็ต้องเดินต่อไป

ท่านที่มีโอกาสจะมาเป็นผู้นำ หากอ่านเจอข้อเขียนของผมวันนี้ก็กรุณาปรับตัวเองหันมาเป็นคนใจเย็น อดทน อดกลั้น สักครึ่งหนึ่งของป๋าเปรมก็น่าจะโอเคแล้วละครับ.


“ซูม”