วันศุกร์ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

คนการเมืองห่วง-ยื้อลต. ทำเศรษฐกิจฟุบ!

แนะทักษิณ-คสช. ให้ถอยคนละก้าว

สมาคมนักข่าวฯจัดสัมมนา “โรดแม็ปไทยไทย ไกลแค่ไหน หรือใกล้เลือกตั้ง” นักการเมืองยังกังขา “สุดารัตน์” บอกเดาลำบากไกลหรือใกล้ ห่วงยื้อเลือกตั้งกระทบ ศก.“อนุทิน” มัดคอมั่นใจ “บิ๊กตู่” ทำตามสัญญา ชำแหละ ส.ว.อุ้มนายกฯคนนอกไม่ประคองก็อยู่ไม่ได้ แนะดีที่สุด คสช.ตั้งพรรคลงสนาม “องอาจ” ยังมึนท่าที “นายกฯตู่” ขณะที่ “ปริญญา” ชี้ทางออกถอยคนละก้าว ให้ “ทักษิณ” ปล่อยมือเพื่อไทย-คสช.อย่าอาศัยมือ ส.ว. พท.กทม.เชียร์ “หญิงหน่อย” นำทัพ อ้างคุณสมบัติเหมาะเจาะอ่อนน้อมไม่ก้าวร้าว กรุงเทพโพลระบุขอปรองดองก่อนเลือกตั้ง เด็ก ปชป.สะกิด “สมคิด-อภิรดี” ตื่นจากฝัน ศก.ดี “มีชัย” ขยันนัดประชุมวันหยุดเร่งร่างกฎหมายลูก กรมการค้าต่างประเทศออกโรงโต้แทน “วีออร์แกนิก” “โจ้” แฉซ้ำมีคลิปเวียนเทียนขาย “เรืองไกร” ยันยื่นสอบเรือเหาะเป็นปมใหม่ “บิ๊กตู่” สั่งสอบโครงการ 9101 ตามรอยพ่อ ย้ำคดีเงินทอนวัดต้องชัดเจน ขณะที่ฝ่ายการเมืองยังหวาดระแวงและกังขาเกี่ยวกับกำหนดการการเลือกตั้งตามโรดแม็ปของพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.โดยเฉพาะการจัดทำ พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญเกี่ยวกับการเลือกตั้งที่มีกระแสวิพากษ์วิจารณ์หนาหู ส่อจะทำให้กำหนดการเลือกตั้งทอดเวลาออกไปอีก เนื่องจากไม่มีขั้นตอนที่ชัดเจนหากร่างกฎหมายลูกบางฉบับถูกตีตก ล่าสุดสมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย เชิญตัวแทนจาก
3 พรรคการเมืองออกมาสะท้อนมุมมองดังกล่าว

“สุดารัตน์” ห่วงยื้อเลือกตั้งกระทบ ศก.

เมื่อเวลา 09.30 น. วันที่ 23 ก.ย. ที่สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย มีการสัมมนา สาธารณะ “โรดแม็ปไทยไทย ไกลแค่ไหน หรือใกล้เลือกตั้ง” จัดโดยผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรผู้บริหารการสื่อสารมวลชน ด้านกิจการกระจายเสียงและกิจการโทรทัศน์ระดับสูง (บสส.) รุ่นที่ 7 สถาบันอิศรา มูลนิธิพัฒนาสื่อมวลชนแห่งประเทศไทย โดยมี คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ แกนนำพรรคเพื่อไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย นายองอาจ คล้ามไพบูลย์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายปริญญา เทวานฤมิตรกุล รองอธิการบดีฝ่ายบริหารและความยั่งยืน มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ทั้งนี้ คุณหญิงสุดารัตน์กล่าวว่า โรดแม็ปเริ่มขึ้นตั้งแต่ที่มีการรัฐประหารแล้วแต่เลื่อนมาโดยตลอด ส่วนตัวคาดเดาลำบากว่าการเลือกตั้งจะเป็นไปตามโรดแม็ปหรือไม่ ถ้าวันเลือกตั้งไม่ชัดจะส่งผลกระทบด้านเศรษฐกิจแน่นอน และถ้าไม่มีเลือกตั้งนักการเมืองไม่เดือดร้อนแต่ประชาชนจะเดือดร้อนมากกว่า ต้องกลับไปถามประชาชนว่าการแก้ไขปัญหาของประชาชน ภายใต้นักการเมืองที่มาจากการยึดอำนาจหรือภายใต้พรรคการเมืองที่มาจากประชาชน อะไรดีกว่ากัน

“อนุทิน” มั่นใจ “บิ๊กตู่” ทำตามสัญญา

ด้านนายอนุทินกล่าวว่า การเลือกตั้งจะมีช้าหรือเร็วไม่ได้อยู่ที่ คสช. รัฐบาล หรือ สนช. แต่อยู่ที่ประชาชน หากประชาชนทั้งประเทศมีฉันทานุมัติหรือความต้องการในทางใด อะไรก็ดึงไม่ได้ เชื่อว่าจะดึงโรดแม็ปอย่างไร ก็ทำได้ในระดับหนึ่ง หากถามในฐานะผู้บริหารพรรค ถ้าการเลือกตั้งไม่เกิดในปี 61 เลวร้ายที่สุดก็ต้องเกิดในปี 62 ถ้าเกิดหลังจากนี้ก็ตัวใครตัวมัน หากจะให้ดีที่สุดสำหรับประเทศไทยและเพื่อไม่ให้มีคำครหาก็น่าจะเกิดขึ้นในปี 61 เชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้า คสช.จะต้องรักษาโรดแม็ป เพราะเป็นคนให้สัญญา ตนมั่นใจในชายชาติทหารของท่าน ถ้ารักษาสัญญาไม่ได้จะโดนแรงกดดันขนาดไหน แต่ตนให้กำลังใจหัวหน้า คสช. และนายกฯ เพราะคือคนรับผิดชอบประเทศนี้คนเดียว คนที่เหลือไม่ได้ช่วยเหลืออะไรเท่าไหร่

แนะ คสช.ตั้งพรรคลงเลือกตั้ง

นายอนุทินกล่าวอีกว่า สำหรับคนที่เข้ามาในระบอบก็ควรที่จะอยู่ในระบอบแบบนี้ อย่าเป็นปลา 2 น้ำ อยู่ตรงนี้แล้วอย่าพยายามที่จะไปเล่นการเมืองในระบอบรัฐสภามันไม่ได้ ถ้ามาทำงานให้ พล.อ.ประยุทธ์ ก็ทำให้ครบวาระ แล้วก็เก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์เหมือนกับน้ำกร่อยปลาอยู่ไม่ได้ และเชื่อว่า พล.อ.ประยุทธ์ไม่ได้อยากสืบต่ออำนาจ แต่หากมีความจำเป็นรัฐธรรมนูญก็กำหนดเปิดไว้ ทุกอย่างวางแผนไม่ได้ แต่หลังวันเลือกตั้งต่างหากที่จะเป็นตัวกำหนด สำหรับสูตรที่จะให้ คสช. ไม่ว่าใครก็ตามมาเป็นนายกฯโดยให้ ส.ว. 250 คนอุ้มมา นั่นคือฝันร้ายตอนกลางวันที่สุด อุ้มมาแล้ววางหายเลย ไม่ประคองอยู่ไม่ได้ ดังนั้นตัวเลือกที่ดีที่สุดคือตั้งพรรคการเมืองมาแข่งกัน ทุกคนมีดี ทุกคนรักบ้านเมือง ประชาชนเลือกได้ ยอมรับได้ แต่ขอให้มาในระบบที่อธิบายได้ การเป็นนายกฯเป็นง่ายใครก็เป็นได้ แต่เป็นอย่างสง่างามเป็นที่น่านับถือหรือคิดให้ดี ใครๆก็ยอมรับ ขอให้มาในระบบที่มันพอได้

“องอาจ” ยังกังขาท่าที “นายกฯตู่”

นายองอาจกล่าวว่า ถ้าดูตามโรดแม็ปเชื่อว่าอาจมีการเลือกตั้งประมาณเดือน พ.ย.2561 แต่จะมีจริงๆหรือไม่ และหากประเทศไทยต้องการเดินสู่ประชาธิปไตย ก็จำเป็นต้องมีการเลือกตั้ง แต่ถ้าดูจากท่าทีของ พล.อ.ประยุทธ์ที่ออกมาพูดเกี่ยวกับเรื่องเลือกตั้งสามารถจับใจความประเด็นสำคัญได้หลายครั้ง แต่ครั้งสำคัญคือช่วงที่ออกมาตั้งคำถาม 4 ข้อว่า หากมีเลือกตั้งจะได้รัฐบาลที่มีธรรมาภิบาลหรือไม่ ถ้าไม่มีธรรมาภิบาลจะทำอย่างไร เป็นต้น ส่วนอีกประเด็นคือเรื่องปรองดอง เงื่อนไขนี้สำคัญ เนื่องจากคำว่าปรองดองในความหมายของ คสช.ตรงกับความหมายของนักการเมือง พรรคการเมือง หรือประชาชนในกี่มิติ ทำให้ยังไม่มีความชัดเจนว่าตกลงจะมีการเลือกตั้งเมื่อไหร่

“ปริญญา” ชี้ทางออกถอยคนละก้าว

นายปริญญากล่าวว่า นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธาน กรธ. ไม่ได้เขียนในรัฐธรรมนูญปี 2560 ว่า หากร่างกฎหมายลูกไม่เสร็จจะต้องทำอย่างไรต่อ สมมติตามที่หลายคนพูดว่า ถ้าหากไม่อยากให้มีการเลือกตั้งปี 61 ทำได้หรือไม่ ในเมื่อโรดแม็ปเขียนไว้หมดแล้ว ถ้าเป็น คสช. จะด้วยเจตนาดีต่อบ้านเมืองว่ายังไม่ปรองดองหรือต้องการอยู่ต่อก็ตาม คือการทำให้กฎหมายลูกไม่ผ่านสักฉบับจะทำให้โรดแม็ปขยับไปอีกราว 1 ปี ยิ่งถ้าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อแก้ไขจุดบกพร่องตรงนี้จะทำให้เขยิบเวลานานเข้าไปอีก การเลือกตั้งครั้งต่อไปเชื่อว่าจะไม่มีพรรคไหนได้เสียงข้างมาก หรือเกิน 376 เสียงอย่างแน่นอน เชื่อว่าการเมืองแบบไฮบริดคือ ส.ส.มาจากการเลือกตั้ง 500คน ส.ว.ผู้แทน คสช.อีก 250 คน สองระบบนี้จะตีคู่กันในการเมือง 5 ปีแรก สวนกันแบบนี้คิดว่า 5 ปีแรกจะดีหรือไม่ประชาชนก็แย่ ดังนั้นทางออกคือควรปล่อยให้ ส.ว.เป็นอิสระคิดด้วยตัวเองว่าควรโหวตใครเป็นนายกฯ ควรยกมือเพื่อบ้านเมืองอย่างไร ถ้าหากมีการถอยคนละก้าวนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ถอยจากพรรคเพื่อไทย ส่วน คสช.ถอยจาก ส.ว.เพื่อให้ทำหน้าที่แก่ปวงชน

ลูกข่ายชู “หญิงหน่อย” นำทัพ พท.

น.ต.ศิธา ทิวารี อดีต ส.ส.กทม.พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนอีสานโพลระบุประชาชนสนับสนุนให้คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ เป็นผู้นำพรรคเพื่อไทย ว่า ต้องเข้าใจว่าพรรคเพื่อไทยค่อนข้างจะแตกต่างจากพรรคอื่นที่หัวหน้าพรรคจะโดนตัดสิทธิ์ทางการเมืองมาตลอด ไม่ว่าจะเป็นนายทักษิณ ชินวัตร นายสมัคร สุนทรเวช นายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ จนมาถึง น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หากกลไกการเมืองในบ้านเรายังเป็นแบบนี้อาจจะลำบาก ส่วนคุณหญิงสุดารัตน์มีลักษณะของความประนีประนอมถือว่าเหมาะสมกับสถานการณ์ที่ต้องการความปรองดอง แต่ในส่วนกลุ่มอดีต ส.ส.กทม. ทุกคนเห็นพ้องกันว่าไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นผู้นำพรรค พวกเราพร้อมที่จะทำงานร่วมกับทุกคน แต่ขณะนี้ยังอีกไกลเพราะพรรคการเมืองยังไม่ได้รับการเปิดโอกาสให้ทำกิจกรรมทางการเมือง ทั้งนี้ผลโพลที่ออกมาก็ถือเป็นการสะท้อนว่าประชาชนต้องการให้พรรคเดินไปในทิศทางไหน

ชี้คุณสมบัติอ่อนน้อมไม่ก้าวร้าว

น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ อดีต รมว.เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร กล่าวว่า การที่คนอีสานเห็นว่าผู้นำจากพรรคเพื่อไทยเหมาะสมเป็นนายกฯคนต่อไปนั้นน่าจะมาจากการที่พรรคบริหารประเทศแก้ไขปัญหาต่างๆในทุกด้านได้อย่างมีประสิทธิภาพบนพื้นฐานการกินดีอยู่ดีของประชาชน ผลงานที่ผ่านมานำมาซึ่งความพอใจทำให้พรรคเพื่อไทยยังเป็นที่นิยม ส่วนที่ผลโพลบอกว่าคุณหญิงสุดารัตน์เหมาะเป็นหัวหน้าพรรคในการเลือกตั้งครั้งต่อไปนั้นคงเป็นเพราะคุณหญิงสุดารัตน์เป็นนักการเมืองอาวุโสของพรรคมีบุคลิกอ่อนน้อมถ่อมตนไม่ก้าวร้าว และเคยบริหารกระทรวงใหญ่ๆมาหลายกระทรวงและทุกกระทรวงก็ประสบความสำเร็จโดยเฉพาะบางนโยบายเป็นที่นิยมและยังใช้มาถึงปัจจุบัน เช่น 30 บาทรักษาทุกโรค จึงเป็นที่มาของผลสำรวจดังกล่าว

“สาธิต” ลั่นสั่งคว่ำ ก.ม.ลูกจะอยู่ยาก

นายสาธิต ปิตุเตชะ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า เรื่องการทำกฎหมายลูกโรดแม็ปการเลือกตั้งกับมิติของการเดินหน้าแก้ปัญหาเศรษฐกิจของรัฐบาลนั้นสอดคล้องกัน ถ้ารัฐบาลจะสร้างความเชื่อมั่นทั้งในและนอกประเทศ ไม่ใช่เรื่องยากที่จะรักษาคำมั่นสัญญาที่ให้ไว้ ทำตามขั้นตอนของกฎหมายและกรอบระยะเวลาตามโรดแม็ป ไม่เป็นศรีธนญชัย ทุกอย่างกำหนดไว้แล้วจะอ้างว่ากฎหมายไม่เสร็จหรือจะมีกระบวนการที่จะสร้างสถานการณ์ เงื่อนไขเพื่อไม่ให้มีเลือกตั้งไม่ได้ เช่นมีข่าวลือว่าจะไปล้ม พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการได้มาซึ่ง ส.ส.กันในช่วงท้ายของกรอบเวลาเป็นอย่างนั้นจริงสังคมจะเคลือบแคลงเพราะ สนช.กับ กรธ.ในฐานะผู้ร่าง ประสานกันได้อยู่ตลอด ดังนั้น ถ้ามีอาการหรือเกิดการส่งสัญญาณไม่รับกฎหมาย หวังให้ทำกฎหมายไม่เสร็จตามกรอบ ทุกส่วนทั้งในและต่างประเทศที่จับตาอยู่ จะไม่เชื่อมั่น เศรษฐกิจก็จะสั่นคลอนนักลงทุนจะกังวลกระทบกันเป็นห่วงโซ่ “ขอเตือนว่า เมื่อไหร่ที่รัฐบาลหรือแม่น้ำห้าสายบิดพลิ้ว หรือสร้างเงื่อนไข ทำลายความเชื่อมั่น รัฐบาลจะอยู่ยากขึ้นทุกวัน นอกจากนั้น จุดจบของการยื้อสืบทอดอำนาจ จะมีจุดจบแบบที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการ”

สะกิด “สมคิด-อภิรดี” ตื่นจากฝัน

นายประมวล เอมเปีย รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณีนางอภิรดี ตันตราภรณ์ รมว.พาณิชย์ อ้างถึงตัวเลขการส่งสินค้าออกของไทยในปี 60 เพิ่มขึ้นเป็น 7% สะท้อนว่าเศรษฐกิจดีขึ้นว่า เป็นการหลงตัวเอง และใช้วิธีการเหมารวมจากการสร้างภาพลวงตาสร้างผลงานของรัฐบาลให้ดูดีขึ้น ทั้งที่ข้อเท็จจริงภาพรวมสภาพเศรษฐกิจไทยวันนี้ยังออกอาการร่อแร่โดยเฉพาะชุมชนในชนบท หรือกลุ่มพี่น้องเกษตรกรต่างจังหวัดที่ยังฟุบโงหัวแทบไม่ขึ้น สินค้าเกษตรถูกพ่อค้าคนกลาง และกลุ่มทุนใหญ่กดราคารับซื้อเพื่อกินส่วนต่าง อยู่ในมือชาวบ้านราคาถูกพอเปลี่ยนไปอยู่ในมือกลุ่มทุนคนกลางกลับมีราคาสูง ส่งผลกระทบต่อกำลังซื้อในชนบทหดหาย เศรษฐกิจรากหญ้าไม่เคลื่อนไหว กิจการขนาดกลางและเล็ก(เอสเอ็มอี)ยังต้องรัดเข็มขัดลดต้นทุนการจ้างงาน 3 ปีผ่านมาเคยสำรวจหรือไม่ว่า ร้านค้ากิจการต้องปิดตัวลงไปกี่หมื่นกี่แสนรายแล้ว อย่างนี้แล้ว นายสมคิด จาตุศรีพิทักษ์ รองนายกฯฝ่ายเศรษฐกิจและนางอภิรดี ยังมัวหลงใหลกับตัวเลขยอดการส่งออกที่เป็นแค่ส่วนหนึ่งของเศรษฐกิจไม่ดูบริบทโดยรวม อย่ามัวนั่งดูบนหอคอยงาช้าง ขอให้ลงมาดูสภาพความเป็นจริงว่าชาวบ้านเกษตรกรอยู่กินกันอย่างไร ตื่นจากฝันกันได้แล้ว

เตือนประชาชนให้รู้เท่าทันโพล

นายประมวลกล่าวถึงอีสานโพลที่ระบุ 22.4% ตัวแทนพรรคเพื่อไทยเหมาะเป็นนายกฯคนต่อไปมากที่สุดนั้น ต้องดูวัตถุประสงค์ของการทำโพลว่าสะท้อนอะไร ใครเป็นคนออกเงินสนับสนุนเพราะมักวิเคราะห์จากไฮไลต์แค่คำถามนี้ ยอมรับว่าในพื้นที่ภาคอีสานพรรคเพื่อไทยยังมีคะแนนนิยมนำจริง แต่เมื่อดูรายละเอียดของโพลที่ระบุชื่อคนที่จะเป็นหัวหน้าพรรคมีทั้งคุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ นายจาตุรนต์ ฉายแสง และนายสมชาย วงศ์สวัสดิ์ เห็นว่าพรรคเพื่อไทยสมัยหน้าจะเป็นนักการเมืองแถว 1 แถว 2 โดยไม่มีพวกแถว 3-4 นอมินีหรือแกนนำม็อบแดง ที่น่าสนใจคือผลโพล 22.4% เป็นนายกฯคนนอก เป็นการโยนหินที่อาจไม่ใช่ พล.อ.ประยุทธ์ เพื่อหาทางลงให้ พล.อ.ประยุทธ์ ช้ำมากแล้ว 3 ปีกว่าที่ผ่านมา ยังมีการทุจริตไม่น้อยกว่ากัน ส่วน 7.7% ของพรรคประชาธิปัตย์นั้นมีนัยว่าอาจอ้างใช้ยอดคะแนนนิยมนี้เรียกให้พรรคประชาธิปัตย์ ไปร่วมกับพรรคผู้มีอำนาจก็ได้ แต่ผลโพลที่หวังชี้นำสังคมก็ทำได้แค่ช่วงเวลาเดียว ทั้งหมดอยู่ที่ความชัดเจนของโรดแม็ปว่าจะมีการเลือกตั้งเมื่อใด และพรรคการเมืองที่ส่งคนลงสมัคร โพลที่จะออกมาหลังจากนี้ ขอให้สังคมรู้เท่าทันว่าอยู่ที่ว่าใครจ้างทำ คำถามหวังเป้าประสงค์ทางการเมืองอย่างไร

กรุงเทพโพลระบุขอปรองดองก่อน

วันเดียวกัน กรุงเทพโพล เผยแพร่ผลสำรวจความคิดเห็นประชาชนเรื่อง “ปรองดองสู่เลือกตั้งหรือเลือกตั้งสู่ปรองดอง” โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างทั่วประเทศจำนวน 1,100 คน ถึงความเหมาะสมในการจัดให้มีการเลือกตั้งร้อยละ 54.2 ระบุว่าต้องการให้ปรองดองสำเร็จก่อนแล้วค่อยเลือกตั้ง ขณะที่ร้อยละ 17.3 ระบุว่าต้องการเลือกตั้งก่อนแล้วค่อยปรองดอง ที่เหลือร้อยละ 28.5 ระบุว่าแบบใดก็ได้ขอให้ได้เลือกตั้ง เมื่อถามว่า หากมีความขัดแย้งทางการเมืองเกิดขึ้นอีกภายหลังการเลือกตั้งและจัดตั้งรัฐบาลเสร็จสิ้นประชาชนมีความเห็นอย่างไร ร้อยละ 40.5 มีความเห็นว่าควรยุบสภาเลือกตั้งใหม่ตามกระบวนการ ร้อยละ 28.5 เห็นว่าควรต้องจัดการปรองดองกันอีกรอบโดยหาคนกลางเข้ามาช่วยและร้อยละ 26.5 เห็นว่าคงต้องยอมให้ทหารเข้ามาจัดการอีกครั้ง

กรธ.ถกนัดพิเศษเร่งคลอด ก.ม.ลูก

เมื่อเวลา 09.30 น. ที่รัฐสภา มีการประชุมคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ (กรธ.) นัดพิเศษในวันหยุดเป็นครั้งแรกเพื่อพิจารณาร่าง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต (ป.ป.ช.) โดยมีนายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานกรธ.เป็นประธานการประชุม โดยนายมีชัยกล่าวก่อนการประชุมว่า การจัดทำร่างกฎหมายลูกไม่เป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้จึงได้เพิ่มการประชุมในวันเสาร์-อาทิตย์ ยืนยันว่า กรธ.ประชุมจัดทำร่างกฎหมายลูกอย่างเต็มที่ และอาจต้องประชุมยาวไปถึงช่วงกลางคืนด้วยเพื่อให้ร่าง พ.ร.บ.ฉบับดังกล่าวเสร็จภายในต้นเดือน ต.ค.ทั้งนี้ มีหลายหลักการที่ได้ข้อสรุปเบื้องต้นบ้างแล้ว แต่จะแถลงให้ทราบภายหลัง

เน้นงานเชิงรุกไม่โละ ป.ป.ช.จังหวัด

นายมีชัยกล่าวถึงกระแสข่าวจะรีเซ็ตคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชุดปัจจุบันว่า กรธ.ยังไม่ได้หารือ เพราะยังพิจารณาไม่ถึงในหมวดดังกล่าว ขณะที่ ป.ป.ช.จังหวัด ยังให้คงมีอยู่ แต่จะกำหนดให้ทำงานเชิงรุกมากกว่าการสอบสวนเน้นเรื่องประชาสัมพันธ์และการดูแลเรื่องทรัพย์สิน ส่วนอำนาจหน้าที่ของ ป.ป.ช.จะเป็นไปตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดไม่มีอะไรเปลี่ยน แปลงมาก กลไกที่จะทำให้เกิดผลตามที่รัฐธรรมนูญกำหนดเป็นเรื่องยากที่ต้องมาพิจารณากัน และพยายามปรับปรุงให้เดินหน้าเร็วขึ้น มีขั้นตอนมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องการฟ้องคดีจะได้ไม่ต้องโยนกันไปโยนกันมาระหว่าง ป.ป.ช.กับอัยการ โดยต้องทำให้ชัดเจนว่าแต่ละฝ่ายมีเวลากี่วันและใครต้องรับผิดชอบอย่างไร

โต้แทน “วีออร์แกนิก” ซื้อข้าวถูกต้อง

อีกเรื่อง นางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ เปิดเผยว่า กรณีนายวัชระ เพชรทอง อดีต ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ตั้งข้อสังเกตว่ามีข้อพิรุธในการระบายข้าวเข้าสู่อุตสาหกรรมโดยบริษัท วีออร์แกนิก จำกัด ที่ชนะการประมูลซื้อข้าว 61,500 ตัน รวม 313 ล้านบาท มีทุนจดทะเบียนเพียง 1 ล้านบาท และสันนิษฐานอาจมีการนำข้าวไปเวียนเทียนขายในตลาดบริโภคของคนว่า กรณีบริษัทวีออร์แกนิก ที่เข้าประมูลซื้อข้าวไปทำปุ๋ยนั้น จากการตรวจสอบเอกสารหลักฐานที่ใช้ยื่นประมูลพบว่าบริษัทดังกล่าวมีคุณสมบัติถูกต้องเป็นไปตาม หลักเกณฑ์เงื่อนไข หากปรากฏว่านำข้าวไปใช้ไม่ตรงตามวัตถุประสงค์เป็นความรับผิดชอบของบริษัทที่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่งและทางอาญา ส่วนสาเหตุที่ยังไม่มีการระบายข้าวโดยทันทีทันใดหลัง จากที่ศาลปกครองสูงสุดกลับคำสั่งศาลปกครองชั้นต้นเพราะมีข้อร้องเรียนจากเจ้าของคลังบางรายข้องใจเรื่องการตรวจสอบคุณภาพข้าว จนได้ทราบชัดเจนแล้วว่าเป็นไปด้วยความถูกต้อง ประกอบกับต้องกำหนดมาตรการควบคุมดูแลไม่ให้ลักลอบนำข้าวไปขายในตลาดการค้าข้าวปกติ ดังนั้นต้องรอความพร้อมในด้านบุคลากรที่ปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งคาดว่าจะระบายข้าวในครั้งต่อไปได้ในไม่ช้า มิได้มีหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งเกียร์ว่างตามที่กล่าวหา

“ยุทธพงศ์” แฉซ้ำมีคลิปเวียนเทียนขาย

นายยุทธพงศ์ จรัสเสถียร อดีต รมช.เกษตรและสหกรณ์ ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า กรณีที่ บ.วีออร์แกนิก จ.กำแพงเพชร อ้างว่าจะนำข้าวที่ประมูลได้ไปทำเป็นปุ๋ยแต่สุดท้ายนำไปขายต่อและผิดสัญญา เคยบอกถึงความไม่ชอบมาพากลการนำข้าวที่ประมูลได้ไปขายต่อ ไม่ได้มีการนำข้าวไปทำปุ๋ยและคลิป มาเปิดให้สื่อมวลชนดูไปตั้งแต่วันที่ 7 ส.ค. 60 ถ้า นบข.มีความจริงใจที่จะปราบทุจริตอย่างจริงจังต้องรีบจัดการตั้งแต่ต้นเดือน ส.ค. และก่อนที่ บ.วีออร์แกนิก เซ็นสัญญา พล.ต.ท.ไกรบุญ ทรวดทรวง ประธานบอร์ด อคส.เคยเดินทางไปดูสภาพของโรงงานฯ และโกดัง ที่จัดเก็บน่าจะเห็นว่าไม่มีความสามารถในการผลิตปุ๋ยได้ ขอตั้งคำถามว่าประธานบอร์ด อคส.และนางดวงพร รอดพยาธิ์ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ จะแสดงความรับผิดชอบอย่างไร ถ้าข้าวที่ขายไม่ใช่ข้าวที่คนบริโภคคงไม่มีการนำข้าวที่ประมูลได้ไปเวียนขายตามโรงสีข้าวและท่าข้าวต่างๆ เพราะโรงสีเหล่านี้ผลิตข้าวให้คนกินทั้งนั้น ที่สำคัญผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินไปอยู่ที่ไหนยังไม่มาตรวจสอบ ขอเรียกร้องให้ พล.ต.อ.เดชณรงค์ สุทธิชาญบัญชา รอง ผบ.ตร.ในฐานะประธานคณะทำงานตรวจสอบการระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาล อยากทราบว่ามีบริษัทใดที่ประมูลข้าวแล้วไปเวียนเทียนขายให้เชิญตน และคณะทำงานของพรรคเพื่อไทยไปร่วมรับรองว่าจะช่วยจับคนโกงข้าวได้อีกเยอะ

“เรืองไกร” แจงยื่นสอบเรือเหาะปมใหม่

นายเรืองไกร ลีกิจวัฒะ อดีต ส.ว.สรรหา กล่าวว่า การที่ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ออกมาระบุถ้าประเด็นที่ตนขอให้ตรวจสอบการอนุมัติงบกลาง 350 ล้านบาท ซื้อเรือเหาะของรัฐบาลนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ โดยอาศัยแนวทางการใช้งบกลางเดิมที่เพิ่งถูกยกเลิกไปเป็นประเด็นที่ ป.ป.ช.ชุดเดิมเคยยกคำร้องไปไม่มีอำนาจตรวจสอบ รู้สึกแปลกใจว่าประธาน ป.ป.ช.ได้อ่านคำร้องและเอกสารประกอบอย่างละเอียดก่อนหรือไม่ เพราะเรื่องที่ตนร้องคือขอให้ตรวจสอบขั้นตอนการอนุมัติงบประมาณไม่ใช่การร้องประเด็นเดิมที่กล่าวหาขั้นตอนการใช้เงินซื้อเรือเหาะแพงเกินจริง ประธาน ป.ป.ช.มาดำรงตำแหน่งวันที่ 30 ธ.ค. 58 ต้องทราบดีว่า ป.ป.ช.เคยมีหนังสือลับลงวันที่ 24 ก.พ. 59 แจ้ง สนช.มีการประชุมรับทราบเมื่อวันที่ 10 มี.ค. 59 ว่า เป็นรายงานการตรวจสอบว่ามีการจัดซื้อเรือเหาะแพงเกินจริงหรือไม่ ดังนั้นประเด็นที่ตนร้องไปเป็นประเด็นใหม่ไม่ใช่ประเด็นเดิม ทั้งนี้ตนจะส่งสำเนารายงานการประชุม สนช.พร้อมรายชื่อ ครม.สมัยนายอภิสิทธิ์ให้ ป.ป.ช.ตรวจสอบการอนุมัติดังกล่าวว่าชอบหรือไม่และใครเข้าข่ายต้องรับผิดชอบบ้าง

กอ.รมน.ยันยุทโธปกรณ์ใต้ใช้ดี

พ.อ.พีรวัชฌ์ แสงทอง โฆษก กอ.รมน. กล่าว ถึงกรณีนายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด รักษาการรองโฆษกพรรคเพื่อไทย ได้กล่าวถึงกรณีคนร้ายก่อเหตุลอบวางระเบิดเจ้าหน้าที่ชุดลาดตระเวนใน ต.ตะบิ้ง อ.สายบุรี จ.ปัตตานี เสียชีวิต 4 ราย โดยระบุว่ากองทัพควรจัดหาเครื่องมือในการปฏิบัติงานที่คำนึงถึงมาตรฐานความปลอดภัยสูง อาทิ เสื้อเกราะ อุปกรณ์สื่อสาร อุปกรณ์ส่องสว่าง ไม่ใช่เน้นแต่จัดซื้ออาวุธยุทโธปกรณ์ขนาดใหญ่ที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก เช่น เรือดำน้ำ เรือเหาะ แต่ละเลยอุปกรณ์ที่เป็นส่วนสำคัญในการปฏิบัติหน้าที่ประจำวันนั้น กอ.รมน.ยืนยันได้จัดหายุทโธปกรณ์เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานเจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์เฝ้าตรวจพื้นที่ และป้องกันบุคคล ป้องกันเหตุรุนแรง เช่น กล้องวงจรปิด (CCTV) กล้องตรวจการณ์ในเวลากลางคืน รถเกราะ รถหุ้มเกราะ เสื้อเกราะป้องกันกระสุน เครื่องมือตัดสัญญาณจากคลื่นโทรศัพท์และวิทยุ ซึ่งที่ผ่านมายุทโธปกรณ์ต่างๆได้นำมาใช้ดูแลความปลอดภัยของประชาชนสนับสนุนการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่และป้องกันเหตุร้ายต่างๆได้เป็นอย่างดี

นายกฯสั่งสอบโครงการ 9101

พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบ แห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงกระแสข่าวการทุจริตในโครงการ 9101 ตามรอยเท้าพ่อว่า ที่ผ่านมาได้สั่งการให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ไปตรวจสอบข้อเท็จจริง พร้อมมอบหมายให้ผู้ว่าราชการจังหวัดในพื้นที่ที่มีการร้องเรียนลงไปติดตามข้อมูลและค้นหาความจริงเพื่อให้เกิดความกระจ่าง และรายงานผลกลับมาที่ส่วนกลางโดยด่วน รัฐบาลและ คสช.จะไม่ปล่อยให้มีการทุจริตเกิดขึ้นเด็ดขาด โดยให้เจ้าหน้าที่ส่วนกลางและเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ทำงานร่วมกัน เพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้องที่สุดโดยไม่ต้องหวั่นเกรงอิทธิพลใดๆ ยืนยันโครงการดังกล่าวสร้างประโยชน์ แต่หากมีการทุจริต หรือเจ้าหน้าที่ไม่เข้าใจในขั้นตอนการปฏิบัติ หรือเกิดการขัดผลประโยชน์ระหว่างกัน ต้องมีการสืบสวนหากมีความผิดจริงต้องถูกลงโทษอย่างเด็ดขาด ไม่ว่าระดับไหนไม่มีข้อยกเว้น

วอนอย่ากดดัน จนท.เร่งสอบสวน

พล.ท.สรรเสริญกล่าวว่า นายกฯได้กำชับด้วยว่าขอให้ประชาชนร่วมมือกับภาครัฐ แจ้งข้อมูลและหลักฐานการทุจริตไปยังเจ้าหน้าที่บ้านเมืองได้ที่ศูนย์บริการประชาชน 1111 ศูนย์ดำรงธรรมทั่วประเทศ รวมทั้งตู้ ปณ.444 ปณ.ราชดำเนิน กรุงเทพฯ 10200 สายด่วน 1299 หรือศูนย์รับเรื่องร้องเรียนการประพฤติมิชอบของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ภายในหน่วยทหารที่ประจำอยู่ในพื้นที่กองทัพภาคต่างๆทั่วประเทศ พร้อมเน้นย้ำว่าพื้นที่ที่มีการร้องเรียนได้มีการตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงและเจ้าหน้าที่กำลังเร่งดำเนินการอยู่ โดยอยากให้ประชาชนและสื่อมวลชนที่ติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ให้เวลาและความเป็นธรรมกับเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบด้วย เพื่อไม่ให้เกิดความกดดันหรือบั่นทอนขวัญกำลังใจในการปฏิบัติงาน

ย้ำคดีเงินทอนวัดต้องชัดเจน

พล.ท.สรรเสริญกล่าวอีกว่า สำหรับความคืบหน้าการตรวจสอบทุจริตเงินอุดหนุนวัด รัฐบาลเอาจริงเอาจังและไม่เคยนิ่งนอนใจกับกรณีดังกล่าว แม้จะมีการเปลี่ยนตัวผู้อำนวยการสำนักงานพระพุทธศาสนา แห่งชาติ (พศ.) แล้ว แต่หน่วยงานของรัฐก็ยังคงเดินหน้า ตรวจสอบการทุจริตอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากล่าสุดที่มีการบุกเข้าตรวจค้นบ้านพักอดีตผู้บริหารระดับสูงของ พศ. ซึ่งถือเป็นเครื่องยืนยันได้เป็นอย่างดี โดยนายกฯให้ความสำคัญเรื่องนี้เป็นอย่างมาก กำชับให้เจ้าหน้าที่ดำเนินการอย่างตรงไปตรงมาและมีความชัดเจนในทุกเรื่อง เพื่อให้สามารถอธิบายแก่สังคมให้เกิดความกระจ่างได้ พร้อมเน้นย้ำว่ารัฐบาลนี้ยึดมั่นการปราบปรามการทุจริตคอร์รัปชันทุกรูปแบบ หากประชาชนมีข้อมูลเบาะแสที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินงานของเจ้าหน้าที่ ขอให้ส่งข้อมูลไปยังผู้ที่รับผิดชอบเพื่อให้การดำเนินการเป็นไปเป็นอย่างเร่งด่วนและเด็ดขาดต่อไป