วันอังคารที่ 17 ตุลาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

กว่าจะรู้เดียงสา ปุ๊กกี้ ปริศนา บูชารักผิดทำชีวิตพัง!!

รายการ “คลับฟรายเดย์โชว์” เสาร์ที่ 23 ก.ย. 2560 ทางช่อง GMM25 3 พิธีกรดัง ดีเจพี่ฉอด สายทิพย์ มนตรีกุล ณ อยุธยา, ดีเจพี่อ้อย นภาพร ไตรวิทย์วารีกุล, อั๋น ภูวนาท คุนผลิน พูดคุยกับอดีตนักร้องสาว ปุ๊กกี้ ปริศนา พรายแสง ถึงเรื่องราวความรักในอดีตจนถึงปัจจุบัน

ทั้งเรื่องความรักสมัยออกอัลบั้มกับต้นสังกัดอาร์เอสจนเกิดข่าวช็อกวงการว่าท้อง ความรักกับผู้ชายแสนดีแต่สุดท้ายตัดสินใจทิ้งไป ทำให้อีกฝ่ายเสียใจจนอาการทรุดหนักแทบไม่พูดจากับใคร ไปจนถึงความรักครั้งปัจจุบันที่เจอเรื่องสุดช็อกถึงพฤติกรรมฝ่ายชายหลายๆ อย่าง แต่ยังคงอยู่ด้วยกันเพราะความสงสารอีกฝ่าย

พูดถึงชีวิตตัวเองในตอนเด็กก่อนเข้าวงการ?
“ก็เป็นลูกครึ่งออสเตรเลีย-ไทย ตอนออกอัลบั้มตอนนั้นอายุ 16 ปี ที่มาเป็นนักร้องเพราะชอบร้องเพลง ชอบไปรับเชิญร้องเพลงงานต่างๆ แต่ตอนนั้นไม่ได้คิดถึงว่าจะได้ออกเทปขนาดนั้น แต่สุดท้ายก็มาออกอัลบั้มจนได้ล้านตลับ ถามว่าตอนนั้นรู้สึกว่าตัวเองโด่งดังมากไหมไม่รู้สึก รู้สึกว่าสนุกดี ได้ร้องเพลง มีคนให้ความสนใจ แต่ก็ทราบมาว่าในตอนนั้นถ้าเป็นศิลปินคนอื่นออกเทปยอด 3 แสนถือว่าเจ๊ง แต่ตอนนี้มารู้สึกซึ้งกับมันว่ายิ่งใหญ่มาก”

ปุ๊กกี้บอกว่ารู้สึกว่าตัวเองเป็นคนขาดความรัก?
“เป็นคนโหยหาความรักตลอดเวลา ทั้งที่พ่อแม่อยู่ด้วยกัน แต่ว่าต่างคนต่างไม่มีเวลาที่จะทานข้าวพร้อมหน้ากัน จะอยู่อย่างวัฒนธรรมฝรั่งมากกว่า ไม่อบอุ่นเหมือนวัฒนธรรมไทย และเขาก็จะปูทางให้เราหมดทุกอย่าง ตอนนั้นคุณแม่ก็ส่งไปเรียนโน่นนี่ เรียนบัลเล่ต์ พออ้วนไปก็พาไปฟิตเนส เราก็แอบไปหลับในห้องน้ำ แต่ย้อนคิดว่าที่แม่ให้ทำก็เพื่อตัวเราเองนั่นแหละ แต่ตอนนั้นเราไม่รู้สึกยังงั้น”

ตอนที่มีข่าวช็อกวงการว่าท้องล่ะ?
“ตอนนั้นออกอัลบั้มได้แค่ 2 ปีค่ะ เป็นช่วงที่ทางบริษัทกำลังหาทางให้เราไปลงเล่นละคร ซึ่งตอนนั้นอยู่ในจุดสูงสุดแล้ว แต่พอถึงจุดสูงสุดก็โป๊ะหมดเลย แล้วเราเป็นคนขาดความรัก ตอนนั้นเจอเขาซึ่งเป้นผู้ใหญ่กว่า เขาสามารถดูแลเราได้เพราะมีทุกอย่าง ก็คบจริงจังประมาณปีนึง แต่ตอนนั้นเราไม่มีวุฒิภาวะเลย เราก็ตั้งใจว่าเราจะอยู่กับคนนี้ แต่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะมีลูก”

ตอนนั้นเราเครียดไหมว่าจะบอกแม่ยังไง?
“ตอนนั้นเราบูชาความรักมากจนหน้ามืดตามัว ตอนที่ท้อง คุณแม่เป็นด่านที่อึดอัดใจมากที่สุดว่าจะบอกยังไง ก็บอกทางคุณป้าก่อน เพราะคุณป้าเป็นคนทันสมัย พูดกันได้ทุกเรื่อง ก็ให้คุณป้าบอกคุณแม่ แล้วตอนนั้นก็มีข่าวว่าทำร้ายคุณยาย ซึ่งเป็นเรื่องเข้าใจผิด

คือตอนนั้นคุณแม่โกรธกับสิ่งที่เกิดขึ้น เรากำลังจะออกจากคอนโด คุณแม่จะเข้ามาหาเราด้วยความโมโห แต่คุณยายเข้ามาห้ามเลยโดนลูกหลง ตอนนั้นก็ไปแจ้งความเลยกลายเป็นข่าว ซึ่งตอนที่เกิดเรื่องอายุ 16-17 เอง แล้วตอนนั้นก็มีข่าวว่าปุ๊กกี้ Sha la la ทำร้ายคุณยาย เลยกลบเรื่องข่าวท้องเข้าไปอีกด้วยข่าวที่ใหญ่กว่า แต่พอเราคลอดลูก คุณแม่ก็โอเค เห่อหลานมาก”

เป็นคนดื้อไหม?
“เป็นคนดื้อเงียบ ก็ดื้อจนทางสังกัดเข้ามาคุย ตอนนั้นทางสังกัดเป็นคนดูแล ร.ร.ก็ติดต่อมาทางสังกัด แล้วตอนนั้นเราเริ่มเจอแสงสีก็เลยเที่ยวกลางคืน ซึ่งเมื่อก่อนไม่ได้ตรวจบัตรเหมือนสมัยนี้ เราก็ชอบติดบรรยากาศฟังเพลง ไม่มีแม่มาคุม ที่ถูกเรียกไปเตือนเพราะมีคนเห็น ซึ่งตอนนั้นเป็นศิลปินฝึกหัด แล้วตอนนั้นการซ้อมไม่ค่อยฟิต ตอนนั้นการเรียนก็โดดเรียน”

ตอนนั้นบูชาความรักถึงขั้นทิ้งอาชีพ?
“ทิ้งเลยค่ะ เป็นทางเดียวที่ทำได้ ตอนนั้นมีทางเลือกคือเอาเด็กออกหรือเดินหน้าต่อ เราก็เลือกเดินหน้าต่อ คุณแม่ก็ช็อก ทำอะไรไม่ถูก ตอนนั้นเขาบินกลับมา เขาช็อกมาก เขาไม่เห็นด้วยกับความรักครั้งนั้นอยู่แล้ว เราก็ต่อต้าน เขาก็ยิ่งเข้มงวดขึ้นไปอีก ก็เลยเกิดแรงต้าน ตอนนั้นแม่อยากให้เลิก ก่อนจะมีน้องเขาก็บอกให้เลิก แต่เราก็ไม่เลิก ก็เลยไปเลย เลยเกิดเหตุการณ์ท้อง”

วิธีการกดดันลูกยังมีอยู่ในปัจจุบัน ในฐานะที่เราผ่านตรงนั้นมาแล้ว วิธีการที่ควรทำจริงๆ ควรทำยังไง?
“ความคิดส่วนตัว ลูกเราเราเลี้ยงได้แต่ตัว ทุกอย่างลิขิตมาแล้วว่าเขาเป็นคนยังไง เราให้การศึกษาอบรมเขาได้ แต่ขึ้นอยู่กับว่าเขาจะรับสิ่งเหล่านั้นแล้วเอาไปปฏิบัติรึเปล่า คือเรารู้ตัวว่าเรามีตัวตนแบบนี้ อะไรเกิดขึ้นก็เพราะตัวเราเอง”

วันที่ตัดสินใจทิ้งทุกอย่าง เรามีแว้บรู้สึกอะไรไหม?
“ณ วันนั้นเราไม่รู้สึก เราบูชาความรัก เรามองว่าของทุกอย่างมันนอกกาย ได้มาง่ายก็เสียไปง่าย ตอนนั้นก็ตัดสินใจที่จะมีครอบครัว แต่สุดท้ายก็ไปไม่ถึงฝัน เพราะเรารู้จักกันน้อยเกินไปว่าตัวตนที่แท้จริงของแต่ละคนเป็นยังไง จะสามารถอยู่ด้วยกันได้ไหม ทุกอย่างก็จบลงหลัง 7 ปี ผ่านไป ลูกทั้งสองคนก็ต้องให้พ่อดูแล ซึ่งสังคมก็มีคำถามว่าทำไมทิ้งลูก

ตอนนั้นเราอายุ 25 ปี เราเป็นฝ่ายที่ก้าวมาเพราะทุกอย่างเป็นของเขา แล้วลูกเราก็ชินกับตรงนั้น เราไม่อยากเอาลูกกะเตงๆ ไปตายดาบหน้า ตอนนั้นเรากลับไปอยู่คอนโดของเรา มีเงินแค่หมื่นเดียว เราไม่อยากให้ลูกลำบาก เพราะเรายังไม่รู้อนาคตว่าเป็นยังไง และลูกคนโตก็อายุ 7 ขวบ เริ่มรู้เรื่องแล้ว เขาก็รู้เรื่องในด้านลบ

แล้วตอนนั้นเราไม่รู้เรื่องกฎหมาย ตอนที่เซ็นเราก็ไม่รู้ว่าที่เซ็นไปคือการยกลูกให้เขา ตอนหลังก็ไม่ได้เจอเลย เราไม่อยากดันทุรัง เราก็คิดว่าวันนึงเขาคงเข้าใจว่าเกิดอะไร แล้วมันก็เป็นยังงั้นจริงๆ”

เคยไปหาลูกแต่ลูกหนีเรา?
“เคยไปหาลูกที่โรงเรียน แต่ด้วยความสัมพันธ์เริ่มห่าง เราต้องทำงาน แต่จุดนึงที่เราเสียใจมาก คือตอนไปหาลูกชายคนเล็ก พอเขาเห็นเราก็วิ่งหนี เราก็เสียใจ ไม่ไปอีกเลย ไม่ใช่ไม่รัก แต่ไม่รู้สิ (ร้องไห้) แต่สุดท้ายต้องขอบคุณอินบ็อกซ์ไอจี เพราะลูกสาวคนโตทักมาในวันปีใหม่ ซึ่งตอนนั้นกำลังล้างขวดนมของลูกคนเล็ก เราก็ตกใจมากๆ คิดว่าตาฝาดรึเปล่า เขาส่งข้อความว่า Happy New Year ค่ะ

พอเขาทักมาทุกอย่างก็เปลี่ยน ทุกวันนี้ก็คุยกันปกติ คือพอเขาโตแล้วก็รู้เองว่าอะไรเป็นอะไร เราไม่ต้องอธิบายอะไรเยอะแยะ และสายเลือดแม่ลูก แม่มีได้แค่คนเดียว อยากบอกเขาว่ามีตัวอย่างให้เห็นคือชีวิตของแม่ ให้ดูเป็นตัวอย่าง แต่อย่าเอาเป็นตัวอย่าง เพราะเห็นผลแล้วว่าเกิดอะไรขึ้น”

นานแค่ไหนกว่าจะมีความรักต่อมา?
“ก็ประมาณ 7 เดือน ตอนนั้นอยู่กับเพื่อนสนิทประมาณ 5-6 คน ซึ่งรู้สึกว่าเราโชคดีที่มีเพื่อนดี ตอนนั้นคุณเอ้เข้ามาในชีวิต เขาอายุห่างกับเราแค่ปีเดียว พอเขาเข้ามาในช่วงที่เราเจอมรสุม เราก็รู้สึกแฮปปี้ พอเจอเขาเข้ามาในกลุ่มเพื่อน เขาก็ดูแลเรา เราก็ประทับใจที่เขาใส่ใจขนาดนี้ คือเรามีครอบครัวตั้งแต่ 16-17 เราขาดช่วงที่คนมาจีบแบบวี้ดวิ้ว เป็นความรู้สึกดีที่ไม่เคยสัมผัส เป็นความรู้สึกที่เราไม่เคยเห็น”

ย้ายไปอยู่ออสเตรเลียด้วยกัน?
“ตอนนั้นกลับไปเรียนต่อที่ซิดนีย์ ไปอยู่บ้านคุณป้า ไปเรียนต่อทางด้านบริหารโรงแรม ก็ฝากเอ้ไปทำงานกับทางร้านเบเกอรี่ เขาเป็นคนช่วยหั่นของ เก็บร้าน เสิร์ฟอาหารล้างจานที่ร้านอาหารไทย เหนื่อยแต่รายได้ค่อนข้างดี แต่ทางคุณเอ้ก็อดทนสู้ชีวิตอยู่แล้ว แต่จากชีวิตเราที่เคยเป็นเซลส์รถหรูยี่ห้อนึงแล้วมาล้างจานมันก็ลำบาก ส่วนเราก็ไปเป็นเด็กเสิร์ฟร้านอาหารฝรั่ง ที่เราต้องทำเพราะเราเรียนการโรงแรม ต้องไปฝึกงาน ตอนนั้นไปสู้ชีวิตด้วยกันในฐานะสามีภรรยาแล้ว”

เห็นว่าเจอมรสุมจนเป็นโรคซึมเศร้า?
“คือเกิดโรคนี้หลังมีลูกคนที่ 2 ตอนนั้นเรารู้สึกว่าเบื่อ แล้วเราไม่รู้ตัวว่าเราเป็น ตอนนั้นพอมีปัญหากับสามีเลยทำให้เกิดภาวะโรคซึมเศร้า ส่วนอาการคือมันเหมือนเราใส่แว่นอยู่ แต่เราจะมองโลกเป็นอย่างอื่น มองโลกเหมือนฝนตกตลอดเวลา เหมือนเรายังหาความรักอยู่ ตอนนั้นมีอินเทอร์เน็ตเข้ามาแล้ว เราก็ไปหลอก ไปหว่านเสน่ห์ เราก็หลอกว่าอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่ปุ๊กกี้น่ะ

ตอนป่วยก็ทำร้ายตัวเองค่ะ กรีดข้อมือ ตอนรอบแรกคือตั้งแต่ความสัมพันธ์ครั้งแรก ตอนนั้นวิ่งออกมาจากรถ ถามว่าคิดฆ่าตัวตายไหม ตอนนั้นคิด แต่ไม่ถึงกับว่าอยากตาย แค่เรียกร้องความสนใจ ตอนนั้นเราไปหาหมอเพราะเริ่มรู้สึกว่าไม่เป็นตัวเอง แล้วรู้สึกว่าหน้าเราเปลี่ยนไป เรารู้สึกว่าไม่มีค่า ตอนนั้นไปรักษาที่ รพ.ศรีธัญญา ต้องทานยาระดับสูงสุดแล้ว พอดีขึ้นมันรู้สึกเหมือนเราถอดแว่นออก

แต่พอกลับมาเป็นอีกครั้งก็ห่างจากรอบแรก 10 กว่าปี เหมือนเราใส่แว่นหนากว่าเดิม แต่เป็นกับตัวเอง ไม่ได้ไปหลอกใครแล้ว ตอนนั้นก็คิดอยู่คนเดียว เก็บตัว ไม่อยากเจอใคร ตอนนั้นที่ถอดแว่นออกมาได้เราไปเข้าทางธรรม เพื่อนชวนไปบวชชีพราหมณ์ที่เสถียรธรรมสถาน ไปอยู่ 3 คืน ออกมาบรรลุเลยค่ะ แต่เป็น 3 คืนที่ยาวนานมาก เราไม่เคยสัมผัสแบบนี้มาก่อน ตอนเด็กๆ เคยไปวัดกับแม่ แต่เราไม่เคยปฏิบัติธรรม ซึ่งตอนที่ไปตอนนั้นเขามีเสวนาธรรมเรื่องความรัก เราก็ได้ไปฟังก็เลยโอเค”

ย้อนเรื่องความรักกับเอ้ ความรักก็น่าจะดูโอเค?
“เขาก็ดีมากด้วย ปัญหาก็อยู่ตรงนี้ เราไม่ขอพูดว่าเขาดีเกินไป แต่เขาไม่เคยทำให้เสียใจผิดหวัง ตามใจด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่เขาทำแบบนั้นทำให้เรารู้สึกเหนื่อย เพราะเขาไม่นำทางเรา จะให้เรานำ บางทีเราก็อยากให้เขานำ เราก็บอกเขานะ แต่ด้วยทัศนคติด้วยแหละ ก็ยอมรับว่าหมดใจเหมือนกัน

ตอนนั้นไม่ทราบว่าเป็นเพราะสามีหรือเพราะเราเบื่อหมดใจ เราก็อยู่แบบเซ็งๆ ไม่หวือหวา ทำหน้าที่ตัวเอง แต่พอช่วงได้พักเบรกมหาวิทยาลัย เรากลับมาไทย แต่เขายังอยู่ที่โน่น พอช่วงห่างกันก็เลยเห็นภาพและรู้สึกว่าเป็นเพราะเราหมดใจ ไม่รักเขา ฟังดูแล้วไม่ดีเลย แต่มันเกิดขึ้นจริงๆ ไม่ใช่เพราะบุคคลที่ 3 เขาน่าสงสารมาก แต่เราก็ได้รับผลกรรมอยู่ตรงนี้”

แล้วตอนนั้นเราเลิกกับเขาได้ยังไง?
“ตอนนั้นที่เลิก เขากลับมาไทย เราก็ไปรับเขาแล้วให้เขาอยู่คอนโด เราก็กลับมาติดเพื่อน พอเขากลับไปก่อน เราก็กลับไปเรียนเทอมสุดท้าย พอไปถึงเราก็แยกกันอยู่ เขาไม่เคยแสดงอาการโกรธอะไร และไม่เคยถามอะไรเลย แต่เขาคงช็อกแบบเก็บกดไว้ เขาก็ร่าเริงเหมือนเดิม พอเราเรียนจบจะกลับเมืองไทยแล้วก็เลยขอหย่าเขาเพราะอยากให้เขามีชีวิตมีอนาคตที่ดีกว่า

เขาก็นิ่งๆ แล้วไปหย่าให้ที่สถานทูตใหญ่ เขาก็พยายามขอกลับมาเหมือนเดิม แต่เราก็ไม่กลับไป เราได้สิ่งที่ต้องการแล้ว แต่เราก็ได้ข่าวว่าเขากลับมาทรุดหนักมากตอนหลังจนไม่พูดไม่จากับใคร เป็นภาวะทางจิตที่ถูกกระทบกระเทือนหนัก เขาก็เสียใจกับเรื่องนี้มาก”

คิดว่าการแต่งงานนั้นมาจากความรักไหม?
"เราควรจะเป็นเพื่อนที่ดีต่อกันมากกว่า แต่เขามาในจังหวะที่เราอ่อนแอ แล้วเราไม่เคยเจออะไรแบบนั้น มันก็เลยกลายเป็นแบบนั้น ก็อยากบอกว่าขอบคุณสำหรับทุกอย่างที่ทำให้ เสียสละให้ ทุกวันนี้ก็ยังคอยดูเราอยู่ห่างๆ เขาเป็นคนดี ใครได้คบเขาเป็นแฟนหรือสามีคือโชคดีมาก เพราะเขาเป็นคนเสียสละทุกสิ่งอย่าง ตอนนี้เขายังไม่มีครอบครัว แต่เขามีแฟน ซึ่งเรารู้จัก เขาก็คบมานานแล้ว เราก็ดีใจที่เราปล่อยเขาไปเจอสิ่งที่ดีกว่า"

ความรักครั้งปัจจุบันล่ะ?
"ก็เป็นเรื่องละเอียดอ่อนและยาวนานกว่าคนอื่น ก็เป็นพี่ของเพื่อน ตอนนั้นเราไม่อยากมีครอบครัว อยากอยู่คนเดียวบ้าง เขามีครอบครัวมาก่อน มีลูกอายุใกล้กับลูกคนโตของปุ๊กกี้ แต่เขาเลิกกับภรรยาไปนานแล้ว ก็มีข่าวว่าเราท้องอีกตอนนั้น ตอนนั้นเราไม่อยากเปิดเพราะเรายังเบื่อข่าวตัวเองเลยเงียบๆ แต่ก็กลายเป็นว่าคนยิ่งอยากรู้ เขาเป็นคนธรรมดา เขาไม่ชอบวงการบันเทิงเลย ครั้งนี้เราไม่แต่งงาน"

เรื่องทุกอย่างเหมือนจะดีแต่ไม่ดี?
"ด้วยพฤติกรรมบางอย่างเราไม่เคยเจอ ทำให้เราสงสัยว่ามีคนแบบนี้บนโลกด้วยเหรอ คือเหมือนเวลาเขาทำผิดอะไรมา เขาก็จะบอกว่าขอโทษ จบปะ แล้วดำเนินชีวิตต่อ แต่ในใจเราไม่จบ ซึ่งเขาเพิ่งมาเป็น ไม่ได้เป็นตั้งแต่แรก ตอนแรกไม่เข้าใจสิ่งที่เขาเป็น แต่พอเห็นตัวอย่างจากในต่างประเทศก็เลยรู้สึกว่าเขาเข้าข่ายคนมีบุคลิกภาพที่แตกต่างจากคนทั่วไป มี 2 บุคลิก แต่คนใกล้ตัวจะเจอในด้านไม่ดี ตอนนี้ก็ยังอยู่ด้วยกัน เขาเป็นคนไม่อยู่ติดบ้าน ติดเพื่อน เขาก็มีเรื่องผู้หญิงเข้ามา ตอนแรกเราก็ช็อก แต่จริงๆ เป็นเรื่องปกติสำหรับตัวเขา"

จะใช้ชีวิตแบบนี้ไปเรื่อยๆ?
"เราอยู่ร่วมกันมา 10 ปีแล้ว ซึ่งมันยาวนานที่สุด แต่ตัดเขาไม่ได้ เขาก็ไม่เลิกกับเรา ทางเดียวคือเราต้องไปจากเขา ตอนนี้ก็อยู่บ้านที่ปุ๊กกี้จัดหาเอง ถ้าเราจะหนีก็ต้องหนีไปเอง แต่เราก็ยังสงสารเขา มันเหมือนกับว่าถ้าถึงจุดจุดนึงถ้าเราหมดความสงสารผูกพันก็คงไป”

ตอนนั้นไปรักษาโรคซึมเศร้าอีกครั้งเพราะอะไร?
“ไปศรีธัญญาครั้งที่ 2 เพราะเราไปเจอเรื่องที่รับไม่ได้ แล้วตอนนั้นเพื่อนๆ มาหา นั่งๆ อยู่รู้สึกเจ็บในใจตลอดเวลา ทุกข์ตลอดเวลา ตอนนั้นก็กรีดข้อมือต่อหน้าเพื่อนๆ เลย คือเราอยากเอาความเจ็บปวดที่สัมผัสตอนนั้นไปเจ็บตรงอื่น ตอนนั้นเลือดไหลแต่ไม่เจ็บเลย เพื่อนก็กรี๊ดกร๊าดตกใจ หลังจากเกิดเรื่องคุณหมอก็ให้กำลังใจ เรากลับมารักษาตัวอีกครั้ง ตอนนี้ก็ดีขึ้นและคิดว่าจะไม่กลับไปเป็นโรคซึมเศร้าอีกแน่นอน”

มันเหมือนเป็นกรรมที่มาจากเราทำให้คนอื่นเสียใจ?
“ใช่เลย คิดว่าเป็นเพราะเราเคยทำให้บุพการีเสียใจ คือจะเป็นกรรมที่เกี่ยวกับความรัก ทำอะไรไม่เจริญ และกรรมที่เราทำให้คุณเอ้เสียใจด้วย”

อยากบอกอะไรคุณแม่?
“ก็ขอโทษทุกอย่างที่ทำให้เสียใจ เพราะว่าหนูไม่รู้ว่าสิ่งที่แม่พูดคือเพรารัก แต่คิดว่าแม่ดุ เพราะแม่มีวินัยในตัวมาก ที่ผ่านมาไม่เคยพูดแบบนี้"

ชีวิตทุกวันนี้เป็นยังไงบ้าง?
"ทุกวันนี้ไม่ได้ทุกข์เหมือนที่ช่วงนึงที่รับมือไม่ไหว ทุกวันนี้ทรงๆ เพราะเราเข้าใจเขาแล้วว่าเขาเป็นยังไง เขาก็พยายามปรับเปลี่ยนตัวเองอยู่ ซึ่งเป็นครั้งแรกในรอบ 10 ปีที่เห็น เหมือนเขาขอโอกาสแต่เขาทำให้เราเห็นค่ะ”

แง่งามความรัก?
“ปุ๊กกี้เคยใช้ความรักตัดสิน แต่จริงๆ ต้องใช้สมองด้วย เพราะมันจะทำให้เห็นว่าความรักนั้นเป็นรักจริงหรือหลุมอำพรางค่ะ”.