วันอังคารที่ 12 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

ระบุโทษจิ๊บจ๊อย! ตร.พา 'ปู' หนี ผิดคดีรถแค่ปรับ

ข้อหาป้ายทะเบียนผิดคัน เร่งขยายผลหา‘ตัวบงการ’ ปชป.บี้อย่าลูบหน้าปะจมูก

ส่อคดีอ่อน เอาผิดทีมพาอดีตนายกฯ “ปู” หนี ได้แค่เพียงแจ้งข้อหาปรับตาม พ.ร.บ.รถยนต์ กับนายดาบตำรวจที่นำรถเก๋งคัมรี่ มาให้ทีมงานขับพาหนีไปชายแดน ขณะที่ประธานคณะสอบสวน บก.น.5 เตรียมรวบรวมข้อมูลก่อนเรียก “รองชัยฤทธิ์” มือขับมาสอบสวน มั่นใจไม่มีกำลังภายในมาแทรกแซง ด้านโฆษก ปชป. ดาหน้าออกมาเรียกร้องรัฐบาลทำเรื่องนี้ให้กระจ่าง พิสูจน์ว่าไม่มีส่วนรู้เห็นการหนีครั้งนี้

ยังเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจ หลัง พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งการชุดสืบสวนคุมตัว พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.สส.ภ.จ.นครปฐม และ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ อก.บก.ภ.จ.นครปฐม มาสอบสวนก่อนปล่อยตัว พร้อมให้เจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐานตรวจสอบรถเก๋งโตโยต้าคัมรี สีบรอนซ์ ติดแผ่นป้ายทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร หลังพบมีส่วนเกี่ยวข้องการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนีออกนอกประเทศโดยใช้เส้นทางธรรมชาติ เมื่อกลางดึกวันที่ 23 ส.ค. ก่อนถึงวันอ่านคำพิพากษาคดีโครงการรับจำนำข้าวเพียง 2 วัน โดยมอบหมายให้ตำรวจ สน.ปทุมวัน รับผิดชอบรวบรวมหาหลักฐานที่มาของรถเก๋งคัมรี คันดังกล่าว ท่ามกลางกระแสข่าวมีนายพลตำรวจเข้ามาเกี่ยวข้องเรื่องนี้หลายนาย

ความคืบหน้า เมื่อเวลา 12.30 น. วันที่ 23 ก.ย. พ.ต.อ.ภพธร จิตต์หมั่น ผกก. สน.ปทุมวัน เปิดเผยถึงเรื่องนี้ว่า ชุดสอบสวน สน.ปทุมวัน ได้รับคำสั่งให้ดำเนินการหาที่มาของรถเก๋งโตโยต้าคัมรีเท่านั้น จากการตรวจสอบแผ่นป้ายทะเบียนรถยนต์ทั้ง 2 แผ่นที่ตรวจยึดไว้เป็นแผ่นป้ายทะเบียนที่ออกถูกต้องตามระเบียบของกรมการขนส่งทางบก แต่เลขทะเบียนไม่ตรงกับของรถเก๋งโตโยต้าคัมรี คันที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนี เบื้องต้นพบรถเก๋งโตโยต้าคัมรีคันนี้ เป็นรถติดไฟแนนซ์ของนางเนียนนิภา เรือนใจดี ตั้งแต่ปี 50 ส่วนจะดำเนินคดีกับผู้ใดบ้างต้องให้ผู้บังคับบัญชาระดับสูงเป็นผู้ให้ข้อมูลเท่านั้น

มีรายงานว่า เมื่อเวลาประมาณ 03.00 น. ของวันที่ 22 ก.ย. พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. สั่งการให้คณะทำงานเข้าแจ้งความดำเนินคดีเกี่ยวกับรถโตโยต้าคัมรี สีบรอนซ์ ติดแผ่นป้ายทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร คันที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เดินทางไปยัง จ.สระแก้ว กับ พ.ต.ท.เจริญสิทธ์ จงอิทธิ รอง ผกก. (สอบสวน) สน.ปทุมวัน ตรวจสอบเบื้องต้นพบแผ่นทะเบียน ฌข 5323 กรุงเทพมหานคร และป้ายทะเบียน ฌย 2123 กรุงเทพมหานคร ที่ตรวจยึดได้เป็นป้ายทะเบียนที่ถูกต้องออกโดยกรมการขนส่งทางบก แต่เป็นแผ่นป้ายทะเบียนของรถเก๋งคันอื่น ตรวจสอบเลขตัวถังของรถโตโยต้าคัมรีคันดังกล่าว พบทะเบียนจริง คือ สฮ 7093 กรุงเทพมหานคร เป็นรถเช่าซื้อและขาดส่งไฟแนนซ์ ตั้งแต่ปี 50 เมื่อพนักงานสอบสวนเรียกตัวแทนของบริษัทไฟแนนซ์แห่งหนึ่งมาสอบปากคำพบนางเนียนนิภา เรือนใจดี เช่าซื้อรถคันดังกล่าวไปจากบริษัท เมื่อปี 50 ก่อนขาดชำระค่างวดเช่าซื้อประมาณ 3 งวด บริษัทจึงฟ้องยึดรถ แต่บริษัทไม่พบทั้งรถและบุคคลเช่าซื้อ กระทั่งมาพบรถหลังเกิดเรื่องดังกล่าว จากการสอบปากคำ พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ สว.สส.ภ.จ.นครปฐม ให้การว่า รถคันดังกล่าว ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญงาม ผบ.หมู่ อก.บก.ภ.จ.นครปฐม เป็นผู้นำมา ซึ่ง ด.ต.พรพิพัฒน์ให้ข้อมูลด้วยว่า รถเก๋งคัมรีคันนี้มีนายตำรวจระดับสูงเป็นผู้นำมาให้ใช้ ขณะนี้ยังไม่ได้มีการแจ้งข้อหาหรือดำเนินคดีกับใคร เนื่องจากต้องรอผลพิสูจน์จากเจ้าหน้าที่กองพิสูจน์หลักฐาน สำหรับป้ายทะเบียนทั้ง 2 แผ่นที่ตรวจยึดเป็นของจริง ไม่เข้าข่ายการปลอมแปลงเอกสารราชการ แต่การนำป้ายทะเบียนที่ออกโดยกรมการขนส่งทางบกมาใช้กับรถอีกคันนั้น มีความผิดตาม พ.ร.บ.รถยนต์ เป็นเพียงโทษปรับเท่านั้นไม่เข้าข่ายคดีอาญา โดยชุดสอบสวนเตรียมเอาผิดกับ ด.ต.พรพิพัฒน์ ตามพฤติการณ์ที่ให้การไว้

ขณะที่ พ.ต.อ.เกียรติพงษ์ นาลา รอง ผบก.น.5 ฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณี พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 เกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนี กล่าวว่า หลังรับทราบคำสั่งตั้งกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงแล้ว เตรียมเรียกประชุมคณะกรรมการทั้งหมดที่ บก.น.5 ในวันที่ 25 ก.ย. เพื่อวางแนวทางการสืบสวน โดยกำหนดประเด็นคำถาม การสอบพฤติกรรมและระบุตัวบุคคลที่จะเรียกสอบ เบื้องต้นจะยังไม่เรียก พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์มาสอบสวน แต่จะประสานขอข้อมูลจากทีมงานของ พล.ต.อ.ศรีวราห์ รังสิพราหมณกุล รอง ผบ.ตร. ที่สืบสวนจนพบความเชื่อมโยงและพฤติกรรมของตำรวจที่เกี่ยวข้อง จากนั้นจึงจะเริ่มสอบสวนภายในกรอบเวลา 60 วัน หากไม่แล้วเสร็จสามารถเสนอขยายเวลาเพิ่มอีก 60 วัน

“หากพบมีผู้เกี่ยวข้องเชื่อมโยงอีก จะเสนอชื่อให้ผู้บังคับบัญชาพิจารณา เพื่อเรียกตัวมาสอบสวนเพิ่มเติม ก่อนเสนอข้อเท็จจริงทั้งหมดให้ผู้บังคับบัญชารับทราบตามลำดับชั้น ยืนยันไม่หนักใจในการเป็นประธานสืบสวนข้อเท็จจริง พร้อมดำเนินการตามพยานหลักฐาน ส่วนที่ถูกวิจารณ์ว่าประธานการสืบสวน มีระดับชั้นยศเท่ากับผู้ถูกสอบนั้น เป็นเรื่องที่ทำได้ตามกฎหมาย มั่นใจว่าจะไม่มีการแทรกแซงจากฝ่ายใด แม้ผู้เกี่ยวข้องสำคัญในคดีจะเป็นถึงอดีตนายกรัฐมนตรีก็ตาม” พ.ต.อ.เกียรติพงษ์ระบุ

วันเดียวกัน พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี กำชับถึงกรณีการควบคุมตัวนายตำรวจระดับรองผู้บังคับการ พร้อมรถยนต์ที่อาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการพา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี หลบหนี โดยสั่งการให้ฝ่ายความมั่นคงดำเนินการด้วยความรอบคอบตามพยานหลักฐานที่ปรากฏ และชี้แจงให้สังคมได้รับทราบเพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ถูกต้อง ส่วนจะเชื่อมโยงหรือขยายผลไปถึงอดีตนายตำรวจระดับสูง หรือบุคคลอื่นอีกหรือไม่ ต้องรอผลการสืบสวนสอบสวนให้ชัดเจน ทั้งนี้รัฐบาลยืนยันถึงความโปร่งใสไม่เคยเกี่ยวข้องกับการหลบหนีของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ขอให้ทุกอย่างเป็นไปตาม ขั้นตอนของกระบวนการยุติธรรมและขอให้สังคมติดตามตรวจสอบไปพร้อมกัน

นางมัลลิกา บุญมีตระกูล มหาสุข รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวถึงกรณี พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกฯ และ รมว.กลาโหม ระบุยอมรับว่า ยังมีนายตำรวจระดับนายพลร่วมรู้เห็นกับชุดตำรวจ 3 นายที่พา น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหลบหนีออกนอกประเทศไม่มารับฟังคำพิพากษาศาล ในคดีโครงการรับจำนำข้าวว่า หลักใหญ่สำคัญที่สังคมควรตั้งคำถามคือ 1.ทำไมรัฐบาลหรือผู้มีอำนาจในการตรวจสอบกรณีนี้จึงไม่ออกหมายค้นบ้านของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกฯ เป็นจำเลยในคดีหลบหนีหมายศาล เพราะข้อมูลจากฝ่ายความมั่นคง ที่ พล.อ.ประวิตรก็ระบุเองว่า น.ส.ยิ่งลักษณ์จะไม่มาฟังคำพิพากษาศาลในวันที่ 27 ก.ย. 2.เหตุใดกระทรวงการต่างประเทศจึงยังไม่เพิกถอนหนังสือเดินทางของ น.ส.ยิ่งลักษณ์ เพราะมีพฤติการณ์ชัดเจนแล้วว่าหลบหนีจริง ดังนั้นหากรัฐบาลและผู้มีอำนาจตั้งใจจะทำความจริงให้ปรากฏ ไม่ให้สังคมเคลือบแคลงว่ามีส่วนร่วมรู้เห็นหรือไม่ จึงควรทำตามขั้นตอนของกฎหมายให้ถูกต้อง ไม่ละเว้นบางส่วนและกระทำบางส่วน อันเป็นการดิสเครดิตรัฐบาลเอง

ด้านนายราเมศ รัตนะเชวง รองโฆษกพรรคประชาธิปัตย์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ว่า รัฐบาลควรทำเรื่องนี้ออกมาให้กระจ่าง อย่างน้อยเป็นบทเรียนให้กับฝ่ายความมั่นคงที่ต้องคิด ต้องทำด้านการข่าวเพื่อให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น หากดำเนินการกับผู้เกี่ยวข้องจริง เชื่อว่ามีกฎหมายระบุไว้ชัดในการรับผิด ควรสอบสวนลงลึกในรายละเอียดว่ามีบุคคลใดเกี่ยวข้องบ้าง อย่าละเว้นหรือทำแบบลูบหน้าปะจมูกในยามที่สังคมให้ความสนใจกรณีนี้

ที่ จ.นครปฐม ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศหน้าบ้านพักของ พ.ต.ท.สามิตร ไชยอิ่นคำ เป็นอาคารพาณิชย์ 3 ชั้น เลขที่ 100/3 หมู่ 4 ต.ลำพยา อ.เมืองนครปฐม และบ้านพักของ ด.ต.พรพิพัฒน์ มากบุญ–งาม เลขที่ 99/14 หมู่บ้านอยู่สบาย 5 หมู่ 2 ต.สนามจันทร์ อ.เมืองนครปฐม พบบ้านทั้ง 2 หลัง ปิดประตูเงียบ สอบถามชาวบ้านข้างเคียง บ้านของ พ.ต.ท.สามิตร ปกติจะมีภรรยาคอยอยู่ดูแลบ้าน แต่หลังเกิดเรื่องก็ไม่มีผู้ใดอยู่ที่บ้าน ส่วนที่บ้านของ ด.ต.พรพิพัฒน์ นั้น ชาวบ้านข้างเคียงเผยว่า ด.ต.พรพิพัฒน์ ไม่ค่อยมาที่บ้าน นานๆจะมาสักครั้ง มีเพียงพี่ชายของ ด.ต.พรพิพัฒน์ เฝ้าบ้านอยู่ลำพัง

นอกจากนี้ ผู้สื่อข่าวยังไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 7/21 ม.ชัยพฤกษ์ วัชรพล ใกล้เสถียรธรรมสถาน แขวงท่าแร้ง เขตบางเขน กทม. ของ พ.ต.อ.ชัยฤทธิ์ อนุฤทธิ์ รอง ผบก.น.5 พบปิดบ้านเงียบ แต่มีผู้ อาศัยละแวกนั้นระบุว่าเจ้าตัวยังพักอาศัยใช้ชีวิตอยู่ภายในบ้านตามปกติ