วันเสาร์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ฟันธง!ลุ่มเจ้าพระยา ปีนี้รอด..น้ำไม่ท่วม

แม้สถานการณ์น้ำทั่วประเทศในขณะนี้จะอยู่ในภาวะปกติก็ตาม แต่ยังไม่สามารถที่จะไว้ใจได้ในทุกพื้นที่...มีการเฝ้าระวังตลอดเวลา ด้วยไม่สิ้นสุดฤดูฝน ยังมีฝนตกกระจายทั่วทุกภูมิภาค

และที่สำคัญ...ฝนจะเริ่มเคลื่อนตัวลงสู่ภาคกลางโดยเฉพาะลุ่มเจ้าพระยา

พื้นที่ “อู่ข้าวอู่น้ำ” และพื้นที่เศรษฐกิจของประเทศ...คาดว่าจะมีฝนตกหนักในเดือนกันยายนต่อเนื่องถึงเดือนตุลาคม หลังจากนั้นก็จะเคลื่อนลงสู่ภาคใต้ ในขณะที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน ภาคกลาง ก็จะเริ่มเข้าสู่ฤดูหนาวประมาณเดือนพฤศจิกายน...ในช่วงนี้อาจจะมีร่องมรสุมพัดผ่านมา โดยเฉพาะพายุไซโคลนจากมหาสมุทรอินเดีย

เมื่อครั้งเหตุการณ์มหาอุทกภัยปี 2554 ที่มีพายุพัดผ่านประเทศไทยหลายลูก ส่วนหนึ่งก็เป็นพายุที่เกิดในมหาสมุทรอินเดียช่วงปลายฤดูฝนเช่นกัน คำถามสำคัญมีว่า...ปีนี้เหตุการณ์จะเกิดซ้ำรอยปี 2554 หรือไม่?

สัญชัย เกตุวรชัย อธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า หลังจากน้ำท่วมใหญ่ในปี 2554 หน่วยงานต่างๆได้มีการบูรณาการร่วมกันป้องกันแก้ไขปัญหาน้ำท่วมไม่ให้เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก

“หลายพื้นที่ได้มีการสร้างคันกั้นน้ำในรูปแบบต่างๆเสร็จเรียบร้อยแล้ว โดยในส่วนของกรมชลประทานนั้นได้มีการสร้างคันกั้นน้ำ สร้างอาคารชลประทานเพื่อใช้ในการบริหารจัดการน้ำ ขุดลอกคลองต่างๆ กำจัดวัชพืชและผักตบชวา ตลอดจนปรับปรุงสิ่งกีดขวางทางน้ำอย่างต่อเนื่องเช่นเดียวกัน”

นอกจากนี้ยังได้มีการวางแผนบริหารจัดการน้ำให้เหมาะสม...สอดคล้องกับสถานการณ์ในปัจจุบัน โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยามีการวางแผนรับมือตั้งแต่พื้นที่ต้นน้ำ ได้มีการพร่องน้ำในเขื่อนขนาดใหญ่ในปริมาณ
ที่เหมาะสมเพื่อรองรับน้ำฝนที่จะตกหนัก ขณะนี้ 4 เขื่อนใหญ่ที่เป็น

“แหล่งน้ำต้นทุน” ของลุ่มเจ้าพระยา คือ เขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ มีปริมาณน้ำรวมกัน 15,610 ล้าน ลบ.ม.

คิดเป็นร้อยละ 63 ของปริมาณความจุในระดับกักเก็บ

ข้อมูล ณ วันที่ 11 กันยายน 2560 ยังสามารถรองรับปริมาณน้ำได้อีกถึง 9,261 ล้าน ลบ.ม. เพียงพอสำหรับรองรับปริมาณน้ำฝนที่ตกหนักในช่วงนี้...เพียงพอที่จะกักเก็บน้ำจำนวนมหาศาลได้

ยักย้ายไปยังพื้นที่กลางน้ำ...ได้มีความร่วมมือระหว่างกรมชลประทาน กองทัพภาคที่ 2 เกษตรกร และฝ่ายปกครองในการปรับปฏิทินการปลูกพืชใหม่ เพื่อใช้พื้นที่ลุ่มต่ำเป็นแก้มลิงธรรมชาติตามนโยบายของ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่ให้นำ “ศาสตร์พระราชา” มาใช้ป้องกันแก้ปัญหา

พื้นที่เหนือจังหวัดนครสวรรค์ กรมชลประทานได้ดำเนินโครงการ “บริหารจัดการน้ำแบบประชาชนมีส่วนร่วมในพื้นที่ทุ่งหน่วงน้ำบางระกำ” หรือ “บางระกำโมเดล 60” ปรับเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีในพื้นที่ทุ่งบางระกำ ซึ่งเป็นพื้นที่ลุ่มต่ำน้ำท่วมเป็นประจำครอบคลุมพื้นที่ 2 จังหวัดคือ พิษณุโลก และสุโขทัย

จากเดิม...ที่ทำนาปีในเดือนสิงหาคม ตุลาคม เพราะต้องรอน้ำฝนก่อน ให้มาทำตั้งแต่เดือนเมษายน 2560 โดยจัดสรรน้ำมาจากเขื่อนสิริกิติ์ มาให้เพื่อให้สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ก่อนที่น้ำเหนือจะมา เมื่อเก็บเกี่ยวเสร็จแล้วก็จะใช้เป็นแก้มลิงธรรมชาติ รองรับน้ำในฤดูน้ำหลาก เพื่อลดผลกระทบจากอุทกภัยที่จะเกิดขึ้น

อีกทั้งยังเป็นการหน่วงน้ำ...รอการระบาย ไม่ให้เกิดผลกระทบกับลุ่มน้ำเจ้าพระยาตอนล่างได้อีกด้วย สัญชัย ย้ำว่า โครงการนี้ประสบผลสำเร็จตามเป้าหมาย เกษตรกรได้เก็บเกี่ยวข้าวไปแล้วทั้งหมด 265,000 ไร่ ก่อนที่น้ำเหนือจะไหลบ่าลงมา โดยไม่ได้รับความเสียหายเลย ขณะนี้กรมชลประทานเริ่มระบายน้ำจากแม่น้ำยมสายเก่าและแม่น้ำยมสายหลัก เข้าไปกักเก็บไว้เพื่อใช้เป็นแก้มลิงบ้างแล้ว จะสามารถเก็บกักน้ำได้สูงสุดถึง 400 ล้าน ลบ.ม.

“เราจะเก็บน้ำไว้สามถึงสี่เดือน ระหว่างนี้เกษตรกรจะมีรายได้เสริมจากการทำอาชีพประมงซึ่งเป็นวิถีชีวิตของคนในพื้นที่ลุ่มต่ำ และการปล่อยน้ำให้ท่วมนาในช่วงนี้จะทำให้ปลาชุกชุมมากเป็นพิเศษ เพราะเมล็ดข้าวที่ร่วงอยู่ในนาหรือเกิดขึ้นมาใหม่จะเป็นอาหารอย่างดีของปลา”

สำหรับพื้นที่ใต้จังหวัดนครสวรรค์ลงมาก็ดำเนินการในลักษณะเดียวกัน โดยได้ปรับเปลี่ยนปฏิทินการทำนาปีของเกษตรกรในพื้นที่ลุ่มต่ำ มีพื้นที่รวม 1.15 ล้านไร่ ครอบคลุมจังหวัดนครสวรรค์ ชัยนาท สิงห์บุรี อ่างทอง ลพบุรี พระนครศรีอยุธยา สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี โดยให้เริ่มทำนาปีตั้งแต่เดือนพฤษภาคม 2560 ขณะนี้พื้นที่ส่วนใหญ่เก็บเกี่ยวแล้ว หลังจากนั้นจะใช้เป็นพื้นที่แก้มลิงธรรมชาติเพื่อรองรับน้ำได้ถึง 1,500 ล้านลูกบาศก์เมตร

“การใช้พื้นที่ลุ่มต่ำมาเป็นแก้มลิงธรรมชาตินอกจากจะลดความเสี่ยงที่ผลผลิตข้าวจะได้รับความเสียหายแล้ว ยังช่วยรัฐประหยัดงบประมาณในการจ่ายค่าชดเชยความเสียหายจากน้ำท่วม ลดความเสียหายที่จะเกิดขึ้นต่อเศรษฐกิจ ทรัพย์สิน หรือแม้แต่ชีวิต อีกทั้งน้ำที่เก็บกักไว้ยังนำมาบริหารจัดการให้เกิดประโยชน์สูงสุดได้อีก”

คราวนี้ก็มาถึงพื้นที่ปลายน้ำ พงศ์ศักดิ์ อรุณวิจิตรสกุล ผู้อำนวยการสำนักงานชลประทานที่ 11 กรมชลประทาน รับผิดชอบพื้นที่ปริมณฑลโดยรอบกรุงเทพมหานคร...จังหวัดนนทบุรี ปทุมธานี สมุทรปราการ และสมุทรสาคร เสริมว่า ขณะนี้สถานการณ์ในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยาในช่วงปลายน้ำยังไม่วิกฤติ

ปริมาณน้ำในแม่น้ำเจ้าพระยาก่อนที่จะไหลลงเข้าสู่เขตกรุงเทพฯ ณ สถานีวัดน้ำบางไทร ยังอยู่ในเกณฑ์ปกติ ล่าสุด...อัตราการไหลเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 1,736 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที ยังต่ำกว่าเกณฑ์วิกฤติคือ 3,000–3,500 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที

“เราได้ใช้โอกาสนี้...พร่องน้ำในคลองทุกคลองที่อยู่ในเขตปริมณฑล ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม...ปลอดภัย เร่งระบายออกสู่อ่าวไทยผ่านคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ ผ่านทางแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำท่าจีน แม่น้ำแม่กลอง ทั้งยังได้ผันไปยังแม่น้ำนครนายก...แม่น้ำบางปะกง เพื่อลงสู่อ่าวไทยอีกเส้นทางหนึ่งด้วย”

พุ่งเป้าไปที่การระบายน้ำออกสู่ทะเลผ่านทาง “คลองระบายน้ำสุวรรณภูมิ” โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สามารถระบายน้ำได้ถึง 100 ลบ.ม.ต่อวินาที โดยใช้เครื่องสูบน้ำขนาดใหญ่ที่สุดในประเทศ มีขนาดกำลังการสูบเครื่องละ 25 ลบ.ม.ต่อวินาที จำนวน 4 เครื่อง สูบน้ำจากคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิไปยังสะพานระบายน้ำข้ามถนนสุขุมวิท (สายเก่า) ...และคลองชายทะเล ออกสู่ทะเล ที่ ต.บางปู อ.เมือง จ.สมุทรปราการ

เมื่อครั้งน้ำท่วมใหญ่เมื่อปี 2554 จะเห็นได้ว่าพื้นที่จังหวัดสมุทรปราการแทบไม่ได้รับผลกระทบเลย เนื่องจากมีคลองระบายน้ำสุวรรณภูมิช่วยในการระบายน้ำ

การแก้ปัญหาน้ำท่วมลุ่มเจ้าพระยาในอนาคตอย่างยั่งยืนนั้น สมเกียรติ ประจำวงษ์ รองอธิบดีกรมชลประทาน บอกว่า กรมชลประทานได้น้อมนำ “ศาสตร์พระราชา” ในเรื่องแก้มลิงมาขยายผล โดยได้ทำการศึกษาความเหมาะสมและผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) โครงการแก้มลิงพื้นที่ลุ่มต่ำเหนือจังหวัดนครสวรรค์

ภายใต้การมีส่วนร่วมของประชาชนในพื้นที่ และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ผลสรุปว่า...โครงการแก้มลิงนี้จะประกอบด้วยพื้นที่แก้มลิงย่อยทั้งหมด 69 แห่ง ในเขตจังหวัดสุโขทัย พิษณุโลก พิจิตร นครสวรรค์ ครอบคลุมพื้นที่ 153 ตำบล 24 อำเภอ...สามารถเก็บกักน้ำไว้ชั่วคราว เพื่อรอการระบายได้กว่า 2,000 ล้านลูกบาศก์เมตร

ประมาณการไว้ว่าจะใช้งบประมาณในการลงทุนทั้งหมดเกือบ 30,000 ล้านบาท

น่าสนใจว่า...ถ้าโครงการนี้สำเร็จนอกจากจะช่วยแก้ปัญหาน้ำท่วมในพื้นที่ลุ่มเจ้าพระยา...เนื่องจากสามารถตัดยอดน้ำเหนือที่จะไหลบ่าลงมาเก็บกักไว้ได้ปริมาณมหาศาลแล้ว ยังทำให้มีปริมาณน้ำต้นทุนสามารถเก็บไว้ใช้ประโยชน์ได้มากกว่าปริมาณน้ำในเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์รวมกับเขื่อนแควน้อยบำรุงแดนอีกด้วย

มาตรการทั้งหมดนี้ยืนยันว่า “ปีนี้...น้ำจะไม่ท่วมลุ่มเจ้าพระยาเหมือนปี 2554 แน่นอน”...“ศาสตร์พระราชา”...ยุทธศาสตร์บริหารจัดการทรัพยากรน้ำ ปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับสถานการณ์อย่างยั่งยืน.