วันพุธที่ 13 ธันวาคม พ.ศ. 2560
บริการข่าวไทยรัฐ

ข่าว

วิดีโอ

โพล ชี้ผู้ต้องหายาล้นคุก เพราะไม่รู้ก.ม. ขาดตัวช่วย

โพล ชี้ผู้ต้องหายาล้นคุก เพราะไม่รู้ก.ม. ถูกฟันธงความผิด จึงยอมจำนน แนะแยกให้ชัดผู้เสพออกจากผู้ค้า หากเกิดข้อผิดพลาด เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความผิด..

วันที่ 23 ก.ย. ดร.นพดล กรรณิกา ผู้อำนวยการสำนักวิจัยซูเปอร์โพล (SUPER POLL) มูลนิธิสถาบันวิจัยความสุขชุมชนและความเป็นผู้นำ เปิดเผยผลสำรวจเบื้องต้นและข้อเสนอเชิงนโยบาย เรื่อง เปิดใจอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดและเครือญาติ ทำไมผู้ต้องขังคดียาเสพติดจึงล้นคุก จำนวน 804 ตัวอย่างจากทุกสาขาอาชีพ โดยเมื่อพิจารณาในกลุ่มผู้ถูกศึกษาที่เป็นอดีตผู้ต้องขังคดียาเสพติดและมีเครือญาติเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด พบว่า ร้อยละ 25.4 เป็น อดีตผู้ต้องขัง คดียาเสพติด ในขณะที่ร้อยละ 74.6 มีญาติเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด

สำหรับที่น่าสนใจคือ มุมมองที่แตกต่างกันระหว่าง กลุ่มอดีต ผู้ต้องขังคดียาเสพติด กับ กลุ่มคนที่มีญาติเป็นผู้ต้องขังคดียาเสพติด ในเรื่อง สาเหตุผู้ต้องขังคดียาเสพติดล้นคุก โดยพบว่า อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 36.7 และ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 23.9 ระบุ เป็นเพราะไม่รู้กฎหมาย จึงยอมจำนน รองลงมาคือ อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 33.3 เทียบกับ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 25.0 ระบุ เพราะถูกยัด สร้างหลักฐานเท็จ ไม่มีโอกาสเห็นหลักฐานที่นำมาสรุปความผิด

นอกจากนี้ อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 26.7 และคนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 17.0 ระบุ ขาดที่พึ่งด้านกฎหมาย อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 26.7 และ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 30.7 ระบุ มีทางเลือกน้อยในการลงโทษ สังคมตีตราลงโทษ กฎหมายลงโทษ นโยบายรัฐลงโทษ ในขณะที่ อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 26.7 และ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 29.5 ระบุ ความยากจน ความอยากรวย ขาดการศึกษา หวังรอดตายในคุก เป็นสาเหตุผู้ต้องขังคดียาเสพติดล้นคุก ที่น่าพิจารณาคือ อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 16.7 และคนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 28.4 ระบุ ขาดคนช่วยเหลือเพราะทุกคนกลัวเกี่ยวข้อง และอดีตผู้ต้องขังร้อยละ 13.3 เทียบกับ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 18.2 ระบุ เจ้าหน้าที่รัฐ เร่งรัดสรุปความผิดนอกจากนี้ อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 10.0 และคนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 3.4 ระบุกฎหมายรุนแรงเกินไปทำให้ผู้ต้องขังคดียาเสพติดล้นคุก เมื่อสอบถามถึงแนวทางแก้ไข พบมุมมองที่แตกต่างกัน คือ อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 36.7 และ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 50.0 ระบุ ควรมี สหวิชาชีพ ด้าน กฎหมาย สังคมสงเคราะห์ จิตวิทยา แรงงาน ยุติธรรม เข้าถึงผู้ต้องหา หน้าใหม่เมื่อถูกจับกุม

ในขณะที่ ร้อยละ 40.0 ของอดีตผู้ต้องขัง และร้อยละ 37.5 ของคนมีญาติเป็นผู้ต้องขังระบุ ควรเผยแพร่สาระสำคัญข้อกฎหมายให้ประชาชนรู้อย่างต่อเนื่อง  โดยอดีตผู้ต้องขังร้อยละ 30.0 และ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 27.3 ระบุ แยกกลุ่มให้ชัด ผู้เสพ ออกจากผู้ค้า หากเกิดข้อผิดพลาดการแยกกลุ่ม เจ้าหน้าที่รัฐต้องมีความผิด

นอกจากนี้ อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 26.7 และคนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 9.1 ระบุ ควรผ่อนปรน ผู้ต้องขัง ชราภาพ และอดีตผู้ต้องขังร้อยละ 23.3 แต่ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังเพียงร้อยละ 5.7 ระบุ ควรแก้กฎหมายผ่อนปรน ครอบครองเพื่อเสพ และอดีตผู้ต้องขังร้อยละ 16.7 ในขณะที่คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 13.6 ระบุ ควรให้โอกาส ผู้เสพ ไม่เป็นภัยผู้อื่น บำบัดไม่ต้องเข้าเรือนจำ โดยอดีตผู้ต้องขังร้อยละ 13.3 และ คนมีญาติเป็นผู้ต้องขังร้อยละ 28.4 ระบุ ควรส่งตัวผู้ต้องขังต่างชาติ กลับประเทศเพื่อลดปัญหาผู้ต้องขังล้นคุก

อย่างไรก็ตาม ที่น่าเป็นห่วงคือ ทัศนคติต่อระยะห่างทางสังคมของประชาชนทั่วไป ต่อผู้เสพยาเสพติด โดยพบว่า อดีตผู้ต้องขังร้อยละ 30.8 และร้อยละ 11.5 ยินดีให้ผู้เสพอยู่ในบ้านเดียวกันหรือ อยู่บ้านติดกัน แต่ในกลุ่มคนมีญาติเป็นผู้ต้องขังเพียงร้อยละ 8.1 และร้อยละ 5.8 และยิ่งในกลุ่มประชาชนทั่วไปเหลือเพียงร้อยละ 3.4 และ ร้อยละ 2.3 ที่ยินดีให้ผู้เสพอยู่ในบ้านเดียวกันหรืออยู่บ้านติดกัน โดยประชาชนทั่วไปเกินครึ่งหรือร้อยละ 54.2 ให้ออกไปอยู่นอกชุมชน แต่ จำนวนมากหรือร้อยละ 40.1 ยังยินดีให้อยู่ในชุมชนเดียวกันได้

ดร.นพดล กล่าวต่อว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องมีการแก้ปัญหานี้อย่างจริงจังต่อเนื่องโดยสาเหตุหลักอยู่ที่ชาวบ้านไม่รู้กฎหมายจึงยอมจำนน ขาดตัวช่วย ทุกคนกลัวเกี่ยวข้อง เจ้าหน้าที่รัฐต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมเร่งรัดจับกุม ฟันธงความผิด โดยในช่วงต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรมส่วนใหญ่มีแต่เจ้าหน้าที่รัฐสายอำนาจนิยม คือ กลุ่มบังคับใช้กฎหมาย ฝ่ายปกครองและกลุ่มใช้อำนาจแรงในการเข้าถึงผู้ต้องหา

“รัฐบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องน่าจะพิจารณามุมมองของ อดีตผู้ต้องขังและคนมีญาติเป็นผู้ต้องขังที่ระบุว่า ควรมีสหวิชาชีพ ด้านกฎหมาย สังคมสงเคราะห์ จิตวิทยา แรงงาน ยุติธรรม เข้าถึงผู้ต้องหาหน้าใหม่เมื่อถูกจับกุมและแก้ปัญหาครบวงจร ลดผู้ต้องขังล้นคุก และควรนำยุทธศาสตร์เสริมสร้าง การรับรู้ ความเข้าใจ ความเชื่อมั่นและการสนับสนุนของสาธารณชนต่อแนวทางการแก้ปัญหาผู้ต้องขังคดียาเสพติดล้นคุกควบคู่ไปด้วย เพราะกระแสและทัศนคติของสาธารณชนทั่วไปต่อระยะห่างทางสังคมในความสัมพันธ์กับผู้เสพยังอยู่ในแดนลบอยู่ ต้องทำให้เข้ามาอยู่ในแดนบวกมากขึ้น ด้วยนำ กรณีผู้เสพที่กลับตัวเป็นคนดีสู่สังคมทำประโยชน์ต่อตัวเอง ครอบครัวและชุมชนมาให้รับรู้รับทราบโดยทั่วกัน” ผอ.สำนักวิจัยซูเปอร์โพล กล่าว