วันจันทร์ที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ตอกเสาเข็มฐานรากประเทศสู่เป้ากินดีอยู่ดี : ยึดหลักพระราชดำริ ร.9

การเมืองและเศรษฐกิจมีปฏิสัมพันธ์อย่างแน่นแฟ้น ชนิดไขว้ไปไขว้มา

บางครั้งสถานการณ์การเมืองอาจเป็นตัวชี้วัดเศรษฐกิจของประเทศ บางโอกาสเศรษฐกิจก็สามารถชี้นำทิศทางทางการเมืองได้เหมือนกัน

เศรษฐกิจโลกในภาพรวมในจังหวะนี้ ตามรายงานที่ประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้าและการพัฒนา (อังค์ถัด) ครั้งล่าสุดระบุว่า ฟื้นตัวอย่างค่อยเป็นค่อยไป และมีแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืน โดยการกระจายความเจริญ โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รวมถึงประเทศไทย

ขณะที่สภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยภายใต้การนำของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ถูกฝ่ายการเมืองออกมาวิพากษ์วิจารณ์ในทางลบ ขมวดปมเป็นประเด็นร้อนทิ่มใส่รัฐบาล โดยเฉพาะการแก้ปัญหาปากท้องไม่ได้ ล่าสุดถึงขั้นระบุว่า รัฐบาลอยู่ในช่วงขาลง ถึงเดินสายจัดประชุม ครม.สัญจร เพื่อกระตุกเรตติ้ง

ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไร นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกรัฐมนตรี ดูแลด้านเศรษฐกิจ ยืนยันรัฐบาลกำลังอยู่ในช่วงขาขึ้น ถ้าทำต่อเนื่องอีก 2 ปีก็ติดลมบน เป็นห่วงรัฐบาลชุดใหม่ที่เข้ามา จะไม่มีอะไรทำ

พร้อมเปิดใจกับ ทีมข่าวการเมือง ว่า รัฐบาลมีหน้าที่ดูแลประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนจน ซึ่งเป็นฐานรากที่สำคัญ เป็นสิ่งที่นายกรัฐมนตรีย้ำตลอดว่า “รัฐบาลต้องดูแลทุกคน โดยเฉพาะคนด้อยโอกาส”

ผมเกิดมารับรู้ได้เลยว่าคนจนเป็นอย่างไร คนค้าขายที่เบี้ยน้อยหอยน้อยเป็นอย่างไร ประเทศจะเติบโตไม่ได้หากสังคมมีคนจนเยอะแยะไปหมด

ขอให้เข้าใจว่าเราต้องการพัฒนาประเทศ โดยมีเป้าหมายหลักให้คนไทยมีมาตรฐานชีวิตที่มีความสุขมากขึ้น เป้าหมายการพัฒนาไม่ใช่จีดีพี (ผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ)

ในอดีตที่ผ่านมา 30-40 ปีเราเน้นการผลิตส่งออกเป็นตัวหลักในการสร้างจีดีพี พอเน้นการพัฒนาอาศัยการส่งออกมากเกินไป จีดีพีโต แต่คนจนก็ยังจนอยู่ บางทีมันไปไม่ถึงฐานราก ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของ ประเทศ เศรษฐกิจท้องถิ่นมันอ่อนแอ

นายกฯพูดชัดเจนว่า นโยบายจะต้องมีความสมดุล ระหว่างการโตจากภายนอกกับการโตจากภายใน

การโตจากภายใน พวกเรายึดหลักแนวพระราชดำริของในหลวงรัชกาลที่ 9 ต้องระเบิดจากภายใน เอาพื้นที่เป็นตัวตั้ง ทำให้สังคม ชุมชนแข็งแรงขึ้น ซึ่ง 2 ปีที่ผ่านมามีงบประมาณลงไปช่วยเหลือเศรษฐกิจฐานรากนับแสนล้านบาท เป็นการช่วยเหลือระยะสั้น

แถมยังมีนโยบายทำให้ฐานรากผลิตสินค้าที่มีมูลค่ามากขึ้น แต่การปฏิรูปภาคเกษตรรัฐบาลไม่สามารถทำได้ฝ่ายเดียว จึงผลักดันโครงการประชารัฐ มีทุกฝ่ายเข้ามาร่วม ภาคเอกชนเข้ามาช่วย เพื่อสร้างให้ฐานรากแข็งแรงและให้สร้างรายได้
ในอนาคตสินค้าเกษตรในหมู่บ้าน วิสาหกิจชุมชนจะขายผ่านอี-คอมเมิร์ซ ค้าขายผ่านออนไลน์เป็นส่วนใหญ่ไปทั่วโลก ถ้าอนาคตข้างหน้าคนไทยไม่รู้จักวิธีการขายออนไลน์ ไม่รู้จักการใช้ดิจิตอล เทคโนโลยี ก็จะทำการค้าไม่ได้เลย

ซึ่งรัฐบาลพยายามทำอยู่เพื่อช่วยประชาชนที่เป็นฐานรากของประเทศไทย

ล่าสุดยังมีบัตรสวัสดิการคนมีรายได้น้อย ใช้งบประมาณจำนวนมาก เพื่อให้เขามีชีวิตอยู่ให้ได้ก่อน เมื่ออยู่ได้แล้วก็ยกระดับให้แข็งแรง รัฐบาลทำไปมากกว่านั้นคือหาวิธีการแนะนำให้มีวิธีสร้างรายได้

ขณะเดียวกันยังได้ให้นโยบายคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ให้มุ่งหน้าอุตสาหกรรมใหญ่ที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของเกษตรครบวงจร ทำให้เกิดการสร้างงาน และรายได้ให้เกิดเกษตรกรเพิ่มขึ้น เพราะประชากรอยู่ในภาคเกษตรถึง 25 ล้านคน

ทีมการเมือง ถามว่า รัฐบาลทุกภาคเอกชนและฝ่ายต่างๆเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหาให้ประเทศ ทำไมไม่ทาบทามเพื่อนนักการเมืองให้เข้ามาช่วยบ้าง นายสมคิด บอกว่า ยินดีมากถ้านักการเมืองจะเข้ามาช่วย นักการเมืองทุกคนล้วนมีความรับผิดชอบในสิ่งเหล่านี้อยู่แล้ว

แต่รัฐบาลมีนโยบายและมาตรการฟื้นฟูเศรษฐกิจออกมาเยอะมาก ทำไมยังถูกฝ่ายตรงข้ามโจมตีจุดอ่อนในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ นายสมคิด บอกว่า จุดอ่อนของรัฐบาลไม่ใช่ด้านเศรษฐกิจ

เพราะเศรษฐกิจของประเทศไทยมันหยุดพัฒนามาเกือบ 10 ปีหลังจากที่มีการปฏิวัติปี 49 ขอให้ดูการเมืองไทย 10 ปีที่ผ่านมาเป็นอย่างไร จริงๆเราควรปฏิรูปประเทศเมื่อ 10 กว่าปีที่ผ่านมา เพราะพึ่งฟื้นจากวิกฤติต้มยำกุ้ง

เมืองไทยหยุดชะงัก การลงทุนโครง สร้างพื้นฐานใหญ่ๆหยุด ประเทศไทยต่ำสุดในบรรดาหลายๆประเทศ ขอให้ไปดูเลยในช่วงนั้นมีนโยบายอะไรใหม่ๆที่สร้างอนาคตชัดเจน และมีนโยบายอะไรที่ดูแลฐานรากของประเทศ

เข้าใจได้ว่าการเมืองในช่วงที่ผ่านมา มองว่ามันเป็นความจำเป็นทางการเมืองจะต้องตอบสนองความต้องการสั้นๆ เฉพาะหน้า เพื่อให้ได้คะแนนเสียง นโยบายอะไรที่ต้องทำแล้วอีก 5 ปีเห็นผลย่อมไม่มีเวลาที่จะทำ เพราะไม่ได้คะแนนเสียง

ขณะนั้นเราไม่มีโอกาสที่จะปฏิรูปประเทศ การปฏิรูปเป็นการทำเพื่อระยะยาว และยังโชคร้ายที่สังคมไม่สงบจนมาถึงวันนี้ ตอนนั้นไม่มีใครอยากให้มีการปฏิวัติ แต่ถ้าบ้านเมืองยังเป็นอย่างนั้นมันอยู่ไม่ได้ เหมือนที่ลี กวนยู อดีตนายกรัฐมนตรีสิงคโปร์คนแรก บอกว่า สังคมต้องมาก่อน ปัจจัยส่วนบุคคลค่อยตามมา เมื่อสังคมอยู่ไม่ได้คนไทยก็อยู่ไม่ได้ ประเทศอยู่ไม่ได้คุณจะเอาอะไรมากิน

“เหตุการณ์ที่เรียกร้องในช่วงนั้นอย่ามาพูดเลยว่ามันถูกหรือผิด เอาเป็นว่าอย่างไรก็มีการเลือกตั้งแน่นอน

ประเด็นคือเวลาที่มีอยู่จำกัดจะทำให้มันดีที่สุดแล้วก็ไปเลือกตั้งกัน มันอาจจะดีก็ได้ อาจจะเละก็ได้

แต่ตอนนี้เมื่อมีวิกฤติต้องเปลี่ยนให้เป็นโอกาส ปฏิรูปมันซะ เป็นสิ่งที่คนไทยจะต้องช่วยกัน”

ขณะเดียวกันในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา บังเอิญประเทศไทยเศรษฐกิจดีขึ้นสวนกระแสโลก ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกไม่ค่อยดี เอเชียกำลังเป็นจุดที่สนใจของนักลงทุน เงินไหลมาสู่เอเชียเยอะ และเศรษฐกิจในเอเชียหลายประเทศเริ่มชะลอตัว

แต่การเมืองในประเทศไทยมันนิ่ง ถ้าคุมความนิ่งเอาไว้ให้ได้ เงินลงทุนที่แท้จริงจะไปลงที่ภาคเศรษฐกิจจริง เพราะไทยได้เปรียบ เป็นศูนย์กลางของซัพพลาย เชน (การรวมเอาหัวใจสำคัญของกระบวนการทางธุรกิจ ตั้งแต่การแยกวัตถุดิบไปจนเสร็จสิ้นกระบวนการ)

ทั้งหมดต้องขอบคุณนายกฯที่เข้ามาแก้ปัญหาในช่วงเวลาไม่ปกติ ย่อมวางตัวลำบาก อยากให้กำลังใจและอดทน ถึงวันหนึ่งท่านอาจจะบอกว่า ดีแล้วที่กฎหมายเกี่ยวกับการเลือกตั้งออกมา ก็เลือกตั้งกันไป

โดยเฉพาะการที่นายกฯเข้ามาในจังหวะนี้ จะหาใครเข้ามาเป็นรัฐมนตรีทำงานด้วยก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ฉะนั้นจะต้องดึงคนรุ่นใหม่เข้ามาวงการเมือง และ การเมืองเป็นสิ่งที่ต้องช่วยกันแก้ไข ถ้าการเมืองไม่ดี ประเทศไทยจะไปไหนไม่ได้เลย ยิ่งถ้าคนดีหันหน้าหนีหมดแล้วมันจะเหลืออะไร

ผมโชคดีที่คิดอ่านอะไร ทั้งโครงการประชารัฐ โครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจภาคตะวันออก (อีอีซี) สตาร์ตอัพ ดิจิตอล ไทยแลนด์ นายกฯก็สนับสนุน สะท้อนให้เห็นว่าเข้าใจและเอาจริงต้องการแก้ไขปัญหาของประเทศ

บางคนบอกว่ายุทธศาสตร์ 20 ปีมันผูกมัดเกินไป ต้องเข้าใจว่ายุทธศาสตร์ชาติมีกรอบวางเอาไว้กว้างๆในแต่ละด้าน รายละเอียดข้างใน แผนการเป็นอย่างไร เป็นเรื่องของแต่ละรัฐบาลที่มีความคิดใหม่ๆออกมาต้องไปคิด ไม่ได้ไปห้าม และเมื่อถึงจุดหนึ่งอาจจะเพิ่มยุทธศาสตร์ชาติในด้านที่จำเป็นอีกก็ได้

ไม่ใช่ไปบอกว่ายุทธศาสตร์ไม่ดีบ้าง เป็นการสืบทอดอำนาจบ้าง มันไม่ใช่ เพราะไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ตามที่ทำไม่ดี ทำไม่ได้ผล มันไม่มีทางสืบทอดอำนาจได้อยู่แล้ว ประวัติศาสตร์การเมืองไทยบอกเอาไว้ชัดเจน

ทั้งหมดถึงได้ย้ำมาตลอดว่าการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ หัวใจอยู่ที่ความเชื่อมั่น เมื่อมีความเชื่อมั่นมันจะค่อยๆฟื้น ไม่ว่าการพัฒนาเศรษฐกิจ การวางแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ไม่ใช่ขับเคลื่อนแค่นโยบาย

แต่จะต้องประคับประคองจิตใจของคนไทยให้มีความเชื่อมั่น วันนี้คนไทยทุกคนต่างก็รักประเทศด้วยกัน

แต่ขอให้เอาเป้าหมายส่วนตัวเอาไว้ข้างหลังก่อน 2 ปี

ขอให้เอาเป้าหมายส่วนรวมมาก่อน ไม่เช่นนั้นประเทศจะไปไม่รอด

ถ้ารัฐบาลทำไม่ดีมันก็ไปไม่รอด ไม่ต้องไปไล่หรอก

แต่ถ้ารัฐบาลทำดี ไล่อย่างไรประชาชนก็ยังต้องการ.

ทีมการเมือง